“วิโรจน์” ซัด “บิ๊กตู่” เหลิงอำนาจ ไม่เปิดทางแก้รัฐธรรมนูญ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“ก้าวไกล” ชี้ รัฐบาลเร่งเดินหน้าทำประชามติโดยด่วน รับข้อเสนอประชาชน เปิดทางแก้รัฐธรรมนูญเร็วที่สุด ย้ำ อำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของอธิปไตยของชาติ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้(22 มี.ค.)ว่า นายกฯจะต้องยอมรับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ได้ให้คำมั่นเอาไว้กับประชาชนในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 25 ก.ค.62 จนถึงปัจจุบัน หากนับตั้งแต่วันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.62 ก็เป็นเวลา 2 ปีแล้ว แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญกับไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย และในฐานะที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร และเป็นผู้ให้คำมั่นกับประชาชนเอาไว้เอง ควรจะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจว่า อำนาจการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของปวงชนชาวไทย ผู้เป็นเจ้าของอธิปไตยของชาติ แต่สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ ทำอยู่ เป็นเพียงการผลักเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้พ้นจากความรับผิดชอบของตนเอง โยนไปโยนมา เหมือนกับไม่ใช่หน้าที่ของตน

ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ พูดอยู่เสมอว่าตนเองไม่ขัดข้อง แต่ก็วางเฉยไม่คิดที่จะลงมือทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งๆ ที่อยู่ในอำนาจของตน จึงไม่แปลกใจที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยจะเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นเครื่องมือ ในวงจรของการสืบทอดอำนาจของเผด็จการคสช. แทนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะออกมาชี้แจงขอโทษประชาชนในความล่าช้าที่เกิดขึ้น และประกาศเร่งรัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีกำหนดการที่ชัดเจนกลับให้สัมภาษณ์ในเชิงท้าทายประชาชนว่า "ก็แก้รัฐธรรมนูญให้ได้ก็แล้วกัน" ชี้ถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่คิดที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย

นอกจากนี้คนที่เป็นนายกฯจะพูดให้คำมั่นกับประชาชน แล้วเพิกเฉยต่อคำมั่นนั้นไม่ได้ และบริบทของโลกในทุกวันนี้ มีพลวัตที่เร็วมาก ทั้งเทคโนโลยี และค่านิยมทางสังคมต่างๆ หากประเทศไทยยังมีรัฐธรรมนูญ ที่เป็นสิ่งกีดขวางในการพัฒนา และขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า แล้วประชาชนที่แก่ตัวลงทุกวัน และเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน เขาจะมีอนาคตได้อย่างไร ในอนาคตประเทศก็จะเต็มไปด้วยประชาการในวัยแรงงานที่ขาดศักยภาพในการแข่งขัน และประชากรผู้สูงอายุที่ขาดเงินออม

“ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับที่รังสรรค์ขึ้นโดยคณะรัฐประหารยังคงอยู่สืบไป มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ บางองค์กรที่คอยทำหน้าที่เป็นนั่งร้าน ให้เผด็จการได้สืบทอดอำนาจ และคอยลิดรอนอำนาจของประชาชน โดยอ้างกฎหมายต่างๆ นานา ที่มีที่มาจากเผด็จการอยู่ร่ำไป อ้างการปฏิรูปประเทศ ทั้งๆ ที่ จนถึงปัจจุบัน ประชาชนก็ก็สงสัยว่า ปฏิรูปประเทศประสาอะไร ประเทศถึงได้ถอยหลังลงอยู่ทุกวัน แบบนี้ ซึ่งประชาชนคนใดที่กล่าวเห็นต่าง ไม่ยอมจำนน ไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติ ไม่ยอมสยบยอมต่อคำสั่งของเผด็จการ ไม่ยอมให้เผด็จการ และเครือข่ายอุปถัมภ์ของพวกเขากินรวบทรัพยากรของประเทศ ก็จะถูกนิติสงคราม และถูก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เล่นงานอย่างสองมาตรฐาน ประเทศที่มองประชาชนเป็นเพียงผู้ถูกปกครองแบบนี้ เดินหน้าไปไม่ได้”  นายวิโรจน์ กล่าว

สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์และคณะรัฐมนตรีต้องเร่งทำโดยมีกำหนดการที่ชัดเจนก็คือ การทำประชามติเพื่อสอบถามประชาชนโดยตรง ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ย้ำเอาไว้ว่า "อำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน" ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของอธิปไตยของชาติ โดยคำถามประชามติ 4 ข้อ ที่ คณะรัฐมนตรี ( ครม. ) ควรเร่งถามประชาชน ก็คือ 1.ประชาชนเห็นควรให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ทั้งฉบับ เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนหรือไม่  2.ประชาชนเห็นควรให้มี ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนหรือไม่ 3.ประชาชนยังเห็นควรให้มีสมาชิกวุฒิสภา ต่อไปอีกหรือไม่ 4.ประชาชนยังเห็นควรให้มีศาลรัฐธรรมนูญ ต่อไปอีกหรือไม่

นายวิโรจน์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีที่มาจากประชาชน โดยแท้จริง ดังนั้น สิทธิ และเสรีภาพของประชาชนก็จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง รวมไปถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ จะได้รับการแก้ปัญหาให้คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ในส่วนของการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ จะถูกตรวจสอบจากภาคประชาชนอย่างโปร่งใสมากขึ้น ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินมากขึ้น ปัญหาการคอรัปชั่น ก็จะถูกจำกัดให้แคบลง ส่งผลให้กฎหมายต่างๆ ก็จะถูกทยอยแก้ไข ปรับเปลี่ยน ให้สะท้อนกับบริบทของโลก และเจตจำนงของประชาชนมากขึ้น และนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ก็จะสะท้อนไปที่ความต้องการของประชาชนมากขึ้น ไม่ใช่เอื้อแต่กลุ่มทุนในเครือข่ายอุปถัมภ์ แล้วโยนเพียงเศษเนื้อข้างเขียงให้กับประชาชน เพื่อเลี้ยงไข้ความยากจนให้ดำรงอยู่ร่ำไป เศรษฐกิจปากท้องของประชาชนก็จะเริ่มมีแสงสว่างจากปลายอุโมงค์ ประชาชนมีความหวังที่จะมีอนาคตที่จะลืมตาอ้าปากพึ่งตนเองได้มากขึ้น

“คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กรรวมทั้งคณะรัฐมนตรีด้วย และมาตรา 166 ของรัฐธรรมนูญก็ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ทำประชามติ​ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงอยู่ในฐานะเจ้าภาพหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนได้เป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ ให้เป็นฉบับของประชาชนเสียที ซึ่ง  พล.อ. ประยุทธ์ จะโยนเอาความรับผิดชอบหลักของตนไปที่คนอื่นไม่ได้อีกต่อไป และประชามติจะทำเมื่อไหร่ คือ คำถามที่ประชาชนรอฟังคำตอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ อย่างใจจดใจจ่อ” นายวิโรจน์ กล่าว

“ก้าวไกล” ถาม “ภูมิใจไทย” สัญญาอะไรไว้กับประชาชน

 

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ