วันที่ 27 มิ.ย. 67 ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศได้เห็นโฉมหน้าว่าที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดใหม่ 200 คนกันไปแล้ว ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมากลับเต็มไปด้วยคำถาม และเกิดความสงสัยอีกครั้งถึงกระบวนการและขั้นตอนการเลือก สว. ว่าโปร่งใสเป็นธรรมมากแค่ไหน
แม้กระทั่งเหตุการณ์ซึ่งบางคนที่ไม่น่าใช่วิชาชีพตามกลุ่มที่ลงรับสมัครหลุดเข้ามาเป็น สว. เช่นกลุ่ม 18 สื่อมวลชน ที่มีช่างเย็บผ้า หรือประชาสัมพันธ์เสียงตามสายหมู่บ้านได้รับเลือก ทำให้น่ากังวลเหลือเกินว่า สว. ชุดนี้ จากระบบการเลือกแบบนี้ จะนำพาประเทศไทยไปสู่ทิศทางใด?
ยิ่งกว่าไม่ตรงปก! สูเป็นไผ สมัคร สว.กลุ่มนี้ได้ไง?
รายการ เข้มข่าวเย็น ช่วง คุยข้ามช็อต Exclusive Talk ทางช่อง PPTV HD 36 ได้พูดคุยกับ หทัยรัตน์ พหลทัพ นักข่าวสืบสวนสอบสวน ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 18 วิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งเธอเปิดเผยว่า จุดที่น่าสงสัยของการเลือก สว. ครั้งนี้มีอยู่มาก
“ดิฉันไม่ได้ดูถูดประชาชน แต่อย่างจังหวัดศรีสะเกษ ผู้สมัคร สว. 4,000 คน มากกว่ากรุงเทพฯ อีก เป็นไปได้อย่างไร บางคนเป็น อสม. หรือผู้ใหญ่บ้าน แน่นอนว่าสมัคร สว. ได้ แต่ใครจ่ายเงิน 2,500 ค่าสมัครให้เขา ไปสืบดู ใครอยู่เบื้องหลัง หรืออย่างคนที่ได้รับเลือกของกลุ่ม 18 เป็นช่างเย็บผ้า ใครจ่ายเงินให้มาลงสมัคร ใครนำพามาสมัคร” หทัยรัตน์กล่าว
เธอยังชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติที่ไม่ตรงปกของผู้สมัครแต่ละกลุ่ม โดยตั้งคำถามว่า ผู้ได้รับเลือก 5 อันดับแรกของแต่ละกลุ่ม มีคุณสมับติตรงตามอาชีพหรือไม่
“คำตอบคือไม่ สายสื่อมวลชนรอบ 40 คน มีประชาสัมพันธ์หมู่บ้านได้รับเลือกเป็นตัวแทน ขณะที่สื่อมวลชนจริง ๆ อย่างดิฉันตกรอบ แต่ผู้ใหญ่บ้านหรือมัคนายกกลับได้รับเลือก ไม่ได้บอกว่าสมัครไม่ได้ แต่ไปสมัครลุ่มบริหารราชการสิ หรือ อสม.ไปกลุ่มประชาสังคมสิ” ผู้สมัคร สว. กลุ่มวิชาชีพสื่อมวลชนกล่าว
หทัยรัตน์มองว่า ในการรับสมัครรอบแรก เจ้าหน้าที่รับสมัครที่ว่าการอำเภอ ไม่ได้ตรวจสอบหรือจัดให้ผู้สมัครอยู่ในกลุ่มที่ควรเป็นหรือ เพราะช่างเย็บผ้าไม่ควรมาอยู่ในกลุ่มสื่อ อาจจะไปอยู่กลุ่มแรงงาน หรือกลุ่ม 20 อื่นๆ
เธอบอกว่า “ถ้ามีการรตวจสอบ ต้องตรวจคนรับรองคุณสมบัติด้วย รับรองมาได้ไงว่าช่างเย็บผ้าเป็นสื่อมวลชนและผู้สรางสรรค์วรรณกรรม”
ระบบนิเวศการฮั้วอันอุดมสมบูรณ์
ด้าน รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) กล่าวว่า กติกาเลือก สว.ครั้งนี้ ตอนแรกที่ออกมา หลายคนคงคิดว่าเป็นไปได้ยากที่จะเกิดการฮั้วกัน ผู้สมัครกลุ่มนี้ไม่รู้จักคนอีกกลุ่มหรอก
“และนี่คือช่องว่าง ในการสมัครกลุ่มอาชีพแค่เจ้าหน้าที่รับรองก็อยู่กลุ่มอาชีพนั้นแล้ว ไม่มีตรวจสอบ นี่คือช่องว่างที่ทำให้เกิดการแทรกตัว ใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อคนที่ต้องการให้ได้ตำแหน่งไปอยู่ตรงไหนก็มีทีมรองรับ มีคนอยู่ในทุกกลุ่มทุกสาย” รศ.ยุทธพรกล่าว
อาจารย์ยุทธพรบอกอีกว่า การเลือก สว. ครั้งนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นสนามของประชาชน กติกาที่ออกมากลายเป็นเกมของผู้มีอำนาจ
“กติกานี้บวกพฤติกรรมผู้สมัครทำให้เกิด ‘ระบบนิเวศของการฮั้ว’ ตั้งแต่การสมัครเลย ถ้าย้อนไปดูตัวเลขผู้สมัครแต่ละพื้นที่ ภูมิภาคต่าง ๆ บางจังหวัดหลักพัน บางจังหวัดหลักร้อย ทำให้บางจังหวัดได้ สว.เยอะ เหมือนบุรีรัมย์ 14 คน บางจังหวัดไม่มีเลย เป็นความผิดพลาดที่เลือก สว.แบบยึดอาชีพไม่ยึดจังหวัด” รศ.ยุทธพรบอก
อาจารย์เสริมว่า นี่คือการ “บล็อกโหวต” ซึ่งเริ่มตั้งแต่กติกา เอื้อให้เกิดการสร้างเครือข่าย เกิดเครือข่ายระดับชาติ แต่ละที่ขาใหญ่ประสบความสำเร็จทั้งนั้น กระบวนมันชี้ให้เห็นชัด แต่ไม่ได้เพิ่งเกิดเมื่อวาน แต่เกิดไล่มาเรื่อย ๆ ในทุกรอบของการเลือก
ยิ่งเมื่อดูจากกราฟคะแนน จะเห็นว่าแต่ละกลุ่ม คนที่ได้อันดับ 1-7 มีคะแนนโดดสุงกว่าอันดับ 8 ลงไปอย่างเห็นได้ชัด บางกลุ่มคนที่ได้อันดับ 9-10 ได้คะแนนเลขตัวเดียวก็มี ตัวเลขแบบนี้คือการบล็อกโหวต
แจกตังค์แจกโพยโกยกันให้ยับ
ส่วนกรณีที่มีรายงานกันอย่างหนาหูว่ามีความพยายามเรื่องดีลลับเกิดขึ้นในการเลือกสว. หทัยรัตน์เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ออกมายืนยันว่าเป็นเรื่องจริง
“ได้ยินว่า ผู้สมัครจากจังหวัดหนองบัวลำภูมีรถไปรับถึงหน้าบ้าน มีการตามประกบ จองโรงแรมให้ วันเลือกก็พาไปเลือก เป็นขบวนการเลย บางพื้นที่มีจัดอบรมด้วย เข้าค่ายในแต่ละพื้นที่ เป็นขั้นเป็นตอน ไปเพื่อติวให้รู้ว่าระบบของเราเป็นแบบนี้นะ ต้องทำตามระบบนะ” หทัยรัตน์กล่าว
เธอเสริมว่า ผู้สมัคร สว.ฝั่งประชาชนเองก็มีโพย แต่เป็นกระบวนการแบบ Primary Vote คือคัดสรรจากการดีเบตแสดงวิสัยทัศน์และอุดมการณ์ จำลองการเลือกกันเองก่อนแล้วคัดเลือก ส่งคะแนนดิบให้แอดมินกลุ่ม ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง
หทัยรัตน์บอกว่า กติกาที่ออกแบบมาอย่างนี้ทำให้ “ต้องมีเพื่อน มีพรรคพวก” ไม่เว้นแม้แต่ฝั่งประชาชน ต้องมีโพย ไม่เช่นนั้นจำเพื่อนไม่ได้ ซึ่งตามที่ตกลงกันไว้คือ คนที่คะแนนโหวตกันเองไม่ถึง 10 อันดับแรก จะต้องเป็น Voter คือช่วยกันโหวตให้ 10 อันดับแรกได้เข้าไปในสนามจริง
นักข่าวหญิงบอกว่า แต่เมื่อผลคะแนนดิบที่ให้กันเองออกมาก่อนโหวต 1 วัน กลับทำให้บางคนไม่พอใจ ก็ถอยไปกลุ่มอื่น และไม่โหวตให้ตามที่ตกลงกันไว้ “ถ้าตามโพย ดิฉันต้องได้ 18 คะแนน ต้องผ่านรอบแรก ถ้าตามที่ตกลงกันไว้อย่างผู้ใหญ่ แต่นี่มีการหักหลังกัน”
ขณะที่เรื่องการเสนอเงินให้แลกกับการฮั้วโหวต หทัยรัตน์บอกว่าเจอกับตัวเอง “ตอนอยู่ในรอบอำเภอและจังหวัดยังไม่มีคนเสนอเงิน แต่พอผ่านรอบจังหวัดมาระดับประเทศ เริ่มมีคนโทรมา มีคนบอกว่า จองโรงแรมไว้ให้แล้ว อยากให้ไปประชุม ในฐานะที่เป็นพี่น้องจังหวัดเดียวกัน ก็บอกไปว่าไปไม่ได้ เรามีที่พักแล้ว และเดินทางด้วยเครื่องบินไปคนเดียว เขาก็บอกอยากให้ไปรถตู้ด้วยกัน”
หทัยรัตน์เล่าต่อว่า “ตอนแรกไม่ได้คิดว่าเขาจะยุ่งกับเราแล้ว แต่พอ 2 วันก่อนเลือก โทรมาอีก บอกว่าอยากให้ไปประชุมด้วย จะมีค่าน้ำมันค่าเสียเวลาให้เป็นเงิน 6 หลัก นี่แค่เข้ากลุ่มนะ ยังไม่ได้ต้องโหวต เลยบอกไปว่า ไม่ได้เดือดร้อนเงินค่ะ” โดยหลังจากนั้นยังมีการโทรมาทุกวัน 5-6 สาย รวมถึงใช้เบอร์อื่นโทรมาเพื่อดึงเข้าก๊วน
เธอบอกว่า จากการถพูดคุยกับผู้สมัครคนอื่น ๆ ทำให้รู้ว่า คนที่ติดต่อมาต้องการให้กลุ่มของพวกเขามีตัวแทนอยู่ในทุกกลุ่มผู้สมัคร เพื่อที่เมื่อถึงรอบโหวตไขว้ จะได้มีคนโหวตให้กันและกัน
“เมื่อเช้าก็มีคนโทรมาจากกาญจนบุรี เป็นผู้สมัครกลุ่ม 13 อาชีพด้านวิทยาศาสตร์ฯ เขาบอกว่าได้รับการเสนอเงินเหมือนกัน ตัวเลขคือ 5 แสน และยังได้ข้อมูลจากคนอื่นอีกที่จังหวัดสกลนคร 3 แสน ตอนนี้เลยไม่รู้ว่าราคากลางคือเท่าไร บางจังหวัดอาจเป็นล้าน” หทัยรัตน์บอก
เธอเสริมว่า ตอนนี้กำลังมีการรวบรวมคนที่มีหลักฐานเรื่องดีลลับ เพื่อยื่นฎีกาภายใน 3 วัน ซึ่งตอนนี้เหลืออีก 2 วันแล้ว ถ้าทำต้องลงมืออย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม มีการคุยในกลุ่มด้วยว่า จะยื่นดีหรือไม่ เพราะถ้ายื่น อาจทำให้การเลือก สว.ครั้งนี้เป้นโมฆะ แล้ว สว. 250 คนชุดเดิจะต้องรักษาการทำงานต่อ มีได้มีเสีย ต้องพิจารณากันให้ดี
อนาคตประเทศไทยในมือ สว.ผิดฝาผิดตัว
หทัยรัตน์ประเมินว่า สว. 200 ท่านที่ได้มานี้ เป็นการจัดตั้งของพรรคการเมืองเกือบทั้งคน โดยที่มากกว่า 150 คนมาจากบ้านใหญ่สายสีน้ำเงิน แล้วคิดว่าประมาณ 25 คนเป็นสายสีแดง สีส้มประมาณ 20 คน และที่เป็นอิสระจริง ๆ อาจจะมีแค่ 5 คน
“ดูจากตัวเลข คิดว่าจากโพยบ้านใหญ่มาเยอะมาก เช่นจังหวัดหนึ่งที่ได้ สว. 10 กว่าคนในจังหวัดเดียว ถ้าดูคนที่ได้อันดับต้น ๆ จะเห็นชัดเลยว่า 5 อันดับแรกหรือ 7 อันดับแรกได้คะแนนไปเท่าไร และมีคนได้ 0 คะแนนเท่าไร ก็ต้องไปย้อนดูคนได้ 0 คะแนนว่าเป็นใครจัดตั้งมา” นักข่าวหญิงกล่าว
ด้าน รศ.ยุทธพรมองว่า ขั้นต่อไป การเลือกประธานวุฒิสภา คิดว่าอย่างไรคงหนีไม่พ้นบ้านน้ำเงินแน่นอน “ก่อนหน้านี้ผมขอ สว.อิสระแท้จริงสัก 10% คือ 20 ที่นั่ง นี่คือลดเพดานแล้ว แต่ดูแล้วยังไม่ถึงเลยตอนนี้ที่เป็นอิสระจริง แล้วจะได้ สว.อย่างที่ต้องการจริงได้อย่างไร”
อาจารย์เสริมว่า สว.ชุดใหม่นี้มีภารกิจใหญ่รออยู่ ทั้งการแก้รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ยังมีแต่งตั้งองค์กรอิสระ กำหนดพระราชบัญญัติสำคัญ เช่น กฎหมายนิรโทษกรรม รวมถึงสามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยไม่ลงมติ และสามารถตรวจสอบคุณสมบัตินายกฯ เหมือนกรณี 40 สว. ได้ด้วย
รศ.ยุทธพรย้ำว่า สนับสนุนให้มีสภาเดี่ยว ไม่ต้องมีวุฒิสภา “ไม่อยากได้สภาผัวเมียแล้ว ไม่อยากได้เด็กนักการเมืองแล้ว ... ต้องกลับไปที่คำถามว่า สว.มีไว้ทำไม ผมว่ากลับไปเป็นสภาเดียวดีที่สุด แล้วจะเสริมการตรวจสอบจากภาคประชาชนอย่างไรค่อยว่ากัน อาจมีสภาพลเมืองเพื่อการตรวจสอบหรือสภาประชาชนเพื่อการตรวจสอบ สุ่มประชาชนมาเลย วาระ 3 เดือนหรือ 6 เดือน ไม่ต้องมีสิทธิพิเศษ ไม่มีบำเหน็จบำนาญ ไปตรวจสอบ สส. อย่างเดียว ถ้าโหลยโท่ยทำงานไม่ดีไม่เป็นไร เพราะอยู่แค่ 3 เดือน แต่ สว.นี่อยู่ตั้ง 5 ปี”