จากกรณีที่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งถูกจำคุกในคดีร่วมกันทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เมื่อปี 2558 โดยมีโทษจำคุก 48 ปี ได้รับการพักโทษ เนื่องด้วยผ่านเกณฑ์ จากเหตุรับโทษจำคุกมาแล้ว 7 ปี และเป็นผู้ต้องขังป่วย สูงอายุมากกว่า 60 ปี ก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ออกจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อไปคุมประพฤติยังบ้านพักใน จ.เชียงใหม่ อีก 3 ปี 5 เดือนนั้น
รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ในส่วนของผู้ต้องขังในคดีร่วมกันทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เมื่อปี 2558 ซึ่งศาลฎีกาฯ พิพากษาให้นายบุญทรง รับโทษจำคุก 48 ปี ขณะที่นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ รับโทษจำคุก 36 ปี
โดยในกรณีของนายภูมิ สาระผล ได้มีการรับโทษจำคุกมาแล้ว 7 ปี โทษสุดท้ายเหลือ 8 ปี และได้รับการปล่อยตัวพักโทษตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 และจะครบกำหนดการคุมประพฤติในวันที่ 25 สิงหาคม 2568
นอกจากนี้ ยังพบว่านายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง” เข้าเกณฑ์พักการลงโทษ เรือนจำกลางคลองเปรม ได้ปล่อยตัวพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 โดยเสี่ยเปี๋ยงเจ็บป่วยร้ายแรง และถูกส่งตัวไปรักษาที่ รพ.รามาธิบดี ไม่ได้รักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ จึงปล่อยตัวพักโทษจาก รพ.รามาฯ
สำหรับนายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง ถูกจำคุก 48 ปี จากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้น แต่เนื่องจากมีอาการเจ็บป่วยร้ายแรง จึงได้รับการพิจารณาไม่ต้องติดกำไลอีเอ็ม ในระหว่างที่ได้รับการพักโทษ โดยมีกำหนดพ้นโทษในวันที่ 27 กรกฎาคม 2577
ขณะเดียวกัน มีความเห็นเพิ่มเติมจากนายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปและเนื้อหาบนเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ทำไมนักโทษบางคน ออกจากคุกเร็ว !!!”
โดยระบุว่า มีหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องการจำคุกว่า ทำไมนักโทษบางคนบางคดี ถูกจำคุกได้ไม่นาน ก็ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักโทษคดีโครงการจำนำข้าว เป็นที่จับตาของสังคมเป็นอย่างมาก บางคนตั้งข้อสงสัยว่า ความเสียหายคดีจำนำข้าว รัฐบาลยังชดใช้หนี้โครงการจำนำข้าวยังไม่หมด แต่ผู้กระทำผิดได้รับการปล่อยตัวแล้ว
ซึ่งเรื่องนี้ควรจะแยกออกจากกันระหว่างคำพิพากษาของศาลกับโทษที่ได้รับ การลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ที่ระบุเงื่อนไขในท้ายพระราชกฤษฎีกาว่า มีหลักเกณฑ์ในการลดโทษให้กับนักโทษอย่างไร กรมราชทัณฑ์จะนำไปคำนวณคิดวันลดโทษให้กับนักโทษทุกคน
ถ้าหากจะปรับปรุงเงื่อนไขและระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ถึงหลักเกณฑ์การลดโทษ ก็ควรยกเครื่องทั้งหมด และใช้หลักการในมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ลักลั่นตามยุคสมัยของรัฐมนตรีบางคน หรืออธิบดีกรมราชทัณฑ์บางคนเท่านั้น
นายเทพไท ยังบอกว่า เพราะฉะนั้นการที่นักโทษได้รับการลดโทษมากน้อยเพียงใด หรือได้รับการปล่อยตัวเร็วขึ้นอย่างไร ขึ้นอยู่กับระเบียบของกรมราชทัณฑ์ จึงอยากจะเรียกร้องให้มีการออกระเบียบเพื่อยึดถือปฎิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เป็นการออกระเบียบตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจในบางยุคบางสมัยเท่านั้น