นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าฯ สตง. กล่าวผ่านรายการ ปิดไมค์ถาม ถึงประเด็นที่มีนายพลใน สตง. เข้าไปดีลกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างตึก สตง. มูลค่า 2,000 ล้านบาท แลกกับส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยอดีตผู้ว่า สตง. ระบุว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานตรวจสอบต่าง ๆ หากตั้งข้อสันนิษฐานเช่นนี้ก็ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้นจึงอยากเชิญ ป.ป.ช. เข้ามาตรวจสอบ เพราะขณะนี้เป็นข่าวใหญ่แล้ว แต่เชื่อว่าน่าจะอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล
เช่นเดียวกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ได้รับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษในประเด็นเรื่อง “นอมินี”
“ผมเชื่อมั่นนะครับว่า ถ้ามีการตรวจสอบเชิงลึกจริง ๆ คงจะได้ข้อมูลบ้าง อย่างน้อยก็กระชากหน้ากากออกมาดูเลยว่า คนไหนที่เลวร้ายขนาดนั้น เพราะอยู่ในองค์กรตรวจสอบแทนที่จะเป็นตัวอย่าง กลับไม่ทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งเราไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร แต่ถ้ามีจริงต้องกระชากออกมา”
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า หากมองลึกลงไป คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ชุดนี้มาจากคณะรัฐประหารในปี 2557 อดีตผู้ว่า สตง. กล่าวว่ายุคนั้นเป็นยุคของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งตัวนายพิศิษฐ์เองก็มาจากยุคนั้นเช่นกัน โดยช่วงนั้นเป็นการสรรหาที่อิงตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเป็นการสรรหาโดยประธานองค์กรอิสระ หรือที่เรียกกันว่า “7 อรหันต์” ในยุคนั้น
อดีตผู้ว่า สตง. ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มว่า ต้องมีคนติดคุกแน่นอน เพราะมีผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และมีโทษทางอาญาอยู่แล้ว แต่จะถึงขั้นทุจริตหรือไม่นั้น ต้องรอการตรวจสอบเพิ่มเติม
“ผมถามหน่อย ถ้าไม่ประมาทมันจะพังไหม? การพังมันสะท้อนถึงความไม่สุจริต ถ้าสุจริตมันต้องผุดผ่องเลย ต้องเขย่าได้ โยกได้ ตึกอื่นเขาผนังแตก แต่ไม่ใช่หน้าแตกอย่างนี้”
อดีตผู้ว่า สตง. ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การจะนำคนผิดมาลงโทษได้ ขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนต่อไป ซึ่งเบื้องต้นพอจะเห็นอะไรบางอย่างแล้ว เช่น หากผู้ควบคุมงานมีการใช้หลักฐานปลอม หรือหลักฐานเท็จ เพื่ออ้างว่าได้ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ เพียงเท่านี้ก็เข้าข่ายความผิดทางอาญาแล้ว แต่หากมีการตรวจสอบลึกลงไป แล้วพบว่ามีการจ่ายผลประโยชน์ให้บุคคลใดหรือไม่ ก็ต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป