ที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภาวันนี้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญอย่าง ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติซึ่งสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จแล้ว โดยการอภิปรายตลอดทั้งวันของ สว.มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อย่าง นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้แปรญัตติ ได้ลุกขึ้นอภิปราย ว่า มาตรา 13 ที่ตนแก้ไขคือการเอา พ.ร.บ.ตัวเดิมในปี 2564 บวกกับร่างแก้ไขจากสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมาใช้ ที่ตนฟังมาทั้งหมดจากผู้สงวนการแปรญัตตินั้น เหมือนตั้งธงไว้เสมอว่า ถ้ารัฐบาลตั้งประชามติขึ้นมา ประชาชนต้องเห็นชอบใช่หรือไม่
นายพิสิษฐ์ ยังยกตัวอย่าง ในการออกเสียงลงประชามติ ในการรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 และปี 2560 ที่ใช้วิธี Double Majority หรือเสียงข้างมากสองชั้น ซึ่งผ่านทั้งสองฉบับ การที่มีคนกล่าวอ้างว่าผ่านยากนั้นไม่ใช่เรื่องจริง ขออย่าปิดหูปิดตาประชาชน ยกเว้นจะทำประชามติที่เขียนอ้างให้สวยหรูว่า จะจัดทำรัฐธรรมนูญประชาชน แต่สิ่งที่ตนเห็น คือกำลังจะแก้จริยธรรมทางการเมือง
ส่วนร่าง พ.ร.บ. ประชามติของสภาผู้แทนราษฎร ที่ส่งมานั้น ตนรับไม่ได้เพราะมีการแก้จนเหลือแค่คำว่า เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงและสูงกว่าคะแนนงดออกเสียง การเขียนแบบนี้ง่ายไปหรือไม่ หากใครรับร่างนี้อยู่ตนขอตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น พ.ร.บ. เสียงข้างน้อยของประชาชน เพื่อประชาชน และเพื่อไทย
เช็กสถิติหวย "สลากกินแบ่งรัฐบาล" งวดวันที่ 1 ตุลาคม ย้อนหลัง 10 ปี
ด้านนางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและผู้สงวนความเห็น ได้ลุกขึ้นอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติมาตรา 7 แก้ไขมาตรา 13 ว่า ที่จริงตนควรขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์แถลงผลการประชุม ที่สนับสนุนร่างของสส.อย่างราบรื่น เพราะในการประชุม 4 ครั้งแรก ทุกคนดูเหมือนยอมรับสนับสนุนแนวทาง ที่ใช้เสียงข้างมากชั้นเดียว และปฏิเสธคำแปลญัตติของนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา เสนอให้มีการแก้ไข ในมาตรา 13 ที่ให้กลับไปใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้นในการทำประชามติ
นางสาวนันทนา ยังกล่าวว่า แต่ในครั้งที่ 5 ประธานกรรมาธิการก็เสนอให้ที่ประชุมทบทวนมติที่คณะกรรมาธิการได้ลงมติในครั้งที่ 4 ไปแล้ว สุดท้ายที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับการ ใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น พร้อมเชื่อมโรงว่าพอดีกับที่หัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่งในรัฐบาล ออกมาให้สัมภาษณ์ ว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้กลับมติในห้องประชุมหรือไม่
ทั้งนี้นางสาวนันทนา กล่าวว่า ตนอยากเรียกร้องให้สว. แสดงความกล้าหาญในการตัดสินใจ ด้วยวิจารณญาณของตัวเอง และไม่ต้องเกรงกลัวอำนาจอิทธิพลของใคร แต่ตัดสินใจคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง อย่าทำตัวเป็นสว. ความจำสั้น เพราะได้รับร่างในวาระหนึ่งด้วยเสียงอย่างท่วมท้นไปแล้ว และรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาย่อมนำมาถึงการเมืองที่ไร้เสถียรภาพและนำมาซึ่งเศรษฐกิจที่ล้มเหลว กันแก้รัฐธรรมนูญคือคำตอบของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ในขณะที่นายนิกร จำนง ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติ อภิปรายว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มหลักการเสียงข้างมาก 2 ชั้น เพราะถือเป็นเปลี่ยนแปลงหัวใจสำคัญของการแก้ไขร่างกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากกว่าจะมาถึงจุดนี้รัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาถึงการทำประชามติ เพื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งตนก็อยู่ในคณะกรรมการดังกล่าวด้วย และได้เสนอความเห็นไปยังครม. ว่าพ.ร.บ.ประชามติในปัจจุบัน เป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวง ซึ่งมติครม.ก็เห็นชอบกับความเห็นดังกล่าว และให้มีการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้ในการทำประชามติ 3 ครั้ง
นายนิกร กล่าวอีกว่า ตนมีความเป็นห่วงว่า หากกฎหมายฉบับนี้ไม่ทันประกาศใช้ ในการทำประชามติครั้งแรก ในเดือน ก.พ. 2568 ซึ่งตนคำนวณแล้วว่าจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จไม่ทันในรัฐบาลนี้
ซึ่งสุดท้ายแล้วที่ประชุมวุฒิสภามีมติเสียงข้างมาก 164 ต่อ 21 งดออกเสียง 9 เห็นชอบให้มีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ตามการปรับแก้ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพื่อกลับไปใช้หลักการเสียงข้างมาก 2 ชั้น หรือ Double Majority สำหรับการออกเสียงประชามติ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะจัดส่งให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป