ภายหลังวานนี้ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งมีมติรับคำร้องของ 40 สว. ที่ขอให้วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ จากกรณีแต่งตั้งบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี เรื่องนี้จะกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง ของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน หรือไม่ ทั้งตัวรัฐบาล รวมถึงตัวนายใหญ่ เรื่องนี้นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน มองว่า การที่นายใหญ่ทำเช่นนี้ เพราะคิดแบบนี้ จึงไม่มีแผ่นดินอยู่มา 17 ปี เหตุเหลิงในอำนาจ ลุแก่อำนาจการไม่รู้จักพอ ว่าอะไรควรไม่ควร
นายจตุพร ยังระบุว่า ความเป็นจริงต้องนึกให้ได้ว่า ท้ายที่สุด 19 ก.ย.ปี 49 ก็เกิด แล้วยังเป็นการยึกอำนาจที่บ้าบอคอแตกมากที่สุด ทั้งคนยืดก็ไม่พร้อม คนถูกยืดก็ไม่พร้อม ดังนั้นแล้วสถานการณ์ขณะนี้จึงมีความละเอียดอ่อน ที่ผ่านมาเคยมีบทเรียนมาแล้ว ก็ไม่รู้จักจำทั้งสิ้น แต่ตนสงสัยว่า แทนที่จะทบทวนบทเรียนทั้ง 17 ปี ที่ไม่ได้อยู่บนผืนแผ่นดินไทยนั้น แต่ครั้งนี้มา กลับหนักกว่าเดิม ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำในบางเรื่อง แต่ตั้งใจเหลือเกิน ดังนั้นตนก็จะจับตาดูคณะที่ไปดีลว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
นายจตุพร ยังมองเกมต่อไปจากนี้ คือ วันที่ 29 พ.ค.67 ที่อัยการสูงสุด นัดฟังคำสั่งคดี 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร หากเกิดปล่อยวันที่ 29 พ.ค.ทีนี้เชือกหลุดเลย เพราะหากเชือกหลุดแสดงว่าคุมกันยาก ต้องใช้เรื่องของการล้มกระดานอย่างเดียวแล้ว แต่หากดูแนวทางแล้ว ไม่อยากเลือกการล้มกระดาน ดังนั้นก็สั่งฟ้อง แต่หากจะล้มกระดาน ก็ปล่อย ซึ่งหากล้มเลย ก็คือ "การทำรัฐประหาร"
ทั้งนี้ หากบีบให้นายเศรษฐา หลุดจากเก้าอี้นายกฯ แล้วจะดันให้คุณอุ๊งอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร ขึ้นสูงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือไม่ นายจตุพร มองว่า ครอบครัวชินวัตร ไม่กล้าเอาลูกตัวเองมาเสี่ยง เพราะถ้าเอามาเสี่ยงรอบนี้ จะเดือดร้อนหนักกว่า นายกฯ ทักษิณ และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เพราะถ้าเป็นไปตามดีลเดิม จะไม่ใช่คุณอุ๊งอิ๊งค์ จึงเชื่อว่าจากนี้ไปจนถึงวันที่ 29 พ.ค.67 การดีลการต่อรองจะเป็นไปหนักสุด ตนจึงอยากให้จับตาว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ เชื่อว่าการมติของศาล รธน.ที่ออกมา ยังเป็นแค่น้ำจิ้ม เพราะของจริงต้องรอดู 29 พ.ค.67 ว่าอัยการสูงสุด จะสั่งฟ้อง นายทักษิณ คดี 112 หรือไม่