จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตริ อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นปราศรัยบนเวทีหาเสียงนายก อบจ.เชียงราย ยังมีควันหลงให้ตามต่อ โดยล่าสุด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เดือดถึงนายทักษิณ ว่าให้ระวังถ้าขี้โม้หาเสียงพล่ามจะทำโน่นทำนี่ เข้าข่ายหลวกลวง เสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง
โดย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ให้ความเห็นถึงกรณีนายทักษิณขึ้นปราศรัยบนเวทีหาเสียงนายก อบจ.เชียงราย โดยเนื้อหาอ้างว่าจะสั่งคณะรัฐมนตรีให้ลดค่าไฟฟ้า ลดราคาน้ำมัน รวมถึงการนำนโยบายของรัฐบาลมาหาเสียงในท้องถิ่นนั้น
ซึ่งประเด็นเหล่านี้ นายสมชัย มองว่าการหาเสียงมีกฎระเบียบข้อบังคับห้ามทำ โดยหลักคือห้ามนำสถาบัน ห้ามปราศรัยหลอกลวง ใส่ร้ายให้ข้อมูลที่เป็นเท็จแก่ผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามในการหาเสียง ถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในแง่ของการปราศรัย เมื่อมีการปราศรัยบนเวทีบทบังคับนี้จะใช้กับ ตัวผู้สมัคร รวมถึงผู้ปราศรัยที่อยู่ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง
ส่วนประเด็นที่นายทักษิณ ปราศรัยหลายต่อหลายครั้งมีการนำนโยบายของรัฐบาลมาเป็นประเด็นในการหาเสียง ซึ่งคนละเรื่องกับการทำงานในระดับท้องถิ่น เพราะเป็นการเลือกนายก อบจ. ไม่ใช่เลือก สส. ดังนั้น การบอกว่าจะทำนู่นทำนี่ และพูดบนเวที ถือว่าสุ่มเสี่ยง เพราะไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น แต่เป็นอำนาจของส่วนกลาง อาจจะมีจุดที่เรียกว่าก้ำกึ่งตรงที่ว่าการนำเสนอนโยบายของรัฐบาล เป็นการนำเสนอเพื่อที่จะบอกให้เห็นถึงผลงานว่ารัฐบาลชุดนี้ พรรคการเมืองพรรคนี้ ได้ทำอะไรที่เป็นผลงานของรัฐบาลบ้าง หากเป็นเพียงการให้ข้อมูล ก็ไม่น่าจะมีความผิด
แต่หากเอามาเพื่อชักจูงโน้มน้าวใจ เพื่อให้เลือก ข้อนี้มีโอกาสสุ่มเสี่ยงที่จะมีความผิด ยกตัวอย่างท้องถิ่นไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ลดราคาน้ำมัน แต่ไปพูดว่าถ้าหากเลือกหมายเลขนี้จะลดราคาน้ำมัน ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ อันนี้ผิดแน่นอน เพราะว่าถึงแม้ว่าผู้สมัครเบอร์นี้จะชนะ แต่ผู้สมัครเบอร์นี้ไม่มีอำนาจที่จะไปดำเนินการ จึงถือว่าเป็นการปราศรัยหลอกลวง ให้เข้าใจผิด เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนนิยม
นายสมชัย บอกอีกว่า ส่วนในแง่ของการปราศรัยใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ก้าวร้าว ดุเดือด จะเป็นความผิดหรือไม่ ตรงนี้จะมีเพียงแค่ระเบียบของ กกต.ที่ระบุว่า การปราศรัยจะต้องไม่รุนแรง ไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย สิ่งที่นายทักษิณ พูดบนเวทีปราศรัยอาจมีเส้นแบ่งฉิวเฉียดใช้ความรุนแรงที่นายทักษิณ ต้องพึงระวัง เพราะยังมีอีกหลายเวทีที่ต้องขึ้นปราศรัย อาจทำให้เป็นเป้าหมายของผู้ร้องในการเก็บข้อมูลหลักฐานไปร้องต่อ กกต. ได้
เมื่อถามว่าการที่นายทักษิณ ขึ้นเวทีปราศรัยในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ได้รับค่าจ้างเป็นขั้นต่ำรายวัน ตามกฎหมายทำได้หรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า ในข้อกฎหมายไม่ได้ระบุเป็นความผิด แต่วัตถุประสงค์หลักของผู้ช่วยหาเสียงคือช่วยถือป้าย ช่วยแจกใบปลิวหาเสียง ช่วยพาเดินหาเสียงเป็นขบวน ไม่ใช่การขึ้นเวทีปราศรัย จึงกลายเป็นช่องโหว่ที่ กกต. ต้องพิจารณา เพราะในอนาคตผู้สมัครอาจจะมีการว่าจ้างผู้ที่มีชื่อเสียงพูดปราศรัยเก่งๆ ขึ้นเวทีช่วยหาเสียงได้
นายสมชัย ระบุเพิ่มด้วยว่า หากพบการกระทำความผิด กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นมาตรา 65 (5) ระบุว่าห้ามผู้สมัครและผู้ใดหลอกลวง ใช้อิทธิพลคุกคาม บังคับขู่เข็ญ ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครใด การหลอกลวงให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียง จัดเป็นหนึ่งในการหลอกลวง มีบทกำหนดโทษอยู่ในมาตรา 126 วรรคสอง จำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี แต่การจะชี้ว่านายทักษิณ หรือผู้สมัครมีความผิดหรือไม่ ต้องมีคนร้องเรียนมาที่ กกต. ซึ่งต้องเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เสียในการเลือกตั้ง (ผู้สมัครหรือประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง) แต่หากความปรากฏ กกต.มีอำนาจหยิบยกเรื่องตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาเองได้ โดยไม่ต้องรอผู้ร้อง และหาก กกต. ลงมติความผิดปรากฏ ผู้สมัครจะถูกตัดสิทธิ์ทันทีก่อนการเลือกตั้ง แต่มติออกหลังเลือกตั้งก็จะถูกใบเหลืองให้เลือกตั้งใหม่ ยกตัวอย่างคล้ายกับกรณีการเลือกตั้ง นายกอบจ.ปทุมธานี ที่ให้ใบเหลืองผู้ชนะ แล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่การให้ใบส้ม ใบเหลือง หรือใบแดง ต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยอย่างรอบครอบของ กกต.
นอกจากนี้ นายสมชัย ยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมาเคยมีเหตุการณ์หาเสียงไม่ตรงปก และ กกต.เคยให้ใบแดงมาแล้ว กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือน ส.ค. 2557 กกต. มีมติเอกฉันท์ให้ใบแดงแก่ผู้สมัคร สว. ท่านหนึ่ง เนื่องจากไปหาเสียงว่าจะลดราคาน้ำมันเบนซินเหลือลิตรละ 20 บาท จะทวงคืน ปตท. จะยกเลิกกองทุนน้ำมัน จะเสนอกฎหมายไม่ให้ขึ้นราคาก๊าซหุงต้มและ NGV ซึ่งข้อความที่หาเสียงดังกล่าว เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ สว. จึงเข้าข่ายความผิดฐานหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนนิยมในการเลือกตั้ง โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาตามคำร้องของ กกต. ตัดสิทธิ์เลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี