โอมิครอน “BA.2” ลามไปทั่วโลกแล้วกว่า 80% น่ากังวลขนาดไหน?
เปิดข้อมูลและความน่ากังวลของโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย “BA.2” หลังลามไปทั่วโลกแล้วกว่า 80% ขณะที่กลายเป็นสายพันธุ์หลักระบาดในไทยกว่า 95%
ผ่านมาแล้วกว่า 2 ปีที่ต้องใช้ชีวิตแบบเว้นระยะห่างทางสังคมและต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19
แต่ตอนนี้หลายคนเริ่มรู้สึกได้กลับมาใช้วิถีชีวิตปกติอีกครั้ง หลังหลายประเทศประกาศยกเลิกการใช้มาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ไปแล้ว เหมือนอย่างเกาหลีใต้ ทั้งที่ยังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่อย่างต่อเนื่องและเผชิญกับไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ที่เรียกกันว่า “BA.2” ลุกลามไปทั่วประเทศ จนเข้ามาแทนที่สายพันธุ์โอมิครอนดั้งเดิมแล้วก็ตาม
หมอรุ่งเรือง ยกข้อมูล WHO แจงโอมิครอนสายพันธุ์ BA.2 อาการไม่รุนแรง
ดังนั้นแล้วไวรัสกลายพันธุ์ใหม่นี้น่ากังวล และอันตรายกับเรามากน้อยเพียงใด ทีมข่าว PPTV News รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้
ทำความรู้จัก “BA.2”
“BA.2” คือโควิดสายพันธุ์ย่อยที่กลายพันธุ์มาจากสายพันธุ์โอมิครอนดั้งเดิม หรือ BA.1 ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ค้นพบเมื่อเดือนมกราคม 2565
สิ่งที่น่ากังวล คือ โอมิครอนสายพันธุ์ BA.2 แพร่เชื้อได้มากกว่าโอมิครอนดั้งเดิมถึง 30% และยังหลบหลีกภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้ดีขึ้น จนได้รับฉายาว่า “โอมิครอนล่องหน” ทำให้ขณะนี้โอมิครอนสายพันธุ์ BA.2 เข้ามาแทนที่กลายเป็นเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์หลักที่ลุกลามไปทั่วโลกแล้ว รวมถึงประเทศไทยด้วย
เจออีกแล้ว สายพันธุ์ย่อยโอมิครอน BA.4 และ BA.5
เช็กที่นี่ ! รวมจุดฉีดวัคซีนโควิด ทั้งแบบลงทะเบียน และ Walk in
“BA.2” น่ากังวลหรือไม่
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า ตัวชี้วัดที่ต้องติดตามสถานการณ์โควิด-19 ในขณะนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวชี้วัดเดิมแบบที่เราเคยดูมาก่อนหน้านี้ในการระบาดระลอกต่าง ๆ ที่ผ่านมา เพราะตอนนี้ข้อมูลความน่าเชื้อถือของจำนวน “ยอดผู้ติดเชื้อ” น้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลายคนสามารถตรวจคัดกรองโรคได้เองที่บ้าน ซึ่งบางข้อมูลก็ไม่ได้ถูกรายงานไปยังหน่วยงานด้านสุขภาพ หรือบางครั้งก็รายงานล่าช้า ทำให้มีแนวโน้มว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เราเห็นอยู่กันในปัจจุบันจะน้อยเกินกว่าความเป็นจริง ขณะเดียวกันตัวเลขผู้ติดเชื้อก็ไม่สามารถบอกได้ถึงความรุนแรงของโรคได้
ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์ และแพทย์แนะนำให้สนใจการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การแพร่ระบาดในภาพรวม มากกว่าการจับตาตัวเลขผู้ติดเชื้อที่แน่นอนเพียงอย่างเดียว ซึ่งควรจะดูทั้งจำนวนตัวเลขการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และข้อมูลความเสี่ยงของโรคด้วย
โดย Jay Varma ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมโรคระบาดในนิวยอร์ก และนักระบาดวิทยาของวิทยาลัยการแพทย์ Weill Cornell Medicine กล่าวว่า “ต้องใช้เวลาสักพัก ผลตรวจโควิดของประชาชนถึงจะได้รับรายงาน”
ทำให้เขามองว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่รายงานให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน อาจเป็นเพียงหนึ่งในสี่หรือห้าของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 จริง ดังนั้นควรดูอัตราการเปลี่ยนแปลงและการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการดูตัวเลขผู้ติดเชื้อ
สอดคล้องกับ Justin Lessler นักระบาดวิทยาด้านโรคติดเชื้อมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนาที่แชปเพิลฮิลล์ กล่าวว่า ตัวชี้วัดความรุนแรง หรือความน่ากลัวของโควิด-19 ควรพิจารณาทั้งอัตราการเพิ่มขึ้น และระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น หากเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 5% ต่อสัปดาห์ ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายสัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องใช้มาตรการป้องกัน เช่น การสวมหน้ากากอนามัยภายในอาคาร
ขณะเดียวกัน David Dowdy รองศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาที่โรงเรียนสาธารณสุขจอห์นฮอปกินส์บลูมเบิร์ก กล่าวด้วยว่า หากผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 50% ต่อสัปดาห์ นั่นเป็นธงแดง โดยเฉพาะกรณีการนับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ล่าช้า เท่ากับว่าความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรคมีแนวโน้มสูงกว่าตัวเลขที่แสดง คาดว่าจำนวนผู้ป่วยที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านั้น 50%
ส่วน อัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล จะเป็นตัวชี้วัดการแพร่เชื้อที่แม่นยำยิ่งขึ้น และสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของการติดเชื้อ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บางคน กล่าวว่า อาจดูที่จำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารักษาตัวในห้องฉุกเฉินก็ได้
เหนื่อยหอบแน่นหน้าอก รู้ให้ชัด "โรคหัวใจ" หรือ "โควิด-19"
โอมิครอน BA.4 และ BA.5 โผล่แอฟริกาใต้ แพร่ไวแต่อาจไม่รุนแรงไปกว่าตัวอื่น
นักวิทยาศาสตร์ กล่าวอีกว่า โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 นี้มีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อได้ดีกว่าโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่ไม่เป็นอันตรายมากกว่า
โดย ล่าสุด สำนักข่าวเอ็นบีซีชิคาโก รายงานว่า โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 นี้ได้ลามไปที่อเมริกา อังกฤษ และหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกกว่า 80% ซึ่งเข้าไปแทนที่ และกลายเป็นสายพันธุ์หลักแทน และข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้ในประเทศไทยก็พบการแพร่กระจายของโอมิครอน BA.2 กว่า 95% แล้ว
นอกจากนี้ ผลการศึกษาของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ได้ทำการศึกษาตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันของคนที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 พบว่า ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันวัคซีนโควิด-19 จัดการโอมิครอน BA.2 ได้ดีกว่า BA.1 และในกลุ่มผู้ที่ฉีดวัคซีนเข็ม 3 แล้ว จะจัดการได้ดีกว่าผู้ที่ฉีดวัคซีน 2 เข็มทุกสูตร
มาตรการป้องกันโรคตามพื้นที่สีคุมโควิด-19ถอดบทเรียน CDC กับการป้องกันโควิด-19 ตามพื้นที่สีคุมโควิด
ไม่ว่าจะเจอกับโควิด-19 สายพันธุ์ใด แม้แต่โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 นี้เช่นเดียวกัน มาตรการการป้องกันโควิด-19 เดิมยังคงใช้ได้ผล คือ การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 การสวมใส่หน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ เว้นระยะห่างทางสังคม และการตรวจคัดกรองโควิดเมื่อเริ่มมีอาการ แต่พื้นใดที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่น้อยอาจผ่อนปรนมาตรการได้มากกว่า โดยขอยกบทเรียนจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (CDC) ซึ่งมีมาตรการป้องกันโควิด-19 ตามพื้นที่คุมโควิด ดังนี้
- พื้นที่สีเขียว (มีผู้ติดเชื้อต่ำกว่า 200 คน) : ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยเว้นระยะห่างจากเข็มที่สอง 2 สัปดาห์ขึ้นไป และตรวจคัดกรองโควิด เมื่อมีอาการ
- พื้นที่สีเหลือง (มีผู้ติดเชื้อ 200 - 100,000 คน) : หากเป็นกลุ่มเสี่ยสูงต่อการป่วยโควิด-19 รุนแรง ขอให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเกี่ยวกับความจำเป็นในการสวมใส่หน้ากากอนามัย และการใช้มาตรการป้องกันอื่น ๆ หรือไม่, ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยเว้นระยะห่างจากเข็มที่สอง 2 สัปดาห์ขึ้นไป และตรวจคัดกรองโควิด เมื่อมีอาการ
- พื้นที่สีส้ม (มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 100,000 คน) : สวมใส่หน้ากากอนามัยภายในอาคารพื้นที่สาธารณะ, ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยเว้นระยะห่างจากเข็มที่สอง 2 สัปดาห์ขึ้นไป, ตรวจคัดกรองโควิด เมื่อมีอาการ และสำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการป่วยโควิด-19 รุนแรง ให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิดที่จำเป็น
ทั้งนี้ CDC แนะนำอีกว่า ทุกคนควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอาการ กลุ่มมีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก หรือกลุ่มสัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 นอกจากนี้เมื่อเดินทางด้วยรถสาธารณะและใช้สถานที่ราชการต้องสวมหน้ากากอนามัยด้วย
ยิ่งเสี่ยง ยิ่งต้องระมัดระวัง
สำหรับกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 รุนแรงหรือมีอาการลองโควิด เช่น ผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี, หญิงตั้งครรภ์, ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือคนที่มีไลฟ์สไตล์เสี่ยง ควรจะระมัดระวังและใช้มาตรการป้องกันโควิด-19 เพิ่มเติม
แต่หากไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง แต่ต้องสัมผัสกับกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 รุนแรง เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือสมาชิกในครอบครัวที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรจะระมัดระวังตนเองเพิ่มเติมด้วย เช่น การสวมใส่หน้ากากอนามัยภายในอาคารพื้นที่สาธารณะ เป็นต้น
โดย Varma ได้แนะนำให้ปฏิบัติตามมาตรการ ได้แก่
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้รับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 และการฉีดเข็มกระตุ้น
- มีหน้ากากคุณภาพสูงที่สามารถสวมใส่ในอาคารที่ร่มได้
- มีชุดตรวจโควิด-19 แบบแอนติเจนแบบเร่งด่วน หรือ ATK อย่างน้อย 1 ชุดต่อสมาชิกในครอบครัว 1 คน
แม้ว่าโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 จะไม่อันตรายมากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่อาการก็สามารถพัฒนารุนแรงขึ้นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง ดังนั้นจึงไม่ควรชะล่าใจ การระมัดระวังป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อโควิด-19 นั่นจะดีที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก : The Wall Street Journal, สำนักข่าวเอ็นบีซีชิคาโก และ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)