ในเดือนสิงหาคมนี้ เป็นที่น่าจับตากับกระแสการเมืองหลากหลายประเด็น ที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนหรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสำคัญได้ ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่น่าจับตาคือประเด็นการยุบพรรคก้าวไกล ที่ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ยังได้เผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับกรณีเดือนสิงหาคมเดือดนี้ด้วย
ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผอ.ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล และ รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ได้ร่วมพูดคุยกับ PPTV ในรายการเข้มข่าวเย็น ช่วงคุยข้ามช็อต Exclusive Talk เกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
เดือนพิพากษา "พรรคก้าวไกล" ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าถูกยุบ!
ผศ.ดร.สุวิชา กล่าวว่า ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมามีข่าวมาตลอด ว่าคดียุบพรรคก้าวไกลจะเป็นไปในทิศทางอย่างไร รวมถึงคดีอื่น ๆ จนกระทั่งศาลฯ กำหนดวันพิจารณาออกมา ซึ่งเป็นเดือนสิงหาคมหมด นิด้าโพล จึงมีความคิดจัดทำโพล "เดือนพิพากษา" ขึ้น
ซึ่งบางคำถามที่เคยจัดถามไปเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เช่น เชื่อหรือไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี หรือ เชื่อหรือไม่ว่าจะมีการยุบพรรคก้าวไกลเร็ว ๆ นี้ น่าสนใจ จึงนำกลับมาถามอีกรอบหนึ่ง แล้วนำผลสำรวจมาเทียบกับเมื่อเดือนมิถุนายน พร้อมเพิ่มเติมไปว่า ถ้าเชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะถูกยุบ คิดว่าจะมีงูเห่าหรือไม่ หรือ ถ้าเชื่อว่าจะเปลี่ยนนายกฯ คิดว่าใครจะเป็นนายกฯ แทน เป็นต้น
ผศ.ดร.สุวิชา กล่าวว่า จากผลการสำรวจความเห็นถือว่ามีความแปลก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะถูกยุบ ทั้งคำตอบทั้ง ไม่เชื่อเลย และ ไม่ค่อยเชื่อ รวมกันกว่า 60% ในขณะที่สื่อเกือบทุกแขนง หรือแม้กระทั่งกูรูทางการเมืองทั้งหลาย วิเคราะห์ไปในแนวทางเดียวกันว่า พรรคก้าวไกลถูกยุบแน่ แม้แต่เจ้าของพรรคก้าวไกลยังเชื่อว่าจถูกยุบแน่นอน แต่ประชาชนกลับมองในอีกมุมหนึ่ง
ผศ.ดร.สุวิชา กล่าวต่อว่า เป็นภาพอย่างหนึ่งที่เมื่อก่อนเชื่อกันว่าสื่อปั่นกระแส ชี้นำได้ แต่ชี้นำได้ไม่หมด เพราะประชาชนเองก็มีแนวคิดของเขาเช่นกัน
ผศ.ดร.สุวิชา วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ อาจจะมาจากการที่ประชาชนไม่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ยุบพรรคเสร็จแล้วเดี๋ยวก็มีงูเห่า เดี๋ยวก็เปลี่ยนแปลงกันวุ่นวาย ก็อาจะทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่า อย่าเปลี่ยนแปลงเลย อยู่กันแบบนี้ล่ะ ซึ่งแฟนคลับก้าวไกลก็ไม่อยากให้ยุบพรรค ในขณะที่แฟนคลับพรรคเพื่อไทยก็ไม่อยากให้เปลี่ยนนายกฯ เป็นต้น ผลจึงออกมาในทำนองนี้
ผ้าคลุมรถกันความร้อน และ 4 ไอเทมที่ช่วยทำให้รถดูสวยใหม่ตลอดเวลา
โอกาสยุบ "พรรคก้าวไกล" อยู่ที่ 50/50 วันที่ 7 ส.ค. รอชี้ชะตา
รศ.ยุทธพร กล่าวว่า หากเราย้อนกลับไปเมื่อราว 2 เดือนที่แล้ว จะพบว่ามีกระแส 3 ล้ม ได้แก่ ล้มก้าวไกล ล้มนายกฯ และล้ม สว. แต่สุดท้าย สว. ก็เลือกกันเรียบร้อย เหลือเพียงล้มก้าวไกล กับล้มนายกฯ ซึ่งเมื่อราว 2 เดือนก่อนไม่ได้เกิดขึ้นจริง และสุดท้ายคนก็เห็นในจุดนี้ ทำให้คนเกิดความรู้สึกว่าเหมือนไม่มีอะไร และครั้งนี้ก็อาจเชื่อได้ว่า พรรคก้าวไกลอาจไม่โดนยุบ นายกเศรษฐาก็อาจได้ไปต่อ
รศ.ยุทธพร กล่าวต่อว่า ไม่ว่ากระแสจะเป็นอย่างไร เรื่องจริงคือการอ่านคำวินิจฉัย 7 สิงหาคมนี้เท่านั้น แต่โดยส่วนตัวมองว่า โอกาสที่พรรคก้าวไกลจะถูกยุบ หรือไม่ถูกยุบนั้นพอ ๆ กันทั้งสองด้าน ในด้านที่จะยุบก็มีเหตุปัจจัยที่จะยุบได้ เช่น ข้อกฎหมาย มาตรา 49 ในรัฐธรรมนูญเป็นฐานทางกฎหมายที่ใกล้เคียงกับมาตรา 92 ในกฎหมายพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นก็เป็นไปได้ที่ศาลจะออกคำวินิจฉัยไปในแนวทางเดียวกัน
ข้อต่อมาคือในเรื่องของข้อเท็จจริง ไม่ว่าพรรคก้าวไกลจะต่อสู้ว่าข้อเท็จจริงในคดีล้มล้างการปกครอง ไม่สามารถนำมาใช้ได้เนื่องจากเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ แต่สุดท้ายอย่าลืมว่าก่อนที่ศาลจะนัดฟังคำวินิจฉัย ศาลมีคำสั่งให้นำคดีดังกล่าวมาเป็นส่วนหนี่งของพยานหลักฐานในคดีนี้ด้วย
ต่อมาคือ ไม่เปิดให้มีการไต่สวนสาธารณะ เพราะวันนี้เราไม่เห็นว่าสิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ระบุว่าไม่ใช้มาตรา 93 แต่ใช้กระบวนการตามมาตรา 92 เป็นอย่างไร ยื่นตรงได้เลยหรือไม่ ข้อต่อสู้ของพรรคก้าวไกลเป็นอย่างไร น้ำหนักเป็นอย่างไร เราไม่เห็นเลย สุดท้ายก็จะไม่เห็นกันวันที่ 7 สิงหาคมนี้
ต่อมาประการที่ 4 ที่เป็นในเรื่องของประเด็นการเมือง ถ้าสมมติว่าตนเป็นคนที่อยากให้ยุบ สถานการณ์ในตอนนี้คือสถานการณ์ที่ดีที่สุด เนื่องจากนี่เป็นภาวะ New Normal หรือ ความปกติใหม่สำหรับการยุบพรรคการเมือง ใน 20 ปีที่ผ่านมา การเมืองไทยมีการยุบพรรคมากมาย จนกระทั่งวันนี้คนมองว่า ยุบแล้วอย่างไร ยุบก็ตั้งใหม่ สส. ก็ย้ายพรรคใหม่
ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่ครรลองที่ถูกต้องในระบบประชาธิปไตย แต่ด้วยความที่เป็น New Normal การยุบพรรคก้าวไกลขณะนี้ โอกาสจะเกิดการเคลื่อนไหวเหมือนสมัยยุบพรรคอนาคตใหม่ ก็จะน้อยลง เพราะทุกคนรู้สึกว่ายุบแล้วไง ก็ตั้งพรรคใหม่ กลายเป็นความผิดปกติใหม่ที่ผิดปกติ
รศ.ยุทธพร กล่าวว่า แต่ในอีกมุมหนึ่งที่มองว่าโอกาสที่พรรคก้าวไกลจะไม่ถูกยุบมีหลายปัจจัย อย่างแรกคือเจตนารมณ์ของกฎหมายในมาตรา 49 ในฐานของคดีล้มล้างการปกครองฯ เป็นเรื่องของการป้องปราม แต่ในมาตรา 92 ของกฎหมายนักการเมืองเป็นในเรื่องของการลงโทษ เพราะฉะนั้นถ้าหากจะลงโทษ หมายความว่าการกระทำต้องเข้มข้นกว่าในคดีล้มล้าง
ประการที่ 2 คือ การตีความคำว่าล้มล้าง เพิ่งมาชัดเจนหลังคดีล้มล้างที่ 3/2567 ว่าอะไรคือการล้มล้าง เพราะฉะนั้น การกระทำก่อนหน้านั้นก็ไม่สามารถนำมาย้อนไปกับความคิดได้
ประการที่ 3 ที่ถือเป็นข้อต่อสู้ใหญ่ของพรรคก้าวไกลเลย คือ กกต. ไม่ดำเนินการตามมาตรา 93 ซึ่งเป็นกระบวนการเสนอเรื่องยุบพรรคไปข้ามขั้นตอนใช้มาตรา 92 ที่เป็นเหตุยุบพรรค เพราะฉะนั้นอาจชนะฟาวล์ได้ และประการที่ 4 คือเรื่องของกระบวนการทางการเมืองต้องผ่อนสั้นผ่อนเบาผ่อนหนักต่าง ๆ ซึ่ง ณ ตอนนี้ไม่ต้องห่วง
รศ.ยุทธพร มองว่า เพราะฉะนั้นจึงมีทั้ง 2 มุม แต่หากถามว่าให้น้ำหนักไปยังมุมไหน ส่วนตัวมองถ่วงไปในน้ำหนักของการยุบพรรคก้าวไกลมากกว่า แต่ไม่ได้ถึงขั้นที่ว่าต้อง 100% ขนาดนั้น
ประชาชนเริ่มเฉย เชื่อไร้ม็อบใหญ่หาก "พรรคก้าวไกล" ถูกยุบ
ผศ.ดร.สุวิชา กล่าวว่า ในช่วงที่สำรวจความคิดเห็นประชาชนในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้เชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะถูกยุบประมาณ 52% แต่ขณะนี้ความเชื่อที่ว่าพรรคก้าวไกลจะถูกยุบลดลงมาเหลืออยู่ที่ 37% คนเชื่อน้อยลงว่าพรรคจะถูกยุบ
ผศ.ดร.สุวิชา วิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์นี้อาจเกิดจากตั้งแต่ช่วงที่พรรคก้าวไกลปั่นกระแสในกรณีที่ นายสุรพล นิติไกรพจน์ กล่าวว่าพรรคก้าวไกลไม่รอด ในขณะที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายชัยธวัช ตุลาธน ฟันธงว่ารอดแน่ ทำให้หลายคนเริ่มคิดไปในทิศทางที่ว่า กรณีของนายสุรพลเป็นพยานที่เอามาใช้ประโยชน์ได้ แต่ม่าสามารถหลุดรอดได้
ผศ.ดร.สุวิชา เชื่อว่าการเปิดข้อต่อสู้ของพรรคก้าวไกลมีผลต่อการเปลี่ยนวิธีคิดของคน แม้ว่าตอนนี้คนที่บอกว่าไม่เชื่อเลย และไม่ค่อยเชื่อ ว่าพรรคก้าวไกลจะถูกยุบกว่า 60% จริง ๆ ก็ถือว่าไม่สูงเท่าไรนัก สูงเกินครึ่งขึ้นมานิดหนึ่ง กลุ่มคนที่บอกว่าไม่ค่อยเชื่อที่ 27% สามารถเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอดเวลา ทำให้มีความไม่แน่นอน ซึ่งจากความผิดปกติใหม่ที่ผิดปกติ ก็อาจทำให้ประชาชนเริ่มรู้สึกเฉย ๆ กับเรื่องนี้แล้ว
ด้าน รศ.ยุทธพร มองว่า หากพรรคก้าวไกลถูกยุบ นอกสภาจะไม่กระเพื่อม ไม่มีโอกาสที่จะออกมาเป็นม็อบใหญ่แบบการตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ แต่ในสภาจะเป็นอีกส่วนหนึ่ง เพราะถ้าหากยุบ เราต้องไปดูต่ออีก 1 สัปดาห์ข้างหน้าด้วย คือคดีนายกเศรษฐา เพราะอย่างไรก็ตามทางการเมืองทั้ง 2 คดีนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสมการการเมืองในสภา
เช่น เมื่อมีการยุบพรรคก้าวไกล ใน 1 สัปดาห์หลังจากนั้นจะเกิดการย้ายขั้วย้ายค่าย งูเห่าฝากเลี้ยงหรือผึ้งแตกรังหรือมีใครไปเข้าพรรคไหนหรือไม่ แล้วถ้าสมมตินายกเศรษฐาไปต่อไม่ได้ นั่นหมายถึงต้องยุบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ ใครจะได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี กรณีนี้ก็จะไปเกี่ยวข้องกับตรงนั้นด้วย