เมื่อวันที่ 9 .ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โฉมหน้าของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร ซึ่งหนึ่งในนั้น มีเรื่องกาสิโนถูกกฎหมาย ทั้งหมดมี 60 คน ประธาน คือ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม ส่วนรองประธานกมธ. มีทั้งหมด 16 คน คนหลัก ๆ ที่ถูกจับตามอง คือ นายชัชวาล คงอุดม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ส่วนโฆษกกรรมาธิการ คือ นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร นอกจากนี้ยังมีนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี ร่วมเป็นกรรมาธิการด้วย วันนี้ที่ประชุมกรรมาธิการ ใช้เวลาประชุมนัดแรกไม่นาน ก่อนที่ นายอธิรัฐ ประธานที่ประชุม จะออกมาระบุว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษารอบด้าน เพราะ ทั้งผลดี ผลเสีย จากต่างประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน โดยตั้งใจจะศึกษาให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา 90 วัน และเสนอความเห็นทั้งหมดไปยังรัฐบาล ตามขั้นตอน
ขณะที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ หนึ่งในคณะกรรมาธิการ ให้ความเห็นว่า วันนี้ประเทศต้องการรายได้เพื่อนำมาพัฒนา จึงควรรีบศึกษาและเปิดให้มีกาสิโนถูกกฎหมาย โดยอาจเริ่มจากเปิดกาสิโนในสนามบิน ใช้ช่วงที่นักท่องเที่ยว รอเครื่อง เป็นทางเลือกให้เขา และเป็นการดึงเงินเข้าประเทศ
นายชาดา ระบุอีกว่า ในส่วนของคนไทย หากจะเข้ามาเล่น ก็ต้องมีข้อจำกัด เรื่องเงินเดือน และกฎเกณฑ์ เหมือนต่างประเทศ ที่คนของบ้านตัวเอง ก็เข้าไปเล่นไม่ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาล
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า พร้อมผลักดันให้เกิดกาสิโนและสถานบันเทิงแบบครบวงจร แต่อาจพิจารณาแบ่งเป็นโซนและจำกัดอายุของผู้เล่น เช่น คนไทยต้องอายุมากกว่า 20 ปีและมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ให้เหตุผลว่า เพื่อไม่ให้คนไทยติดพนันให้เล่นแค่เพื่อความบันเทิงเท่านั้น // ส่วนกลุ่มชาวต่างชาติ นายมงคลกิตติ์ บอกว่า ไม่มีข้อกำหนดเพราะส่วนนี้จะนำรายได้เข้าประเทศ
ทีมข่าว PPTV สัมภาษณ์พิเศษ นายธัชกฤต วงศ์วนาพร หรือ เสี่ยโจ้ อดีตนักพนันที่เคยเสียพนันมาแล้วมากกว่า 44 ล้านบาท ระบึว่า ไม่เห็นด้วยกับการเปิดบ่อนกาสิโนเสรี มองว่า ไม่มีอะไรรับประกันว่าเปิดแล้วจะดูดเงินจากคนไทยหรือจากต่างชาติ หรือหากได้เงินต่างชาติมาก็ไม่มีอะไรรับประกันว่า คุณภาพชีวิตคนไทยจะดีขึ้น ส่วนที่มีการถกเถียงว่า หากเปิดกาสิโนแล้วจะทำให้พฤติกรรมนักพนันที่เล่นตามบ่อนผิดกฎหมายเปลี่ยนมาเล่นแบบถูกกฎหมายจริงหรือ เสี่ยโจ้ เปรียบเทียบว่า ปัจจุบันมีสนามม้าแต่ก็ยังมีบ่อนม้าเถื่อนอยู่
เสี่ยโจ้ กล่าวต่อว่า หากจะมีการเปิดเอ็นเตอร์เม้นคอมเพล็กซ์ ควรกำหนดพื้นที่ให้จุดนั้นเป็นโมเดล หรือ เขตปกครองพิเศษเหมือนที่ประเทศอื่นๆทำ เพื่อให้มีกฎหมายดูแลที่ชัดเจน ส่วนคนไทยที่จะเข้าไปเที่ยวก็จะต้องมีกฎหมายและข้อกำหนดอย่างชัดเจน เช่น ต้องมีวงเงินตามกำหนด แต่สิ่งสำคัญที่สุดก่อนที่จะมีการเปิดเอ็นเตอร์เม้นคอมเพล็กซ์ในไทยแบบถูกกฎหมาย ควรที่จะแก้ปัญหาเว็บพนันออนไลน์ที่มีเป็นจำนวนมากในปัจจุบันและทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายให้ได้ก่อน
หากพิจารณารอบ ๆ ประเทศไทย พบว่า ปัจจุบันมีบ่อนกาสิโนตั้งอยู่ตามแนวชายแดนของไทย มากถึง 23 แห่ง อย่างในภาคเหนือ มีบ่อนกาสิโนอยู่ในฝั่งประเทศลาว และเมียนมา ตรงข้ามกับจังหวัด เชียงราย แม่ฮ่องสอน และ จังหวัดตาก กาสิโนที่ได้รับความนิยม เช่น กาสิโนคิงส์โรมัน หรือ บริษัทดองงิ้วคำ ตั้งอยู่บริเวณเขตปกครองพิเศษสามเหลี่ยมคำ สปป.ลาว ตรงข้ามสามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน ส่วนฝั่งเมียนมา อยู่ตรงข้าม อ.แม่สอด พบพระ และอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เป็นจุดมีบ่อนกาสิโนมากที่สุด รวมไม่น้อยกว่า 50 แห่ง
ภาคอีสาน บ่อนกาสิโนตั้งอยู่ในประเทศลาว และ กัมพูชา อย่างที่ อำเภอช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ มีบ่อนกาสิโน 2 แห่ง แต่ละแห่งมีเงินหมุนเวียนรวมกว่า 100 ล้านต่อวัน ส่วนจุดที่เป็นที่รู้จักกันในกลุ่มของนักพนัน คือ “บ่อนปอยเปต” อยู่ชายแดนไทยกัมพูชา ด้านอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีบ่อนกาสิโนเปิดให้บริการอยู่หลากหลาย
ส่วนในพื้นที่ภาคใต้ จุดที่นิยมของนักพนันจะเป็น อันดามันคลับ อยู่บนเกาะทาเทย์ควน (เกาะสน) ประเทศเมียนมา ตรงข้ามกับอำเภอเมือง จังหวัดระนอง
นอกจากนี้ยังมีบ่อนกาสิโนในมาเลเซีย แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมจากคนในพื้นที่ เพราะค่อนข้างไกล ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักพนันจากกรุงเทพฯที่บินไปเที่ยว
สำหรับการเปิดกาสิโนเพื่อนำเงินเข้าประเทศ พบว่า มีโมเดลจากหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น “สิงคโปร์” เป็นประเทศที่มีกาสิโนชั้นนำระดับโลก โดยสิงคโปร์มีหน่วยกำกับดูแลกาสิโน คือ Casino Regulatory Authority (CRA) ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่กำกับดูแลกาสิโนในสิงคโปร์ให้ปราศจากอิทธิพลของอาชญากรรม หรือ การเอาเปรียบ รวมถึงดำเนินกิจการอย่างตรงไปตรงมา และไม่สร้างความเสียหายต่อเยาวชน บุคคลเปราะบาง และสังคมในภาพรวม
สิงคโปร์มีมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนติดการพนัน โดยมีการตรวจสเตทเมนต์ และคิดค่าธรรมเนียมเข้ากาสิโนสำหรับชาวสิงคโปร์และผู้มีสิทธิ์พำนักถาวรครั้งละ 150 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 3,600 บาท ส่วนรายปีอยู่ที่ราว 2,200 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 54,000 บาท ขณะที่ชาวต่างชาติสามารถเข้าได้ฟรี ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการกาสิโนทุกคนจะต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป ขณะที่ข้อมูลปี 2019 ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2010 รัฐบาลสิงคโปร์มีรายได้จากค่าธรรมเนียมเข้ากาสิโนประมาณ 32,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นปีละ 4,000 ล้านบาท