ในวันที่ 14 ส.ค.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคดีการเมืองสำคัญ กรณีความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนที่จะชี้ชะตานายเศรษฐา ในอดีตเคยมีนายกรัฐมนตรีหลายคนที่ต้องสู้มีคดีในศาลรัฐธรรมนูญ
1.นายทักษิณ ชินวัตร คดีซุกหุ้น ปี 2544 ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวพรรคไทยรักไทย ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยฐานยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ แต่ครั้งนั้นศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 7 ให้นายทักษิณพ้นมลทิน
2.นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของไทย ซึ่งเป็นคนแรกที่กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัครสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และเป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง
ครั้งนั้นนายสมัคร นายสมัครเป็นพิธีกรรายการ “ชิมไป บ่นไป” และรายการ “ยกโขยง 6 โมงเช้า” และได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน จากนั้นนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สว.กับคณะรวม 29 คน และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยที่ 12-13/2551 เรื่องพิจารณาที่ 19/2551 และเรื่องพิจารณาที่ 29/2551 และมี "มติเอกฉันท์" ให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัครสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และเป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง
3. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ซึ่งปี 2557 นายไพบูลย์ นิติตะวัน สว.และคณะรวม 28 คน ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ ปี 50 มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) ประกอบมาตรา 268 และมาตรา 266 (2) และ (3) กรณีโยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” เลขาธิการ สมช.ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติ 9 ต่อ 0 ให้ยิ่งลักษณ์พ้นจากตำแหน่ง
4. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปี 2565 กรณีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบกำหนดเวลาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ (นายกรัฐมนตรี 8 ปี) โดยประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ร้อง และศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาตีความและสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ต่อมาผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก ( 6 ต่อ 3) วินิจฉัยว่า
ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามความในมาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 นับแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 ถึงวันที่ 24 ส.ค.2565 ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังไม่ครบกำหนดเวลาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่
และคนที่ 5. คือ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ปี 2567 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องไว้พิจารณา กรณีคำร้องประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
กรณีนายเศรษฐา ได้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อโปรดเกล้าแต่งตั้งนายพิชิต เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ โดยที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาโดยการอภิปราย รวมทั้งมีคำสั่งให้คู่กรณียื่นบัญชีระบุพยานหลักฐาน ต่อศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ และลงมติในวันพุธที่ 14 ส.ค.2567 เวลา 09.30 น. นัดฟังคำวินิจฉัยเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการฯ
เลือก สว.กทม. มาสาย 17 คน “สนธิญา-เหรียญทอง-สันธนะ” ไม่ได้ไปต่อ