ติดตามสกู๊ปพิเศษเปิดเบื้องหลังการทำคดีทุจริตที่สำคัญของ ป.ป.ช.ที่คดีถึงที่สุดแล้ว ใน Fight against corruption พร้อมชนคนโกง ตอน ย้อนคดี ป.ป.ช. ฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีเอ็กซิมแบงค์ปล่อยกู้รัฐบาลเมียนมา เอื้อประโยชน์เครือญาติ
ทันทีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เหยียบแผ่นดินไทยในรอบ 17 ปี สถานที่แรกที่นายทักษิณเดินทางไป คือ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อฟังคำพิพากษาใน 3 คดี
โดย 1 ในนั้นคือ คดีเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยกู้แก่รัฐบาลเมียนมา ระหว่างคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์
ย้อนกลับปี 2546 ในช่วงที่นายทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างกัมพูชา ลาว เมียนมา และไทย ที่เมืองพุกาม เมียนมา ตั้งแต่วันที่ 10 -12 พฤศจิกายน 2546 ครั้งนั้น ในที่ประชุมให้ความเห็นชอบปฏิญญาพุกาม ในกรอบความร่วมมือ 5 ด้าน เช่น การค้าการลงทุน, เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม, การคมนาคม, การท่องเที่ยว, การพัฒนาคน โดยไทยจะให้ความช่วยเหลือในการให้กู้เงินจำนวน 3,000 ล้านบาท
ต่อมารัฐบาลเมียนมา ขอเพิ่มวงเงินกู้เป็น 5,000 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาระบบโทรคมนาคม ทั้งที่กรอบ 5 ด้านของปฏิญญาพุกามไม่มีความร่วมมือเรื่องโทรคมนาคม โดยการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น กับนายทักษิณ ปรากฎว่า นายทักษิณ ให้พบคนละครึ่งทาง ซึ่งไทยจะให้กู้เงินในจำนวน 4,000 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 3 เปอร์เซนต์ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนของธนาคาร จาก 5 เปอร์เซนต์ต่อปี
แต่การตรวจสอบกลับพบข้อเท็จจริงว่า บริษัทโทรคมนาคม ที่เป็นคู่สัญญากับรัฐบาลเมียนมา เป็นบริษัทในเครือญาติของนายทักษิณ ซึ่งมีการทักท้วงว่า จะเกิดคำครหาว่าเอื้อประโยชน์ได้
โดยการพิจารณาคดีในชั้นศาล ในฐานความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 152 กรณีผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน เข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองนั้น ศาลได้ตั้งประเด็นว่า นายทักษิณ มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลเอ็กซิมแบงก์หรือไม่ ซึ่งตามกฎหมายนั้น ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำกับดูแล ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ประสานงานระหว่างประเทศ แต่ศาลได้วางหลักในการพิจารณาว่า แม้นายทักษิณ ไม่ได้เป็นผู้กำกับดูแลโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติ และทางกฎหมาย ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในทางหน้าที่แล้ว มีอำนาจในการกำกับดูแลเอ็กซิมแบงก์ด้วย ซึ่งการปล่อยเงินกู้ แล้วทำให้บริษัทโทรคมนาคม ที่เป็นเครือญาติของนายทักษิณได้รับผลประโยชน์ จึงถือว่า มีส่วนได้เสีย และมีคำพิพากษาให้จำคุก 3 ปี
ส่วนที่กระทรวงการคลังต้องจัดสรรงบประมาณประจำปี เพื่อชดเชยส่วนต่างของดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ย ที่ต่ำกว่าต้นทุนของธนาคาร ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลังชดเชยไปแล้วกว่า 337 ล้านบาท โดยประเด็นนี้ คณะกรรมการป.ป.ช. ซึ่งเข้าไปเป็นคู่ความแทนโจทก์ จะต้องแจ้งให้กระทรวงการคลังดำเนินการให้นายทักษิณ ในฐานะจำเลยชดใช้ความเสียหายจากงบประมาณของรัฐที่ต้องนำไปอุ้มส่วนต่างดอกเบี้ย จากการปล่อยกู้ในอดีต