วันที่ 24 มี.ค. 2568 การอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยเคยมีคำกล่าวที่ว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว เคยมีความอุดมสมบูรณ์ แต่รัฐบาลบริหารผิดทิศผิดทาง ทำให้กลายเป็นในนามีสารเคมี ส่วนในน้ำมีหายนะครั้งยิ่งใหญ่ ที่กำลังทำลายทุกแหล่งน้ำของไทย ด้วยการระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งนับเป็นอาชญากรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย
ซึ่งทำให้เกษตรกรในพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกว่า 5 แสนราย ใน 19 จังหวัดทั่วประเทศเดือดร้อนอย่างหนัก ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกว่า 1.7 หมื่นแห่งทั่วประเทศได้รับผลกระทบโดยตรง โดยตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นกว่า 26,432 ล้านบาทต่อปี
โดยนายณัฐชา ได้ยกตัวอย่างคดีเรือน้ำตาลล่มในจังหวัดอ่างทอง ปี2550 ทำให้ปลาในแหล่งน้ำตายหมด เกษตรกรคนทำประมงได้รับผลกระทบ แต่ในครั้งนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันต่อสู้คดีแทนประชาชน ซึ่งเรียกค่าเสียหายจากเอกชนที่ทำให้เกิดความเสียหาย เรียกค่าเสียหายทุกบาททุกสตางค์กระทั่งค่าน้ำแข็งที่เก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาโดยไม่ได้ใช้งบประมาณรัฐเลยสักบาท ดังนั้นการแก้ปัญหาดังกล่าวต้องเริ่มจากความกล้าหาญของรัฐบาล เริ่มจากการหาตัวผู้กระทำความผิดในลำดับแรก และนำเงินทั้งหมดมาชดเชยเยียวยาให้เกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการ อว. ได้นำเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหารวมถึงผลกระทบจากากรนำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทย ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่นายกฯกลับไม่มีการเอารายงานดังกล่าวบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ทั้งที่ในรายงานดังกล่าวเขียนไว้ทั้งหมดว่ามีการขออนุญาตนำเข้าปลาหมอคางดำโดยบริษัทเอกชนรายเดียว และสุดท้ายรายงานฉบับนี้ก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆ
หลังจากนายกฯแพทองธารรับตำแหน่งวันที่ 12 ก.ย.2567 รายงานของคณะกรรมาธิการ อว.ได้มีการประกาศวันที่ 25 ก.ย.2567 หลังจากนั้นมีการตั้งกระทู้ถามในสภา ก่อนที่จะมีประชาชน 19 รวมตัวไปยื่นหลังสือถึงนายกฯ แต่ก็ยังไม่มีการพิจารณาไข จนชาวบ้านมีการรวมตัวไปบุกทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา และมีการยื่น 4 ข้อเสนอให้นายกฯแก้ปัญหา แต่ไม่ออกมารับข้อเสนอ แต่กลับมีภาพนายกฯรับช่อดอกไม้จากนักธุรกิจ ซึ่งเป็นภาพบาดตาบาดใจเกษตรกรไทยทั้งประเทศ ทั้งนี้ประชาชนตั้งคำถามว่ารัฐบาลของพรรคเพื่อไทยหัวใจคือนายทุนหรือไม่ เพราะเห็นภาพชัดเจนว่ามีความสนิทสนมกลมกลืนของ 2 ตระกูลใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งมีภาพความสัมพันธ์แนบแน่บของตระกูลของนายกรัฐมนตรีกับบริษัทที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของปลาหมดคางดำ
อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่รู้ไม่ทราบไม่ได้ เพราะข่าวลงกันทั่วว่ามันเกิดความเดือดร้อนขนาดไหน และใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง แต่นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานภาครัฐไม่รู้เลย จนชาวบ้านต้องไปร้องต่อศาลปกครองให้สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานหน่อย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมือ่ไหร่ แต่ทุกวินาทีมีความเป็นความตายของประชาชนอยู่
“ผมพยายามโยงให้เห็นถึงความแนบแน่น ว่าปลาหมอคางดำอยู่ในกระดาษครั้งแรกของไทยปี 49 มันอยู่ในน้ำครั้งแรกของประเทศไทยก็เมื่อปี 54 และมันระบาดหนักสุดๆ ในประเทศไทยก็เมื่อปี 68 ลองดูทั้ง 3 ห้วงเวลา เป็นห้วงเวลาที่จังหวะเหมาะเจาะ เป็นตระกูลชินวัตรที่เข้ามาบริหารงาน และมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับบริษัทที่มีส่วนรู้เห็นในการขออนุญาตนำเข้า และอาจเป็นบริษัทต้องสงสัยในการนำเข้าปลาหมอคางดำ” นายณัฐชา กล่าว