“คันคะเยอ” เรื่องเล็กน้อย สะท้อนระบบภูมิคุ้มกันแปรปรวน
“คันคะเยอ” ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องใหญ่ที่สะท้อนระบบภูมิคุ้มกันแปรปรวน แนะไม่ควรปล่อยจนเรื้อรังอาจทำลายคุณภาพชีวิต
อาการคันคะเยอเป็นหย่อม ๆ โดยพาะบริเวณต้นคอเชื่อมต่อไหปลาร้า เอว สะโพก ขา ข้อศอก และหลังมือ แต่ละจุดมีผื่นชึ้นต่างกัน บางจุดเป็นเม็ดใสคล้ายหิด บางจุดเป็นผื่นแดงวงกว้าง แต่ที่สำคัญ คือ ยิ่งคันยิ่งเกา ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน โดยเฉพาะในยุคโควิดที่หลายคนอาจพบผื่นปนคันคะเยอ หลังจากการติดเชื้อสงบลงไปแล้ว
อาการคันคะเยอดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากมีอาการอื่นร่วมด้วย อย่างอาการลองโควิด เช่น ผมร่วง ปวดข้อ หรือมีปัญหาการนอน ปัญหาเหล่านี้ย่อมเป็นเรื่องกวนใจเราไม่มากก็น้อย
สะท้อน “ระบบภูมิคุ้มแปรปรวน”
ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่า เมื่อไรที่มีอาการคัน หรือมีผื่น (Atopic dermatitis) คำแนะนำที่ดูจะเป็นลูกสูตรที่พวกเราทุกคนทำกัน คือ การคอยสังเกตว่าไปเจออะไรเข้าและเกิดอาการแพ้ เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสร หรือ สัตว์เลี้ยง จากนั้นจะห้ามใช้สบู่ โดยเฉพาะตัวที่ผสมยาที่ฆ่าแบคทีเรีย เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้งมากถ้าเกิดการระคายเคือง และถ้าอาการไม่มากจะแนะนำให้ไปซื้อยาสเตียรอยด์ทาผิว รวมถึงยาแก้แพ้ที่มีดาษดื่น แต่ถ้ารุนแรงก็แนะนำให้พบแพทย์ผิวหนังโดยเฉพาะ
อาการคันคะเยอและผื่นผิวหนัง เป็นความแปรปรวนของระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าอาการมากและรุนแรงถึงกับต้องให้ยาพิเศษ ซึ่งเป็นโมโนโคลนอลแอนติบอดี IgG4 ที่จำเพาะกับ IL-4R alpha ที่เป็นตัวรับของ IL-13 และหน่วงการออกฤทธิ์ของ IL-13 และ IL-4 และเลยไปถึงการสร้าง IgE ซึ่งราคาแสนจะดุเดือดพอสมควร เพราะราคาหลายหมื่นบาทต่อเข็ม
ยาที่ใช้รักษา “คันคะเยอรุนแรง” แทบไม่ได้ผล
สำหรับยาที่นิยมใช้กัน คือ “Motelu Kast” ซึ่งใช้ในผู้ป่วยหอบหืด หลอดลมตีบ แต่เมื่อนำมาใช้ในผื่นคันคะเยอกรณีมีอาการมากและรุนแรง กลับได้ผลจำกัดหรือไม่ได้ผลเลย
งานสำคัญที่อธิบายกลไกการเกิดปรากฏการณ์คันคะเยอ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเป็นระยะสั้นหรือยืดยาวเรื้อรัง เป็นรายงานในวารสาร Proceeding National Academy of Science (PNAS) ปี 2021 โดยคณะทำงานจาก Brigham and Women’s Hospital และ Harvard Medical School และ Massachusetts General Hospital
โดย Chui ผู้วิจัยและศึกษาทางระบบภูมิคุ้มกันทางระบบประสาท และคณะ พบว่า ตัวการที่กำเนิดคันคะเยอ อยู่ที่ปมประสาทความรู้สึกที่เราเรียกว่า dorsal root ganglia (DRG) ทั้งนี้ อาการคัน ถ้าเกิดขึ้นเฉียบพลันและไม่เรื้อรัง แท้จริงแล้วเป็นประโยชน์ในการป้องกันตัวจากสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัย แต่เมื่อใดที่กลายเป็นเรื้อรัง จะกลายเป็นเรื่องทรมานสำหรับชีวิตคนผู้นั้น
Leukotrienes (LTs) เป็น eicosanoid lipid mediators ที่หลั่งออกมาเมื่อมีการกระตุ้นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน เม็ดเลือดขาว mast cell eosinophils basophils และ macrophages และเซลล์อื่น ๆ รวมทั้ง platelet–neutrophil aggregates และ tuft cells ทั้งนี้ LTs ประกอบไปด้วย LTB4 และ cysteinyl LTs (CysLTs ; LTC4 LTD4 LTE4)
ผลของการศึกษา เป็นการพิสูจน์การเชื่อมโยงสื่อสาร หรือที่เราชอบเรียกกัน คือ พูดคุยกันระหว่างระบบ (cross talk) ของประสาท และภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ LTC4 จะส่งไปยังปมประสาท ที่มีตัวรับ CysLT2R เป็นจำนวนมาก และกระตุ้นให้มีการคันคะเยอเกิดขึ้น โดยที่ตัวรับอื่น ๆ ไม่เกี่ยวข้องกันทั้ง cysltr1 Trpv1 โดยที่การศึกษานี้ตัดกลไกของผิวหนังแห้งว่า ไม่สามารถอธิบายอาการคันคะเยอเรื้อรังนี้
และยังอธิบายว่าเหตุผลที่ “Motelu Kast” บรรเทาและรักษาอาการคันได้ไม่ดีนัก เพราะว่าไปจับคนละเป้าหมายคือที่ CysLT1R ไม่ใช่ CysLT2R แม้ว่าการศึกษานี้จะทำในหนูก็ตาม แต่สามารถชำแหละกลไกได้อย่างหมดจด และมีความเป็นไปได้อย่างสูงในการใช้ยาที่มีฤทธิ์เฉพาะเจาะจงในการยับยั้งการเปลี่ยน arachidonic acid ซึ่งเป็นตัวต้นกำเนิดที่จะเกิด LTR4 เช่น 5-LO inhibitor zileuton เป็นต้น
รายงานต่อ ๆ มาใน Frontiers in Neural Circuits ปี 2022 ได้ประสานกลไกการเกิดคัน ซึ่งจะส่งความรู้สึกดังกล่าวไปยังสมอง และกำหนดให้มีการเกา ทั้งนี้ โดยผ่านระบบในไขสันหลัง จนถึงสมองบริเวณจำเพาะทั้งหมด ตกอยู่ใน Spino-Parabrachial pathway และยังมีรายงานการคันที่เกิดจากตัวแมลงเกาะไต่ที่ผิวหนัง (mechanical itch stimulus) ทั้งนี้ โดยผ่านทางตัวรับ PIEZO1 mechano-sensor รายงานในวารสาร Nature 2022
ภาวะอ่อนล้าเรื้อรัง สัญญาณเตือนสมดุลบกพร่องของร่างกาย
รู้จัก "โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ" ซ่อนตัวเงียบแต่อันตรายถึงชีวิต
วิธีป้องกันอาการคันคะเยอ
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราสามารถลดความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ย่อมดีกว่าการปล่อยให้เกิดอาการคันคะเยอจนอาจกลายเป็นอาการเรื้อรังที่แฝงความน่ากลัว โดย แพทย์หญิงพิมลพรรณ กฤติยรังสรรค์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำให้ปฏิบัติดังนี้ ดังนี้
- ตรวจ PATCH TEST เพื่อความชัวร์
การทำ Patch Test เป็นวิธีตรวจให้แน่ชัดว่าคนไข้แพ้อะไร เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งนั้น ๆ โดยนำสารเคมี อาทิ ครีมกันแดด ยาย้อมผม โลหะ ฯลฯ มาทดสอบ โดยใช้วิธีการ คือ ใส่แผ่น Finn Chamber ปิดไว้ที่หลังบริเวณระหว่างสะบัก (คล้ายปิดพลาสเตอร์ยาขนาดใหญ่) นาน 3 วัน ห้ามถูกน้ำ จากนั้นจึงมาเปิดดูว่าคนไข้มีปฏิกิริยากับสารเคมีตัวไหน
- 5 ข้อสำคัญเปลี่ยนพฤติกรรมปรับไลฟ์สไตล์
- กลับถึงบ้านรีบอาบน้ำล้างเหงื่อหรือฝุ่นออก ใส่เสื้อใหม่ อย่าใส่เสื้อผ้าหรือชุดชั้นในรัด ยิ่งรัด ยิ่งถู ยิ่งคัน
- ใช้สบู่อ่อน ๆ ไม่มีน้ำหอม (No Perfumed) หรือไม่ใส่สาร Preservative หรือมีคำว่า No Preservative หรือ For Sensitive Skin
- ทาโลชั่นหลังอาบน้ำทุกครั้ง เลือกโลชั่นที่ไม่มีน้ำหอมหรือสารเคมี ไม่ควรใช้โลชั่นประเภทไวท์เทนนิง เพราะมีกรดผลไม้ ยิ่งทายิ่งระคาย ผื่นยิ่งเห่อ
- กินยาแก้แพ้ เป็นยากลุ่มแอนตี้ฮีสตามีนที่คุณหมอสั่งเท่านั้น ห้ามซื้อยากินเองเด็ดขาด
- รักษาด้วย Phototherapy โดยใช้แสงอัลตราไวโอเลตคลื่นความถี่เพื่อการรักษาผื่นผิวหนังโดยเฉพาะ เพื่อช่วยกดภูมิในร่างกายไม่ให้ไวต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้คนไข้เข้าไปยืนในตู้ รับการฉายแสง 1 – 2 นาที อาทิตย์ละ 2 ครั้ง อาการดีขึ้นจึงค่อย ๆ ลดปริมาณฉายแสงน้อยลง จากนั้นค่อย ๆ ทายา และกินยาตามปกติ
จะเห็นได้ว่า “คันคะเยอ” มีกลไกที่สลับซับซ้อน แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนที่เป็น และสะท้อนให้เห็นถึงระบบภูมิคุ้มกันที่แปรปรวน
อย่างไรก็ตามโรคนี้จะรักษาหายหรือไม่หายก็ขึ้นอยู่กับตัวคนไข้ เมื่อผื่นดีขึ้นต้องระวังตัวเองในการเลือกใช้สบู่และโลชั่น งดการใช้อารมณ์มาก ๆ หรือ เครียด หากรักษาหายแล้วกลับไปมีไลฟ์สไตล์ หรือพฤติกรรมแบบเดิมย่อมกลับมาเป็นโรคนี้ได้อีก
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ และ ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์