สภาผู้แทนราษฎร จัดประชุมระหว่างวันที่ 28 – 31 พฤษภาคม 2568 มีวาระสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 หรือ งบประมาณ 2569 โดยเป็นการพิจารณาในวาระที่ 1
สำหรับร่างกฎหมายงบประมาณ 2569 มีกรอบวงเงินอยู่ที่ 3,780,600 ล้านล้านบาท ได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร โดยการอภิปรายงบประมาณครั้งนี้มีเวลาทั้งหมด 41 ชั่วโมง จัดสรรฝ่ายรัฐบาล 20 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 20 ชั่วโมงและประธาน 1 ชั่วโมง
สภาถกงบปี 69 วันที่ 3 เงียบเหงา ใช้เวลารวม 12 ชม.
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก เป็นวันที่ 2
ตลอดทั้งวัน สส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยบรรยากาศในช่วงดึกเป็นไปด้วยความเงียบเหงา มี สส. นั่งอยู่ในห้องประชุมเพียงไม่กี่คน
จากนั้นเวลา 21.35 น. นายพิเชษฐ์ ได้สั่งพักการประชุม และนัดประชุมอีกครั้งในเวลา 9.00 น. วันพรุ่งนี้ (31 พ.ค.) โดยวันนี้ใช้เวลาในการประชุม 12 ชม.
สำหรับ วันพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของการประชุม ซึ่งคาดว่าจะมีการลงมติในช่วงเย็น โดยจะมี นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จะเป็นผู้อภิปรายปิดคนสุดท้ายของประชาชน
ความเคลื่อนไหวอภิปรายงบประมาณ 2569 ที่น่าสนใจของเมื่อวาน
"สุริยะ" ย้ำความจำเป็นสร้างอาคาร ก.คมนาคม ใหม่ เหตุตึกเก่าอายุกว่า 71 ปี ที่จอดรถ-สำนักงานไม่เพียงพอรองรับพนักงาน 8 หมื่นคน
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวชี้แจงประเด็นที่ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงที่มาที่ไปและเหตุผลการจำเป็นของการจัดหาอาคารแห่งใหม่ของกระทรวงคมนาคม
นายสุริยะชี้แจงว่า กระทรวงคมนาคมได้ฉลองครบรอบ 113 ปีที่ผ่านมา ราคาปัจจุบันใช้งานมาแล้วเกือบ 71 ปี เมื่อตนเองมารับตำแหน่งก็ได้เห็นปัญหาความแออัดคับแคบของสำนักงาน ทั้งเรื่องที่จอดรถไม่เพียงพอ พื้นที่รองรับหน่วยงานและสำนักงานปลัดก็ไม่เพียงพอ จึงต้องกระจายไปอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ถึง 5 ที่ ทำให้การประสานงานทำงานของกระทรวงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงได้รับทราบจากปลัดกระทรวงว่าผู้บริหารกระทรวงในอดีตได้เตรียมการออกแบบอาคารใหม่ไว้แล้วตั้งแต่ปี 2559 โดยใช้พื้นที่ของกรมอากาศยานในซอยงามดูพลี
อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงได้พิจารณาว่าพื้นที่ดังกล่าวคับแคบเกินกว่าจะเป็นที่ตั้งของกระทรวง จึงพิจารณาจะปรับแบบใช้พื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเดินทางด้วยระบบคมนาคม แต่เหตุผลที่ไม่ได้ดำเนินการของบกลางมาก่อสร้าง เนื่องจากเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการแก้ปัญหา จึงยังไม่เหมาะสมที่จะของบประมาณมาก่อสร้าง เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ได้ล่วงเลยมานานแล้วจึงจำเป็นต้องพิจารณาแก้ไขปัญหาของกระทรวงคมนาคม ถึงได้ของประมาณจัดสร้าง ที่จะเริ่มในปีงบประมาณ 2569 ทั้งหมดนี้คือเหตุผลและความจำเป็น
ส่วนประเด็นที่สมาชิกกล่าวว่า ตึกกระทรวงคมนาคมมีถึง 22 ชั้น ต้องบอกให้ชัดว่าใครจะอยู่บ้าง และเอาพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตรไปทำอะไร ดูแล้วราคาเกินจริงไม่เหมาะสมนั้น ขอชี้แจงว่าการดำเนินการของกระทรวงคมนาคมมีเหตุผลคำนึงถึงความคุ้มค่าของภาษีประชาชน กระทรวงคมนาคมมีหน่วยงานสังกัดมากถึง 22 หน่วยงาน บุคลากรทางข้าราชการและพนักงานร่วมกันกว่า 80,000 คน จึงต้องมีพื้นที่รองรับการทำงานและสัมมนา
อาคารนี้ประกอบด้วยพื้นที่ทั้งหมด 115,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ห้องทำงาน 12,500 ตารางเมตร พื้นที่ส่วนกลาง ห้องประชุม และพื้นที่จอดรถ ซึ่งต้องคำนวณความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน คิดเพียงว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายที่หน่วยงานต้องไปเช่าโรงแรมเพื่อสัมมนา เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวในระยะเวลา 30 ปี ก็คุ้มค่ากับการก่อสร้างอาคารทั้งหมดแล้ว เรื่องนี้น่าจะเป็นคำตอบว่าเหตุใดต้องมีออดิทอเรียม และห้องประชุมขนาดใหญ่โต ก็เพื่อรองรับข้าราชการของหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงคมนาคม
"พนิดา" ตั้งข้อสังเกตงบฯอากาศยานกองบินตำรวจก่อหนี้นับ 1,000 ล้าน เงินทอนไปอยู่ไหนทำไมซ่อมบำรุงอากาศยานถึงมีปัญหา
น.ส. พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายการจัดสรรงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะงบฯจัดซื้อ ครุภัณฑ์สูงถึง 10,000 ล้านบาท ตั้งข้อสังเกตการตั้งงบประมาณจัดซื้อครุภัณฑ์อาวุธ ที่มีราคาต่ำกว่าหนึ่งล้านบาท 19,424 ชิ้น รวมมูลค่า 537 ล้านบาท อยากรู้ว่าเป็นอาวุธประเภทใด ใช้ในภารกิจไหน เพราะหากเป็นปืนพกขอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณาในวาระสอง เบรคโครงการนี้ไว้ gพราะปีที่แล้วได้กระหน่ำซื้อไปเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งตำรวจเองยังบอกว่าตอนนี้ปืนล้นคลังแล้ว
น.ส. พนิดา ยังกล่าวถึงงบประมาณอีกก้อนคืองบประมาณสำหรับการซ่อมบำรุงอากาศยาน วงเงิน 950 ล้านบาท โดยข้อมูลอ้างอิงจากไทยแอร์ฟอร์ซระบุว่า ตำรวจจะใช้เงินเงินก้อนนี้ จ้างบริษัทการบินไทย จำกัด มหาชน ในการซ่อมบำรุงอากาศยานของกองบินตำรวจ หากการบินไทยทำไม่ได้ ก็จะนำไปจ้างบริษัทเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจดำเนินการซ่อม แต่ที่น่าสังเกตคือมีการตั้งงบประมาณส่วนนี้ มาในจำนวน 950 ล้านบาทเท่าเดิมทุกๆปี มีการรั่วไหลหรือทอนเงินในกระบวนการไหนหรือไม่
ก่อนหน้านี้นายรังสิมันต์ โรม ก็เคยอภิปรายตั้งคำถามเรื่องนี้ไปแล้ว เมื่อปี 2563 แต่จากการตรวจสอบพบว่ามีการดำเนินการซ่อมอากาศยานโดยใช้งบประมาณสูงกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ถึงสามเท่า กลายเป็นการก่อหนี้ผูกพันเป็น 1000 ล้านบาท มีเครื่องบินถึง 11 ลำ ของกองบินตำรวจที่ส่งไปซ่อม และยังไม่ได้อะไหล่กลับมาจนถึงตอนนี้ ต้องการรู้ว่ากองบินตำรวจมีอากาศยานที่สามารถใช้การได้จริงๆแล้วกี่ลำ จนกระทั่งถึงตอนนี้เป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา และสูญเสียตำรวจนักบินไปเป็นจำนวนมาก ตนในฐานะที่เคยเป็นอดีตลูกเรือมาก่อน ในวงการการบินถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะความปลอดภัยในการการบินถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำซ้อน จำเป็นต้องมีการสอบสวนครั้งใหญ่ ว่าต้นตอของปัญหาคืออะไร แต่ตอนนี้แม้แต่รายงานการสอบสวนของเหตุการณ์ครั้งก่อนก็ยังไม่เคยปรากฏต่อสาธารณะชน
แม้ว่านายกรัฐมนตรี จะสั่งการให้มีการตรวจสอบอากาศยานของกองบินตำรวจทุกลำแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ จึงขอเรียกร้องให้กรรมาธิการ เรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการบินทั้งหมดของกองบินตำรวจมาตรวจสอบ รวมถึงประวัติการใช้งานและการซ่อมบำรุงอากาศยานทุกลำด้วย ว่างบประมาณหลาย 1000 ล้านบาทที่ได้ไป สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำไปทำอะไรกันแน่ หากพบว่ามีการทุจริตคอรัปชั่นต้องนำคนผิดมาลงโทษให้ได้ เพื่อให้อุบัติเหตุครั้งล่าสุดเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ต้องมีใครมาตาย เพราะเหตุที่ป้องกันได้แบบนี้อีก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของระบบตำรวจไม่ใช่ได้งบประมาณน้อย แต่มีการเปิดช่องให้กินเล็กกินน้อย กำหนดงบประมาณไม่มีกลไกในการตรวจสอบ นายกรัฐมนตรีสอบตกในการคุมตำรวจ ใช้จ่ายงบประมาณไม่คุ้มค่า หากยังดำเนินการแบบนี้วงการกากีก็จะมีปัญหา อยากให้มีการปรับปรุงงบประมาณใหม่