"ยุทธพร" ยันที่ประชุมคณะอนุฯ ไม่มีวาระพิจารณาปมนิรโทษกรรม "ทักษิณ"

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"ยุทธพร" ยันที่ประชุมคณะอนุฯ ไม่มีวาระพิจารณาปมนิรโทษกรรม "ทักษิณ" ไม่เชื่อคำร้องถูกปัดตก-ไม่เข้าเกณฑ์ เมินกระแสข่าวดีลแลกโหวต ย้ำชัด ไร้คำร้อง "ยิ่งลักษณ์"

รองศาสตราจารย์ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะอนุกรรมการฯ เปิดเผยหลังประชุมนัดแรก ระบุว่าวันนี้เป็นการวางกรอบใหญ่ในการพิจารณาตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยเฉพาะมาตรา 7 มาตรา 3 และมาตรา 8 ซึ่งเป็นหลักการข้อยกเว้นและกระบวนการดำเนินงานต่าง ๆ

สำหรับการพิจารณากรณีต่าง ๆ ในวันนี้ บางกรณีศาลมีคำวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว ที่ประชุมจึงทำได้เพียงรับทราบ

รองศาสตราจารย์ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะอนุกรรมการฯ ช่างภาพพีพีทีวี
รองศาสตราจารย์ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะอนุกรรมการฯ

บางกรณีเป็นการส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติโดยไม่ต้องมีคำวินิจฉัย และบางกรณีเป็นการสรุปเรื่องเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ดำเนินการต่อไป

ส่วนคำร้องที่ยื่นเข้ามาในคณะกลั่นกรองมีหลายคำร้อง รวม 3-4 เรื่องใหญ่ โดยยืนยันว่าวันนี้ยังไม่มีเรื่องของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาในวาระการพิจารณา

โดยระยะเวลาการเข้าสู่วาระของนายทักษิณยังไม่ทราบแน่ชัด ขึ้นอยู่กับฝ่ายเลขานุการ คือสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และสรุปความเห็นเบื้องต้นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการอีกระยะหนึ่ง

สำหรับจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด ฝ่ายเลขาฯ ยังไม่ได้แจ้งจำนวนที่แน่นอน ยังเปิดกว้างให้ผู้ได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายสามารถยื่นเรื่องได้ และบางกรณีอาจยังไม่มีการวินิจฉัยหรือชี้ขาดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยื่นเรื่องกับคณะกรรมการได้อยู่

ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีระยะเวลาปฏิบัติงาน 180 วัน นับจากการประชุมครั้งแรกเมื่อเดือนที่แล้ว โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 20 มีนาคม 2570 แต่ในทางปฏิบัติ คณะกรรมการตั้งเป้าจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมกราคม 2570 เพื่อให้มีเวลาพิจารณาก่อนครบกำหนด

อย่างไรก็ตามกฎหมายเปิดช่องให้ขยายเวลาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน แต่เป้าหมายสำคัญคือการทำทุกอย่างให้เรียบร้อยภายใน 180 วัน เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้ทุกฝ่ายและวางรากฐานสู่การสร้างสังคมสันติสุข

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าคำร้องของนายทักษิณถูกปัดตก และไม่เข้าข่ายเกณฑ์ต่าง ๆ รองศาสตราจารย์ยุทธพร ไม่เชื่อว่าเป็นความจริง ไม่มีเรื่องการล็อบบี้ การกดดัน หรือการทำความเห็นล่วงหน้า ทุกอย่างดำเนินไปตามหลักกฎหมาย ข้อเท็จจริง และการหารือในที่ประชุมเท่านั้น

แต่หากคำร้องนิรโทษกรรมถูกตีตกในชั้นคณะอนุกรรมการฯ และในชั้นคณะกรรมการชุดใหญ่ ผู้ร้องสามารถอุทธรณ์ได้หรือไม่ กรมศาสตราจารย์ยุทธพรระบุว่าในชั้นคณะอนุกรรมการฯ ไม่สามารถตีตกคำร้องได้ เพราะไม่มีอำนาจในการวินิจฉัย แต่ทำหน้าที่สรุปรวบรวมเพื่อเสนอความเห็นเบื้องต้นเข้าสู่คณะกรรมการชุดใหญ่ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยโดยตรง

ยกเว้นกรณีที่เป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว เช่น การร้องขอให้ล้างประวัติอาชญากรรมที่หน่วยงานต้องปฏิบัติตามกฎหมาย อาจไม่จำเป็นต้องมีการวินิจฉัยใด ๆ

ทั้งนี้ หากคณะกรรมการชุดใหญ่มีมติยกคำร้อง ผู้ร้องหรือผู้มีส่วนได้เสียยังคงสามารถใช้สิทธิทางศาลได้ เนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขถือเป็นคำสั่งทางปกครอง สามารถร้องต่อศาลปกครองได้ ถึงแม้ในกฎหมายจะมีข้อความระบุว่าให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัตินี้

ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจว่าเรื่องจบแล้ว ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ต่อได้ แต่ในทางหลักกฎหมาย คำว่าเป็นที่สุด หมายถึงเป็นที่สุดในฝ่ายปกครอง ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อกรรมการชุดที่สูงกว่าหรืออุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารได้อีก จุดนี้เองที่กลายเป็นเหตุให้ผู้มีส่วนได้เสียเกิดสิทธิในการนำคดีไปร้องต่อศาลปกครอง

สำหรับข้อสงสัยที่ว่าผู้ได้รับสิทธิประโยชน์จะต้องรอการตราพระราชกฤษฎีกาออกมารองรับหรือไม่ รองศาสตราจารย์ยุทธพรระบุว่า จะไม่มีการตรากฎหมายใด ๆ เพิ่มเติมอีก เนื่องจากผู้ได้รับสิทธิตามกฎหมายฉบับนี้จะได้สิทธิโดยผลของพระราชบัญญัติทันที แตกต่างจากกฎหมายล้างมลทินในอดีตที่จะต้องตราพระราชกฤษฎีกาและระบุรายชื่อบุคคลเพิ่มเติม เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายนิรโทษกรรมและการล้างประวัติเท่านั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องออกกฎหมายลูกใด ๆ อีก

ส่วนกรอบเวลาในการยื่นคำร้องอุทธรณ์ หากเป็นกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ได้ปฏิเสธ ผู้ได้รับสิทธิจะได้รับสิทธินั้นทันทีตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 แต่หากหน่วยงานรัฐปฏิเสธจึงมาร้องต่อคณะกรรมการ ซึ่งแม้กฎหมายไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้อย่างชัดเจนว่าต้องยื่นภายในกี่วันนับจากทราบคำสั่ง แต่คณะกรรมการชุดนี้จะมีระยะเวลาในการทำงานรวม 180 วัน นับตั้งแต่วันประชุมครั้งแรก ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 20 มีนาคม 2570

ดังนั้น ผู้ที่เห็นว่าตนเองมีสิทธิตามกฎหมายและเป็นผู้มีส่วนได้เสียจึงควรรีบดำเนินการยื่นคำร้อง โดยทางสำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี ได้เตรียมช่องทางอำนวยความสะดวกไว้รองรับ ทั้งการส่งทางไปรษณีย์ การยื่นที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของสำนักนายกรัฐมนตรี หรือผ่านระบบเว็บไซต์และช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

ส่วนประเด็นคำร้องของนายทักษิณที่ขอให้ลบประวัติอาชญากรรม ตามกฎหมายมีอำนาจในการพิจารณาหรือไม่ รองศาสตราจารย์ยุทธพรระบุว่า การลบประวัติอาชญากรรมปรากฏอยู่ในมาตรา 8 วรรคท้าย ของพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข กำหนดให้การลบประวัติอาชญากรรมเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามกฎหมายอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีคำวินิจฉัยหรือคำร้องใด ๆ ต่อคณะกรรมการ เนื่องจากมาตรา 8 วรรคท้าย ระบุชัดเจนว่าบุคคลที่เคยถูกบันทึกประวัติให้ถือว่าประวัตินั้นสิ้นผลทันทีและไม่สามารถนำมาใช้ยันในทางที่เป็นโทษได้

ซึ่งกฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทะเบียนประวัติอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายทันที

ซึ่งในที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้เคยให้ความเห็นและมีมติให้ฝ่ายเลขาฯ เวียนแจ้งส่วนราชการต่าง ๆ ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงสามารถดำเนินการได้เลยตามกฎหมาย

พร้อมยืนยันว่าคำร้อง 4 คดีของนายทักษิณยังไม่ได้อยู่ในการการพิจารณาของคณะอนุกรรมการในวันนี้ โดยฝ่ายเลขาฯ ต้องรวบรวมพยานหลักฐาน คำร้อง และข้อกฎหมาย ก่อนเสนอคณะอนุกรรมการฯ เพื่อส่งต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ต่อไป

สำหรับกระแสข่าวเรื่องการดีลแลกโหวตของนายทักษิณ รองศาสตราจารย์ยุทธพรไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เพราะหากจะมีการแลกโหวตในการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่จำเป็นต้องใช้ประเด็นนี้ และในทางข้อเท็จจริงไม่มีประเด็นดังกล่าวมากดดันการทำงานของคณะกรรมการ

ยืนยันว่าคณะอนุกรรมการฯ ไม่ได้รู้สึกกดดันจากข่าวการแลกโหวต เพราะทำงานด้วยความสุจริตตามกฎหมาย ระเบียบ หลักการ และข้อเท็จจริง ซึ่งมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตของคณะกรรมการไว้แล้ว

ส่วนหลักเกณฑ์การพิจารณาจะต้องดูทั้ง 2 ส่วนประกอบกัน คือข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ว่าเข้าเงื่อนไขมาตรา 7 หรือไม่ ซึ่งระบุว่าต้องเป็นการกระทำที่มีเหตุมาจากการชุมนุม การแสดงออกทางการเมืองหรือมีมูลเหตุแรงจูงใจทางการเมือง หากไม่มีมูลเหตุทางการเมืองอาจไม่เข้าเกณฑ์ และต้องไม่ขัดกับข้อยกเว้นในมาตรา 3 และบัญชีแนบท้ายกฎหมาย

ทั้งนี้ ในประเด็นที่ว่าผลกระทบจากการรัฐประหารจะนำมาพิจารณาได้หรือไม่ ไม่สามารถให้ความเห็นได้ เนื่องจากตนเองต้องทำหน้าที่เป็นผู้วินิจฉัยในกรณีดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าภาพรวมสถิติคดีที่อยู่ในการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่อง มีจำนวนเท่าไร รองศาสตราจารย์ยุทธพรระบุว่าเรื่องสถิติถือเป็นปัญหาอย่างแท้จริงตั้งแต่ชั้นของการศึกษาแนวทางการปราบนิรโทษกรรม จนมาถึงชั้นการยกร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมักจะมีคำถามจากหลายฝ่ายอยู่ตลอดเวลาว่า ตกลงแล้วคดีที่เข้าข่ายตามร่างฉบับนี้มีจำนวนกี่คดีและตัวเลขที่แท้จริงเป็นอย่างไร ปัญหาสำคัญคือตัวเลขที่ได้รับจากหน่วยงานส่วนราชการต่าง ๆ ไม่เคยตรงกัน

ในที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่จึงได้เคยเสนอให้มีการสอบทานตัวเลขจากทุกหน่วยงานให้มีความชัดเจนและตรงกัน แม้ในทางกฎหมายจะมีผลอัตโนมัติอยู่แล้ว และคณะกรรมการไม่ได้มีความจำเป็นต้องชี้ขาดในทุก ๆ กรณี เว้นแต่กรณีที่มีความไม่ชัดเจนหรือมีการร้องเรียนและได้รับการปฏิเสธจากหน่วยงานรัฐ

แต่คณะกรรมการจำเป็นต้องมีข้อมูลพอสมควรว่าจะมีคดี กี่กรณี และมีลักษณะใดบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งขณะนี้ฝ่ายเลขานุการกำลังเร่งดำเนินการอยู่

เมื่อสอบถามถึงกรณีที่มีการยื่นเรื่องเข้ามา 3-4 เรื่องในวันนี้เป็นกลุ่มม็อบเสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง รองศาสตราจารย์ยุทธพรระบุว่ามีหลากหลายกลุ่ม เพราะช่วงการชุมนุมตลอด 20 ปี ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจากหลายฝ่ายและหลายกลุ่มการเมือง

สำหรับความเห็นในการวินิจฉัยกรณีต่าง ๆ มีหลากหลายรูปแบบ เช่น บางกรณีศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องไปวินิจฉัยอีก หรือบางกรณีเป็นเรื่องที่ต้องส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ หรือบางกรณีก็ส่งเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อพิจารณาต่อไป

เมื่อถามว่าเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ มีการยื่นเรื่อง และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้ว จะถือว่ากฎหมายฉบับนี้ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความความขัดแย้งของสังคมหรือไม่ รองศาสตราจารย์ยุทธพรมองว่า การที่กฎหมายฉบับนี้จะแก้ไขหรือปิดฉากความขัดแย้งได้เลยเป็นไปไม่ได้ เพราะการสร้างสังคมที่ปรองดองสมานฉันท์ไม่ได้เกิดขึ้นจากกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยกลไกและกระบวนการอื่น ๆ ร่วมด้วย

ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการสร้างความปรองดอง แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการพาสังคมก้าวไปสู่อนาคต ซึ่งหลักการนี้ได้รับการยึดถือมาตั้งแต่ชั้นการศึกษาแนวทางและการยกร่างกฎหมายที่มีความมุ่งหมายในการสร้างสังคมสมานฉันท์ จึงต้องอาศัยกลไกอื่น ๆ เพิ่มเติม

นอกเหนือจากตัวบทกฎหมาย หนึ่งในหน้าที่สำคัญของคณะกรรมการ ซึ่งตนเองเป็นผู้ผลักดันด้วยเช่นกันคือเรื่องของการสื่อสารสาธารณะไปสู่สังคม ซึ่งหลายคนมักเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าหมายถึงการประชาสัมพันธ์ แต่แท้จริงแล้วคือการเปิดพื้นที่สาธารณะในการพูดคุย หาหรือ และรับฟังซึ่งกันและกัน

ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่บทบัญญัติข้อสุดท้ายที่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ คือการจัดทำรายงานเพื่อเสนอแนะแนวทางในการสร้างสังคมปรองดองสมานฉันท์ในอนาคต รายงานดังกล่าวจะรวบรวมข้อเสนอและความเห็นที่ยังตกหล่น เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ยังมีข้อจำกัดและไม่สามารถครอบคลุมได้ทุกกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรม แต่สิ่งเหล่านี้จะไปปรากฏอยู่ในรายงานเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องหยิบจับไปใช้ประโยชน์ต่อในอนาคต

หากในอนาคตจะมีประเด็นเรื่องการนิรโทษกรรมหรือการใช้ชื่อเรียกอื่นใด ก็จะมีแนวทางที่ชัดเจนจากการสื่อสารสาธารณะและการรับฟังความเห็น

รวมถึงประเมินว่าสิ่งใดที่เป็นประโยชน์หรือยังขาดตกบกพร่องจากกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้สังคมรู้ว่าต้องก้าวเดินต่อไปอย่างไร ซึ่งในอนาคตอาจไม่ต้องพึ่งพามาตรการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อาจใช้มาตรการหรือกลไกอื่น ๆ ในการขับเคลื่อน

รองศาสตราจารย์ยุทธพรได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า เรื่องการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์เมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว เคยเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทยที่ทำให้คนแตกแยก บาดหมาง และเกิดความรุนแรง แต่ปัจจุบันเมื่อพูดถึงเรื่องนี้กลับไม่มีใครสนใจและรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ล้าสมัยไปแล้ว

เพราะฉะนั้นในอนาคตการสร้างสังคมปรองดองสมานฉันท์ต้องอาศัยเวลา และกลไกต่าง ๆ ควบคู่ไปกับกฎหมาย เพื่อให้สังคมสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งจะเป็นบทบัญญัติสุดท้ายในการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้

ส่วนจะมีการพูดคุยในเชิงลึกสำหรับบางกรณีโดยเฉพาะในช่วงยุค คสช. และการรัฐประหาร รวมถึงกรณีที่มีกลุ่มนักกิจกรรมที่สูญหาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตัวบุคคลหรือครอบครัวอย่างไร รองศาสตราจารย์ยุทธพรระบุว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันในชั้นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง เพราะกรอบการทำงานจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นข้อกฎหมายและสำนวนคดีเป็นหลัก

ส่วนประเด็นการพูดคุยในลักษณะดังกล่าวจะเป็นอำนาจหน้าที่ของที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ ซึ่งมีบทบัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการในหลายเรื่อง ทั้งการสื่อสารสาธารณะ การรับฟังความเห็น และการพูดคุยเพื่อหาแนวทางสร้างสังคมปรองดองสมานฉันท์

เมื่อถามย้ำว่าท้ายที่สุดแล้วสังคมจะได้เห็นตัวเลขที่ชัดเจนว่าจะมีบุคคลใดได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ การยุติคดีในชั้นอัยการ หรือการจำหน่ายคดีออกจากระบบศาลเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งทั้งหมดจะปรากฏในชั้นของคณะกรรมการชุดใหญ่ใช่หรือไม่ รองศาสตราจารย์ยุทธพรระบุว่า ใช่ และเชื่อว่าคณะกรรมการรวมถึงสังคมก็อยากเห็นตัวเลขที่ชัดเจนว่าคดีอยู่ในขั้นตอนใดและผลลัพธ์เป็นอย่างไร ซึ่งทางฝ่ายเลขาธิการได้ลงมติและกำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้

เมื่อถามว่าขณะนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีการยื่นคำร้องเข้ามาบ้างแล้วหรือยัง รองศาสตราจารย์ยุทธพรระบุว่า ยังไม่มี

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

จับข่าวคุย

จับข่าวคุย

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ