สภาผู้แทนราษฎร จัดประชุมระหว่างวันที่ 28 – 31 พฤษภาคม 2568 มีวาระสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 หรือ งบประมาณ 2569 โดยเป็นการพิจารณาในวาระที่ 1
สำหรับร่างกฎหมายงบประมาณ 2569 มีกรอบวงเงินอยู่ที่ 3,780,600 ล้านล้านบาท ได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร โดยการอภิปรายงบประมาณครั้งนี้มีเวลาทั้งหมด 41 ชั่วโมง จัดสรรฝ่ายรัฐบาล 20 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 20 ชั่วโมงและประธาน 1 ชั่วโมง
ต่อมาเวลา 16.34 น. หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระแรกแล้ว ที่ประชุมได้เข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณา ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณในวาระที่ 2 และวาระที่ 3
ในช่วงการเสนอรายชื่อกรรมาธิการ มีการ ถกเถียง เรื่องสัดส่วนกรรมาธิการวิสามัญในพรรคไทยสร้างไทย ทำให้การประชุมเกิดความวุ่นวายบางช่วง
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ประธานในขณะนั้น จึงมีคำสั่งให้ พักการประชุมเป็นเวลา 5 นาที เพื่อเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายกลับไปหารือและตกลงกันภายใน ก่อนจะกลับเข้าสู่การประชุมอย่างเป็นทางการอีกครั้ง อย่างไรก็ตามที่ประชุมสามารถดำเนินการต่อไปได้ และเห็นชอบแปรญัตติ ภายหลัง 30 วันและประชุมนัดแรก ในวันจันทร์ที่ 9 มิถุยายน 2568 และปิดประชุมสมัยวิสามัญ 2568 ในเวลา 17.00 น.
“นายกฯ ” ลั่นกลางสภา งบฯ ปี 69 คือเครื่องมือฟื้นเศรษฐกิจ
ภายหลังการลงมติ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกรัฐสภาในนามรัฐบาล พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ตระหนักดีถึงข้อจำกัดรอบด้าน ทั้งปัจจัยเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้ “งบประมาณเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน”
“เราไม่ได้ถูกส่งมาทำเรื่องง่าย ๆ” นายกฯ กล่าวอย่างหนักแน่น พร้อมระบุว่า รัฐบาลจะใช้งบประมาณฉบับนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาสให้ประชาชน
นายกฯ ยังกล่าวถึงนโยบายสำคัญที่รัฐบาลจะเร่งเดินหน้า เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเสริมศักยภาพทุนมนุษย์ การสร้างโอกาสเข้าถึงทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และการรักษาวินัยการเงินการคลังให้อยู่ในกรอบกฎหมาย
นายกฯ เปิดเผยว่า จากการเดินทางไปพบผู้นำประเทศต่าง ๆ พบว่าทุกชาติล้วนเผชิญวิกฤตต่างกันไป แต่ความร่วมมือคือหัวใจสำคัญ พร้อมแสดงความมั่นใจว่า หากทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านยึดประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ประเทศไทยจะผ่านพ้นวิกฤตได้ รัฐบาลจะทุ่มแรงกายแรงใจในการทำนโยบายทุกเรื่อง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ แม้ฝ่ายค้านจะอภิปรายอย่างดุเดือดตลอด 4 วัน แต่รัฐบาลก็สามารถผ่านร่างงบฯ วาระแรกไปได้ด้วยเสียงสนับสนุนที่มั่นคง ขณะที่ฝ่ายค้านยังยืนยันว่าจะทำหน้าที่ในชั้นกรรมาธิการอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการตรวจสอบโครงการที่สุ่มเสี่ยงหรือขาดความจำเป็น
มติเห็นชอบ! งบปี 69 ผ่านวาระแรก
ล่าสุดเวลา 16.05 น. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบในวาระที่ 1 (รับหลักการ) ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินรวม 3,780,000 ล้านบาท ด้วยคะแนนเสียง เห็นชอบ 322 เสียง ไม่เห็นด้วย 158 เสียง งดออกเสียง 0 เสียง และไม่ลงคะแนน 2 เสียง
ผลมติดังกล่าวสะท้อนว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังคงมีเสียงสนับสนุนมากกว่ากึ่งหนึ่งของสภา (248 เสียง) แม้ฝ่ายค้านจะมีการอภิปรายอย่างเข้มข้นตลอด 4 วัน โดยเฉพาะในประเด็นความไม่ชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รายจ่ายประจำที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 18 ปี และข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสในการจัดสรรงบลงทุนด้านก่อสร้างและเทคโนโลยี
หลังจากนี้ สภาจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ ในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป โดยฝ่ายค้านยืนยันว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นในชั้นกรรมาธิการ พร้อมจับตาโครงการที่ไม่จำเป็นหรือสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต
“ศิริกัญญา” ซัด งบฯถังรั่ว-เอาใจนายกฯ ลั่น “แจก 20,000 ก็ยังได้นายกฯเท้ง”
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายสรุปปิดในนามฝ่ายค้าน ต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยย้ำว่าขนาดวงเงินงบฯ มีจำกัด รัฐบาลจึงยิ่งต้องใช้อย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างแรงเหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนภาคเอกชน และยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบาง พร้อมทั้งเตือนให้เตรียมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ จีน ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 โตได้เพียง 1%
ศิริกัญญา กล่าวว่า แม้ฝ่ายค้านพยายามเสนอแนวทางปรับงบฯ เพื่ออุดรอยรั่วจากคอร์รัปชัน แต่กลับถูกมองว่าอภิปรายไม่เหมาะสม ทั้งที่ไม่ได้พาดพิงรัฐมนตรีใดโดยตรง พร้อมย้ำว่า “เราหาเงินช่วยเท่าไหร่ก็เหมือนเทลงถังที่รั่ว เพราะคอร์รัปชันคือปัญหาใหญ่”
นางสาวศิริกัญญา กล่าวถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท ที่จะแจกให้ประชาชน 2.5 ล้านคน ว่าเป็นการลุ้นแบบ “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ไม่ต่างจากการเสี่ยงโชคว่าจะถึงมือเยาวชน คนวัยทำงาน หรือผู้ใกล้เกษียณ พร้อมเปิดเผยบทสนทนาของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ที่เสนอให้แจกเงินทันที โดยระบุว่า “ไม่งั้นได้นายกฯเท้งแน่” พร้อมเหน็บว่า “แจก 20,000 เลยก็ได้ ยังไงก็ได้นายกฯเท้งเหมือนเดิม”
นางสาวศิริกัญญา ตั้งข้อสังเกตถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 157,000 ล้านบาท โดยเฉพาะงบจากกระทรวงมหาดไทย ที่มีทั้งโครงการศูนย์บำบัดยาเสพติด 5,484 ล้านบาท, MOU EXPO 288 ล้านบาท และโครงการด้าน AI เช่น AI HUB จังหวัดบึงกาฬ 200 ล้านบาท งบ AI จ.เชียงราย 867 ล้านบาท โดยทั้งหมดสอดคล้องกับนโยบายที่นายกรัฐมนตรีเพิ่งประกาศ รวมถึงประเด็นยาเสพติดที่นายทักษิณ ชินวัตร กล่าวถึง ทำให้เธอตั้งคำถามว่า “หรือข้าราชการรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการเปลี่ยนนายกฯ ถึงได้จัดงบเอาใจขนาดนี้?”
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงโครงการ “กองทุนหมู่บ้าน SML” งบ 6,000 ล้านบาท ที่ยังไม่ถูกนำไปใช้แม้จะเหลือเวลาอีก 4 เดือนของปีงบประมาณ พร้อมวิจารณ์ว่าร่างงบฯ ปี 69 ยังคงเป็น “สูตรเดิม” ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่รายจ่ายประจำกลับลดลงต่ำสุดในรอบ 18 ปี แม้จะเป็นการลดเพื่อแลกกับงบขาดดุลถึง 153,000 ล้านบาท
ส่วนของงบรายจ่ายลงทุน 570,000 ล้านบาท พบว่าส่วนใหญ่ใช้ในด้านที่ดินและสิ่งก่อสร้าง เช่น ถนน 178,676 ล้านบาท, ระบบจัดการน้ำ 80,487 ล้านบาท, อาคารราชการ 30,686 ล้านบาท ทั้งที่ในอดีตหลายโครงการถูกทิ้งงาน เช่น ศาลแขวงพระนครเหนือ งบ 1,377 ล้านบาท และโครงการของ กสทช. ที่ผู้รับเหมาทิ้งงานนานถึง 3 ปี
นางสาวศิริกัญญา ยังเสนอแนวทางปรับโครงสร้างการจัดงบประมาณใหม่ เพื่อป้องกันคอร์รัปชัน ได้แก่ ยุติการอุ้มผู้รับเหมาชั้นพิเศษ, เปิดให้มีการแข่งขันเสรี, ล้างบางบริษัทขาประจำผ่านแพลตฟอร์มกรมบัญชีกลาง, ยกเลิกการซอยโครงการ, ใช้อีบิดดิ้งอย่างจริงจัง และวางยุทธศาสตร์การลงทุนให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่ “แบ่งเค้ก”
ทั้งนี้นางสาวศิริกัญญา ยืนยันว่า ฝ่ายค้านจะเดินหน้าตรวจสอบงบประมาณในชั้นกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการอย่างเต็มที่ โดยจะพยายาม “ลด เลิก เลื่อน” โครงการที่ไม่จำเป็นหรือสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต แม้รัฐบาลอาจไม่เปิดรับความร่วมมือ แต่ฝ่ายค้านจะยังคงทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรี เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน
“พิพัฒน์” แจง งบ ก.แรงงาน 6.8 หมื่นล้าน ลุยอัพสกิล–เยียวยาลูกจ้าง–ปล่อยกู้หนุนผู้ประกอบการ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนชี้แจงรายละเอียดการใช้งบประมาณของกระทรวงแรงงาน ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
นายพิพัฒน์ เผยว่า งบประมาณของกระทรวงแรงงานปีนี้อยู่ที่ 68,169 ล้านบาท แม้หลายหน่วยงานจะถูกปรับลดงบประมาณ แต่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้รับงบเพิ่มขึ้นกว่า 500 ล้านบาท เนื่องจากยุคปัจจุบันต้องเร่งรีสกิล อัพสกิลแรงงาน โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ
ส่วนสำนักงานประกันสังคมที่งบถูกลดลงมากที่สุด นายพิพัฒน์ชี้แจงว่า เป็นเพราะมีเงินกองทุนสะสมอยู่แล้ว และที่ผ่านมาใช้จ่ายจริงเพียงร้อยละ 2 จากสิทธิที่สามารถใช้ได้ถึงร้อยละ 10 ของกองทุน โดยการใช้งบของประกันสังคมจะต้องผ่านอนุกรรมการ 16 คณะที่แต่งตั้งโดยบอร์ดประกันสังคม
ในประเด็นการเยียวยาลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงได้ตั้งคณะทำงานศึกษาร่วมโดยมีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน ร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม โดยมีแนวทางเสนอให้นายจ้างสมทบเงิน 0.05% เข้ากองทุนเงินทดแทน แทนแผนเดิมที่เก็บ 0.25% เพื่อช่วยเยียวยาลูกจ้างในกรณีเลิกจ้าง
หากเกิดข้อพิพาทขึ้นจริง กรมสวัสดิการฯ จะเป็นเจ้าภาพฟ้องร้องแทนลูกจ้าง โดย นายพิพัฒน์กล่าวว่า “เราเห็นตรงกันว่าการปล่อยให้ลูกจ้างไปสู้คดีเอง โอกาสชนะน้อยมาก” ทั้งนี้ กระบวนการทั้งหมดจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย และต้องการความร่วมมือจากทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านเพื่อให้ผ่าน 3 วาระรวด
นายพิพัฒน์ ยังเผยว่า อีก 24,000 ล้านบาทจะนำไปสนับสนุนแรงงานตามมาตรา 33, 39 และ 40 เพื่อสร้างอาชีพอิสระและรายได้เสริม โดยอยู่ระหว่างหารือกับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมี 2 แห่งที่ตอบรับแล้ว
พีระพันธุ์ เตรียมจับมือ ก.อุตสาหกรรม แก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์ม
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระแรก โดยได้ชี้แจงเกี่ยวกับราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำว่า การกำหนดราคาน้ำมันปาล์มไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบหลักของกระทรวงพลังงาน แต่ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้ให้การช่วยเหลือในยามที่ราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำ โดยการนำน้ำมันปาล์มมาผสมในน้ำมันดีเซลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ซึ่งกระทรวงพลังงานก็ได้ดำเนินการช่วยเหลือมาโดยตลอด และเตรียมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำในรูปแบบเดียวกับอ้อยและน้ำตาล นอกจากนั้น เร็วๆ นี้ กระทรวงพลังงานได้เตรียมเสนอกฎหมายควบคุมกิจการน้ำมัน เพื่อให้ราคาน้ำมันขายปลีกอยู่ในราคาที่เหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ในส่วนของการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ กระทรวงพลังงานได้เร่งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการลดขั้นตอนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ตามบ้านอยู่อาศัยและอาคารสำนักงาน และเตรียมจัดหาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะ Inverter ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญและมีราคาสูง กระทรวงพลังงานก็จะเตรียมประสานกับผู้ผลิตให้สามารถจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด และในส่วนของเกษตรกร กระทรวงพลังงานจะใช้กลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ให้เตรียมงบประมาณเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรได้เข้าถึงการใช้โซลาร์เซลล์กับเครื่องสูบน้ำทางเกษตรเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายต้นทุนในการทำการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
และในเรื่องสุดท้าย แม้กระทรวงพลังงานจะไม่มียุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ในทางปฎิบัติ กระทรวงพลังงานก็พร้อมดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานภาคพลังงานตอบสนองกับนโยบาย Carbon Neutrality และ Net Zero ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศและของโลก
“สุทิน” ป้องงบ 69 กู้ฟื้นเศรษฐกิจไม่ผิด ชมรัฐคิดนอกกรอบ วอนอย่าตัดงบกองทัพ
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายในฐานะตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลรายสุดท้าย โดยชี้แจงภาพรวมของร่างงบประมาณใน 4 กรอบหลัก ได้แก่ ความถูกต้องตามกฎหมาย ความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ การตอบโจทย์ปัญหาประชาชน และความเห็นของสมาชิกสภาในฐานะตัวแทนประชาชน แม้งบปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท จะยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด และเป็นงบขาดดุลกว่า 8 แสนล้านบาท แต่ก็จำเป็นต้องกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พร้อมยืนยันว่าการกู้เงินในกรอบวินัยการคลังไม่ใช่เรื่องผิดหรือเลวร้าย หากใช้เงินกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในทิศทางที่ถูกต้อง พร้อมเปรียบเทียบว่าในอดีตเคยมีช่วงที่ไม่ต้องกู้ คือช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ในภาวะปัจจุบันมีข้อจำกัด จึงต้องบริหารอย่างสมดุลโดยรัฐบาลมีความพยายามลดรายจ่ายประจำ แม้เพียง 1% แต่ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี และชื่นชมรัฐบาลที่คิดนอกกรอบในการใช้งบลงทุน เช่น การใช้เงินนอกงบประมาณ การดึงเอกชนหรือสถาบันการเงินรัฐเข้ามามีส่วนร่วม แทนการใช้ภาษีประชาชนอย่างเดียว
ในด้านยุทธศาสตร์ชาติ นายสุทิน กล่าวว่า รัฐบาลจัดงบให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาระยะที่ 2 โดยเฉพาะการเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเห็นได้จากการเพิ่มงบด้านการศึกษา แม้เด็กจะลดลง แต่รัฐไม่ลดงบรายหัว ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะ “ทุนมนุษย์” เป็นรากฐานสำคัญของประเทศ
สำหรับโจทย์เศรษฐกิจ นายสุทิน กล่าวว่ารัฐบาลเข้าใจปัญหา โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นภาระหนัก พร้อมชื่นชมที่รัฐบาลพยายามหา “รายได้ใหม่” ผ่านนโยบายเชิงรุก เช่น ซอฟต์พาวเวอร์ ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ และการส่งเสริมการลงทุนจากเอกชน แม้จะถูกวิจารณ์ว่ายังไม่แรงพอ แต่ถือว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้อง
นายสุทิน ยังตอบโต้ข้อวิจารณ์เรื่อง “งบกลาง” ที่ปีนี้ลดลงเหลือประมาณ 6 แสนล้านบาทว่า แม้ตัวเลขจะน้อยลง แต่สะท้อนถึงการกระจายงบไปให้หน่วยรับงบโดยตรงมากขึ้น พร้อมย้ำว่าหากเกิดวิกฤต ยังสามารถตั้งงบกลางปีเพิ่มเติมได้ ขณะที่ในประเด็นที่ฝ่ายค้านอภิปรายว่าเกษตรกรรายได้ตกต่ำ และ SME กำลังล้ม นายสุทิน ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง และรัฐบาลมีแผนรองรับทั้งในและนอกงบประมาณ เช่น การออกซอฟต์โลน การหาตลาดใหม่ การเจรจา FTA และมาตรการป้องกัน SME ต่างชาติ พร้อมระบุว่าแผนเหล่านี้ต้อง “เกิดจริง” เพื่อเห็นผล
สำหรับงบกองทัพ นายสุทิน กล่าวว่า ต้องดูตามบริบทของโลก หากสถานการณ์ตึงเครียด เช่น ภูมิรัฐศาสตร์ไม่แน่นอน ก็ไม่สามารถตัดงบได้โดยง่าย พร้อมฝากกรรมาธิการงบประมาณว่า หากงบส่วนใดไม่เกี่ยวกับความมั่นคงจริงๆ ควรตัด แต่หากเกี่ยวข้องกับการเตรียมพร้อมรับภัยคุกคาม ควรพิจารณาให้เหมาะสม
ไม่มีรัฐบาลไหนต้องการจัดงบละเลยประชาชน ทุกฝ่ายต่างต้องการเห็นประเทศเดินหน้า เศรษฐกิจขยายตัว และประชาชนมีความสุข แต่ติดข้อจำกัดหลากหลาย ทั้งงบประมาณ เวลา และสถานการณ์โลก จึงขอให้สมาชิกสภาฯ ใช้วิจารณญาณในการโหวตร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้ผ่านวาระแรก เพื่อเปิดทางให้พิจารณาในรายละเอียดต่อไปในวาระสองและสาม นายสุทิน กล่าว
“อนุทิน” ปัดตอบปม “ทักษิณ” จ่อชิงเก้าอี้มหาไทย
เวลา 14:39 น.ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เข้าร่วมประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 โดยผู้สื่อข่าวพยายามขอสัมภาษณ์กรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีว่าขอทวงกระทรวงมหาดไทยคืนให้พรรคเพื่อไทย
นายอนุทิน เดินเล่นเร็วผ่านวงนักข่าว พร้อมปฏิเสธการให้สัมภาษณ์เนื่องจากปวดท้อง และใช้มือกุมไปที่บริเวณท้อง
ผู้สื่อข่าวยกคำตอบของนายทักษิณที่บอกว่า กระทรวงมหาดไทยยังไม่มีผลงานนั้น นายอนุทิน ตอบว่า มีการจับบุหรี่เถื่อน ซึ่งวันนี้ขอให้ติดตามข่าว ส่วนจะยึดกระทรวงมหาดไทยจะทำได้หรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังบอกว่าไม่มีอะไร เดี๋ยวรอถามท่านนายกฯ ดู ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า จะเป็นเหตุให้ถอนออกจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน ตอบเพียงว่า มันยังไม่มีอะไร ตอนนี้ยังไม่มีการพูดคุยอะไรเลย
ถามย้ำว่าน้อยใจหรือไม่ นายอนุทิน เอามือจับที่ศีรษะ ก่อนตอบกลับว่า “หัวล้านหรือเปล่า” พร้อมไล่สื่อให้ออกจากสื่อ พร้อมย้ำอีกว่า ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกับนายกฯ เลย ท่านก็บอกว่าไม่มีอะไรผู้สื่อข่าวถามว่าได้พูดคุยกับนายทักษิณแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ต้องคุยกับนายกฯ สิครับลูกพี่” พร้อมโบกมือลาสื่อ ก่อนจะย้ำว่า “ปวดท้อง”
จากนั้น เวลา 14.47 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงอาคารรัฐสภา โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล และการเช็กเสียงสนับสนุนก่อนลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ด้านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใด ๆ โดยให้เหตุผลว่า เวลากระชั้นชิดกับเวลาประชุม และเมื่อถูกถามย้ำถึงการประสานเสียงโหวตกับพรรคร่วม นายกรัฐมนตรีเพียงแตะที่ลำคอ พร้อมกล่าวสั้น ๆ ว่า “เจ็บคอ” ก่อนเดินขึ้นไปยังห้องประชุม
พรรคประชาชน แนะ ‘สำนักพุทธฯ’ ให้วัดทำบันทึกบัญชีมาตรฐาน
นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.จ. นครราชสีมา พรรคประชาชน อภิปรายเกี่ยวกับงบของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่า วัดกลายเป็นแหล่งกระทำความผิดเกี่ยวกับเงิน เพราะไม่มีการตรวจสอบที่ดีรวมถึงมีกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับเงินสดเงินบริจาค การเช่าวัตถุมงคลต่างๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้คือไม่มีการกำกับดูแลดีพอในเรื่องบัญชี จากการไปพูดคุยจากเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ ตนได้ข้อมูลว่าเจ้าอาวาส พระ กรรมการวัด ทั้งหลายไม่ได้ถนัดที่จะทำบัญชี ซึ่งในทางปฏิบัติการจัดทำรายรับรายจ่ายของวัดนั้น เป็นเพียงบัญชีที่บันทึกเอาไว้เท่านั้นและไม่มีความซับซ้อนใดๆเป็นไปตามมาตรฐานทางบัญชี ในแต่ละสิ้นสุดของปีบางครั้งวัดก็จะบอกแค่ยอดรวมๆ ซึ่งการกำกับการดูแลเปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับบัญชีรับจ่ายของวัดยังไม่ได้ระบุชัดเจนเพราะกำหนดไว้เพียงให้จัดทำบัญชีวัด 2 เล่ม ได้แก่สมุดเงินสด และบัญชีแยกประเภท ซึ่งเมื่อจัดทำบัญชีทั้ง 2 เล่มแล้วให้เก็บรักษาไว้ที่วัดเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบในการขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ขอเป็นวัดพัฒนาและเผื่อมีชาวบ้านร้องเรียนเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีการกำหนดให้เผยแพร่ให้รับรู้รับทราบหรือตรวจสอบได้โดยทั่วไป และถือเป็นจุดเสี่ยงที่วัดจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดได้ และหากสำนักพุทธฯ ปล่อยวัดเป็นเช่นนี้ ชาวพุทธที่มีปัญญาคงไม่มีใครทำบุญกับวัดอีกแล้ว ไปทำบุญกับคนที่ควรได้หรือองค์กรที่โปร่งใสจะดีกว่า
นายฉัตร กล่าวต่อว่า ตนขอเสนอสามข้อเพิ่มเติมแนวทางการทำบัญชีเงินวัดคือ 1. กำหนดให้สำนักพุทธฯ จัดทำแบบบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายทุกวัดให้มีมาตรฐาน และมาตรฐานเดียวกันทุกวัด 2. วัดต้องนำส่งบัญชีให้สำนักพุทธฯ จังหวัดทุกรอบหนึ่งเดือน และวัดต้องติดประกาศเผยแพร่ให้สาธุชนสามารถตรวจสอบได้ และ 3. กำหนดให้สำนักพุทธฯแต่ละจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนจะได้ไปตรวจสอบการทำบัญชีของทุกวันในเขตพื้นที่และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ รวมถึงต้องเปลี่ยนแนวคิดทำนุบำรุงทางกายภาพ เช่น เอาภาษีมาสนับสนุนเงินสร้างวัดปฏิสังขรณ์เสนาสนะ ซึ่งเป็นปัญหาไม่รู้ว่าหลักเกณฑ์หลักเลือกวัดที่ได้รับงบประมาณเป็นอย่างไร เปลี่ยนมาเป็นการตั้งงบเพื่อช่วยเหลือและตรวจสอบบัญชีของวัดดีกว่า
นายฉัตร กล่าวว่า งบเงินอุดหนุนการตรวจการคณะสงฆ์และตรวจตราพระสงฆ์ที่มีอาจาระไม่สมควรแก่สมณวิสัยและส่งเสริมการปฎิบัติงานของพระวินยาธิการ โดยในปี 62 มีงบประมาณเกือบ 13 ล้านบาท และเริ่มลดน้อยลงในปีถัดๆไป อาจจะเป็นเพราะภาวะโควิด-19 ซึ่งงบพระวินยาธิการ เป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้พระมือปราบที่มีจิตอาสาได้รับมอบหมายจากพระเถระให้เป็นผู้ตรวจตราสอดส่องคณะสงฆ์ และตั้งสังเกตว่าหากเราสนับสนุนส่งเสริมการทำงานของพระวินยาธิการจะดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งมีความแตกต่างหากเปรียบเทียบกับตำรวจชั้นผู้น้อย ทางตำรวจมือปราบจะมีเงินเดือน มีสินบนนำจับ แต่พระมือปราบไม่มี
“ทำบัญชีวัดโดยกำหนดมาตรฐานชัดเจน ทำระบบให้โปร่งใสตรวจสอบได้ สนับสนุนให้การทำงานของพระวินยาธิการมีประสิทธิภาพเข้มแข็งจึงเป็นการใช้ภาษีอย่างมีประโยชน์ ตรงวัตถุประสงค์ไม่ต้องอุดหนุนสร้างบูรณะวัดให้มากมาย ประชาชนชาวพุทธที่เลื่อมใสศรัทธาในวัด จะทำบุญกับวัดทำนุบำรุงพระศาสนามากขึ้นเอง” นายฉัตร กล่าว
จากนั้นนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงกรณีมีการอภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณสำนักพระพุทธศาสนา ว่า เรื่องวัดไร่ขิงที่เป็นที่สนใจของประชาชนเบื่องต้นหากดูพื้นฐานเงินที่เกี่ยวกับวัดจะมีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับเงินที่นำไปบริจาคและทรัพย์สินที่เกิดจากการจัดกิจกรรม ซึ่งปัญหาที่เกิดจากวัดไร่ขิงจะพบว่ามีที่ดินจำนวนมาก แต่ละปีวัดจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ มีการให้เช่าที่ ซึ่งตนทราบว่าราคาเช่าค่อยข้างแพงและรายได้จากการทำกิจกรรมประเภทนี้ค่อนข้างมาก แต่กลับไม่มีการทำบัญชีอย่างเป็นทางการเพื่อให้เกิดการตรวจสอบ แม้จะมีกฎกระทรวงที่ต้องส่งบัญชีให้กับมหาเถระสมาคม หรือสำนักพุทธฯ ได้ดู ซึ่งตนได้ดูว่าเรื่องนี้ไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม หากดูในอดีตวัดที่เกิดปัญหาจะมีการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้จึงทำให้มีทรัพย์สินมากขึ้น จนในที่สุดเกิดการทะเลาะกันของฝ่ายต่างๆ นอกจากนี้ ตนได้เข้าไปคุยกับพระผู้ใหญ่หลายรูปและพบว่าพระเองก็ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งและจะมีปัญหาและจะทำให้เสียผู้เสียคนหากมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี รวมถึงเรื่องผู้หญิง ทั้งนี้ ตนได้ไปค้นในรัฐธรรมนูญก็พบว่าสิ่งไม่เคยมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญคือ ต้องมีกลไกและมาตรการในป้องกันไม่ให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการและกลไกดังกล่าวด้วย
นอกจากนี้ สำหรับอำนาจสำนักพุทธฯ ไม่ได้มีอำนาจไปบังคับบัญชาได้โดยตรง เพราะมีกฎระเบียบ กฎหมายคณะสงฆ์กำกับดูแลอยู่ ซึ่งหน้าที่ของเรามีแค่เข้าไปประสานให้กิจการของพระพุทธศาสนาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีอำนาจในการตั้งงบประมาณ ซึ่งงบประมาณในปีนี้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และมีการให้นโยบายไปด้วยว่าจะต้องมีการออกระเบียบให้ชัดเจนสำหรับการนำเงินงบประมาณนี้ไปช่วยวัดต่างๆ ว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้พบว่ามีการประสานงบประมาณในการจัดทำเมรุเผาศพจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้จะดำเนินการอย่างไร จึงต้องมีการออกระเบียบกฎเกณฑ์ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเกิดขึ้นเหมือนในอดีต
“พิพัฒน์” มั่นใจ ภูมิใจไทยโหวตรับงบฯ 69 ตามมารยาทพรรคร่วม
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และแกนนำพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ว่าจะรับหรือไม่ หลังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาทวงคืนกระทรวงมหาดไทย ว่า ส่วนตัวเชื่อว่าพรรคจะโหวตรับหลักการ แต่ก็ต้องรอหัวหน้าพรรคภท.แต่เชื่อว่า เป็นพรรคร่วมรัฐบาลโดยมารยาทต้องโหวต ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่โหวต มั่นใจว่าพรรคภท.โหวตให้ทั้งพรรค
เมื่อถามว่า นายทักษิณ ระบุจะทวงคืนกระทรวงมหาดไทย จะเป็นการบั่นทอนการทำงานของพรรคร่วมหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ บอกแล้วว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของพรรคร่วม กระทรวงต่างๆที่พวกเราดูแลก็ได้รับงบประมาณเช่นกัน ดังนั้น โดยมารยาทเรื่องของงบประมาณเราต้องโหวตให้กับรัฐบาล แต่ส่วนอื่นตนไม่ขอพูดถึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ และตนยังไม่ได้เจอหรือพูดคุยหัวหน้าพรรค
ชาดา จวกงบลงทุน 7 แสนล้าน ไม่ถึงมือประชาชน ชี้แบงก์-กลุ่มทุนได้ประโยชน์แทน
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นอภิปรายในประเด็นโครงสร้างงบลงทุน โดยชี้ว่า งบลงทุนในปีนี้มีมูลค่าราว 700,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้กว่า 475,000 ล้านบาท เป็นงบก่อสร้าง แต่กลับไม่สามารถกระจายเม็ดเงินลงสู่ระดับล่างได้จริง ทั้งยังกลายเป็นช่องทางที่ธนาคารพาณิชย์และกลุ่มทุนบางกลุ่มได้ประโยชน์มากกว่าประชาชน
นายชาดา เผยว่า การค้ำประกันสัญญาและค่าธรรมเนียมที่ธนาคารเรียกเก็บจากโครงการภาครัฐ ส่งผลให้เงินงบลงทุนกว่า 5–10% ไหลกลับไปยังระบบธนาคาร และยังตั้งข้อสังเกตถึงการเบิกจ่ายล่วงหน้า 15% ที่ทำให้ธนาคารสามารถหักค่าค้ำประกันไปก่อนถึง 3% โดยไม่เกิดประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชน
นายชาดา ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการก่อสร้างในปัจจุบันมีการจ้างแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก ทำให้เงินไม่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น ขณะเดียวกัน งบประมาณแผ่นดินก็ยังเน้นกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนและชนชั้นกลางถึงบน จึงเสนอว่ารัฐบาลควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ทั่วถึงกว่านี้ เช่น การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเคยไม่เห็นด้วย แต่ขณะนี้เห็นว่าจำเป็น
นายชาดา กล่าวว่า หากรัฐบาลไม่สามารถดำเนินนโยบายได้ตามที่ประกาศไว้ ก็ไม่ควรรอใกล้เลือกตั้งค่อยแจก พร้อมย้ำว่า “ถ้าไม่แจก เขามาแน่ครับ นายกเท้ง” พร้อมเตือนให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจเชิงรุก เพราะ “คนอื่นมีเยอะที่เขาทำได้”
ส่วนปัญหาสิ่งแวดล้อมและฝุ่น PM2.5 นายชาดา เสนอว่า คงรให้หน่วยงานรัฐหันมาใช้รถไฟฟ้าเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะรถราชการในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังใช้น้ำมันทั้งที่สามารถเปลี่ยนมาใช้ระบบไฟฟ้าได้ทันที เพื่อเป็นตัวอย่างแก่สังคมและช่วยประหยัดงบประมาณในระยะยาว
นายชาดา กล่าวถึงปัญหาในการบริหารงบของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) โดยเปรียบเปรยว่า “เหมือนคุณพ่อของงบประมาณน้ำ” เพราะกลายเป็นหน่วยงานที่ไม่เพียงทำหน้าที่ด้านวิชาการ แต่ยังชี้ขาดงบโครงการน้ำทั่วประเทศ ซึ่งบางครั้งระบบตรวจสอบกลับไม่ชัดเจน พร้อมเสนอให้มีการปรับปรุงระเบียบและโครงสร้างการทำงานของ สทนช.
นายชาดา ทิ้งท้ายด้วยการเตือนรัฐบาลให้เตรียมรับมือพฤติกรรมฝนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยกตัวอย่างน้ำท่วมใหญ่ที่อุทัยธานีจากฝนตกนิ่งเป็นเวลานาน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเชื่อว่าแนวโน้มในอนาคตจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มากขึ้นเพราะฝนในยุคใหม่ไม่ใช่ฝนแบบเดิมอีกต่อไป ตกเป็นกลุ่ม ตกนิ่ง ตกนาน ไม่มีลม ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหนักหน่วง พร้อมย้ำว่า รัฐบาลต้องเตรียมแผนป้องกันอย่างเป็นระบบ ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนควบคุมไม่ได้
ชวน หลีกภัย อัดงบซ่อม ฮ.ตำรวจ หวั่นมีทุจริต
นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยกล่าวถึงอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ประสบเหตุตก จนทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 3 นาย โดยเฉพาะ ร.ต.อ.ทรงพล เงินยวง ซึ่งเป็นชาวจังหวัดตรัง และเป็นบุคคลที่นายชวนรู้จักคุ้นเคยมาตั้งแต่รุ่นปู่
นายชวน เผยว่า รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเห็นว่าแม้ไม่สามารถนำชีวิตผู้สูญเสียกลับคืนมาได้ แต่รัฐไม่ควรปล่อยให้การสูญเสียนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีการแก้ไข พร้อมเปิดเผยสถานะของฝูงบินสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีเฮลิคอปเตอร์ทั้งหมด 71 ลำ แต่สามารถใช้งานได้จริงเพียง 24 ลำ อีก 27 ลำอยู่ระหว่างซ่อม และ 20 ลำรอปลดประจำการ
นายชวน ย้ำว่า หนึ่งในลำที่ยังใช้งานได้คือเครื่องที่ประสบเหตุเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม และมีเจ้าหน้าที่ส่งข้อความเตือนว่า “เครื่องไม่พร้อมใช้งาน” ก่อนบินไม่นาน ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงระบบของการบำรุงรักษาและความปลอดภัยของเครื่องบินตำรวจ
นายชวน ยังเสนอว่า งบประมาณซ่อมบำรุงที่ตั้งไว้ปีละ 950 ล้านบาท ควรมีการทบทวนและจัดสรรให้เพียงพอ ขณะเดียวกันก็มีข้อสังเกตจากอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ว่า อาจมีการแสวงหาผลประโยชน์จากงบซ่อมบำรุง โดยเฉพาะในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงเห็นควรให้ตรวจสอบอย่างจริงจังเพื่อความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ที่สุจริต
ทั้งนี้ นายชวน เผยว่า ยังมีปัญหาเรื่องระบบซ่อมที่ไม่เป็นเอกภาพ เนื่องจากสำนักงานตำรวจใช้เครื่องบินหลายยี่ห้อ ทำให้ไม่มีระบบซ่อมที่เป็นมาตรฐานเหมือนหน่วยงานอื่น นายชวนจึงฝากให้กรรมาธิการที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร่งด่วน พร้อมหวังว่าเหตุสูญเสียครั้งนี้จะเป็น “ครั้งสุดท้าย” ที่เกิดขึ้นจากความบกพร่องของเครื่องมือ ไม่ใช่ความประมาทในการปฏิบัติหน้าที่
เอกนัฏลั่น! แจงงบปี 69 เร่งขจัดธุรกิจสีเทา-รีไซเคิลลวงโลก
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ชี้แจงในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ชี้แจงในการพิจารณางบประมาณปี 2569 ว่าปัญหากากอุตสาหกรรมเป็นวิกฤตสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะธุรกิจที่อ้างว่าทำรีไซเคิลหรือจัดการของเสีย แต่กลับสร้างภาพลักษณ์หลอกลวงและทิ้งของเสียก่อมลพิษ เช่น กรณีบริษัท วิน โพรเสส จ.ระยอง ที่พบว่าไม่เคยแปลงของเสีย แต่ปล่อยกากอุตสาหกรรมกองมหึมา สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
เขาย้ำว่า ไม่สามารถปล่อยให้ธุรกิจสีเทาเหล่านี้ได้รับการอุดหนุนจากงบประมาณภาษีประชาชน พร้อมยืนยันว่ารัฐจะดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด โดยล่าสุดได้แจ้งความและเตรียมส่งสำนวนให้ DSI แล้ว
สำหรับงบประมาณปี 2569 ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า จาก 17 ล้านบาท เป็น 140 ล้านบาท พร้อมงบผูกพันอีกกว่า 400 ล้านบาทในปีถัดไป เพื่อเร่งจัดการปัญหากากอุตสาหกรรมในหลายจังหวัด เช่น อยุธยา ราชบุรี รวมถึงงบกลางเพิ่มเติมสำหรับแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกกว่า 100 ล้านบาท
นายเอกนัฏย้ำว่ารัฐจะเดินหน้าจัดการธุรกิจผิดกฎหมายและเตรียมแก้ไข พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรมให้เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว และเปิดทางให้นักลงทุนที่มีคุณภาพเข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน
ช่างภาพพีพีทีวี
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
“ภัณฑิน-ภัณฑิน” พาทัวร์สภาฯ เอง ไม่ร่วมคณะ “พิเชษฐ์” เพราะจุดยืนต่างกัน
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 31 พ.ค. 68 ที่รัฐสภา นายภัณฑิน น่วมเจิม ส.ส.กรุงเทพมหานคร พร้อมนางสาวภัสริน รามวงศ์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์หลังจากที่ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ระบุว่านายภัณฑินปฏิเสธการเดินตรวจอาคารรัฐสภาร่วมกัน
นายภัณฑิน กล่าวว่าตนได้รับการเชิญจริง โดยนายพิเชษฐ์เดินมาหาตนที่ห้องรับประทานอาหารหลังประชุมเสร็จ แต่ตนอยากให้ นายพิเชษฐ์ชี้แจงกับสาธารณะ เพราะแต่ละคนมีความเห็นต่างกัน
นอกจากนี้ พรรคประชาชนเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบกรณี นายพิเชษฐ์โยกงบประมาณไปยังจังหวัดเชียงราย ซึ่งอาจผิดรัฐธรรมนูญตามมาตรา 144 และขัดต่อระเบียบของรัฐสภาและกระทรวงการคลัง ซึ่งตนมองว่าไม่เหมาะสม หากพรรคจะยื่นตรวจสอบแต่ตนเองต้องมาแถลงข่าวและเดินดูสภาฯ ร่วมกัน อีกทั้งอาคารรัฐสภาเป็นสถานที่สาธารณะ ไม่จำเป็นต้องมี
นายพิเชษฐ์พาไปดู ตนสามารถพาทุกคนไปได้เอง ทั้งนี้ตนได้ตั้งคำถามถึงการปรับปรุง “ศาลาแก้ว” ว่าสุดท้ายกระบวนการจะเป็นอย่างไร เพราะทราบแค่ว่าจะติดแอร์ แต่นายพิเชษฐ์ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียด โดยตนได้ข่าวว่า ศาลาแก้วและประติมากรรมเสาปูนด้านหน้าอาคารรัฐสภาจะถูกรื้อออกทั้งหมด และมีโครงการอัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มาประดิษฐานด้านหน้าอาคารรัฐสภา ใช้งบประมาณกว่า 30 ล้านบาท
ส่วนเรื่องอื่น ๆ นายพิเชษฐ์มักจะพูดว่า “แค่” เท่านั้น เช่นแค่ไม่กี่พันล้าน ตนมองว่าไม่ใช่แค่นั้น และถือเป็นการดูถูกประชาชน ไม่ว่าจะเทียบกับกระทรวงไหน เงินบาทเดียวก็คือเงินโครงการต่าง ๆ ในสภาฯ ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน แต่ที่ควรจับตาคือการสอบสวนเรื่องการโยกงบประมาณไปยังจังหวัดเชียงราย โดยมีการให้ทีมที่ปรึกษาร่างโครงการ แม้ว่าฝ่ายกฎหมายจะแจ้งว่าเข้าข่ายผิดกฎหมาย แต่ก็ยังเสนอจนเหลือ 3 โครงการ เสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) และท้ายที่สุดก็ได้รับการอนุมัติวงเงิน 100 ล้านบาท
นางสาวภัสรินก็ได้ตั้งคำถามว่า เหตุใดงบประมาณกว่า 87% ลงไปยังจังหวัดเชียงราย ซึ่งตนเห็นว่าแบบฟอร์มต่าง ๆ มีลักษณะคล้ายกัน ทั้งลายหมึกปากกาและวันเวลา เหมือนเขียนโดยบุคคลคนเดียวกัน
นายภัณฑินย้ำว่าสภาฯ ไม่สามารถใช้เงินได้ เพราะหน้าที่คือการตรวจสอบและออกกติกา หากฝ่ายนิติบัญญัติใช้เงินเองก็เท่ากับฝ่ายบริหารและฝ่ายตรวจสอบรวมอยู่ด้วยกัน ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น ตามที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เคยระบุว่าการทุจริตไม่จำเป็นต้องลงมือใช้เงิน แต่เพียงแค่ “เจตนา” ก็เพียงพอแล้ว
“เมื่อถามถึงความจำเป็นและที่มาของหลักการ ท่านก็ไม่ได้ตอบ ท่านตอบแค่เรื่อง ‘ศักดิ์ศรี’ ว่าเราต้องมีศักดิ์ศรีในฐานะผู้แทนราษฎร แต่ศักดิ์ศรีจะมีได้ ก็ต่อเมื่อตรวจสอบงบประมาณอย่างเข้มข้น ผมจะไม่อายประชาชน แต่ท่านพูดตลอดว่าสภาต้องใหญ่ที่สุดในโลก มันจะบ้าไปแล้วหรือไง รีสอร์ตแอนด์สปาบ้าง ‘สัปปายะสภาสถานเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ ท่านจินตนาการไปเรื่อย ตนไม่อยากเสียมารยาทไปร่วมเดินกับนายพิเชษฐ์ เพราะจุดยืนของเราต่างกันชัดเจน จะมาพาทัวร์อะไร”
จากนั้น นายภัณฑิน และ นางสาวภัสริน ได้พาสื่อมวลชนเดินทัวร์อาคารรัฐสภา โดยจุดแรกคือ “ศาลาแก้ว” ซึ่งนางสาวภัสรินระบุว่า หากจะติดแอร์ต้องมีการปลูกป่าทดแทน 30 ไร่
ในขณะที่พิพิธภัณฑ์รัฐสภาที่คล้ายกับสถานที่ร้าง ไม่มีผู้เข้าเยี่ยมชม อาจเปิดเฉพาะกลุ่มนักศึกษาหรือผู้ที่นัดหมายล่วงหน้า ทั้งที่กำลังจะของบ 99 ล้านบาท แต่ไม่มีตัวชี้วัดความสำเร็จ ตนจึงไม่มั่นใจว่าหากใช้งบแล้วจะมีผู้เข้าชมจริงหรือไม่
ส่วนพื้นที่ด้านในพิพิธภัณฑ์ที่มีพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ประดิษฐานอยู่ มีการปรับปรุงโดยการนำนั่งร้านมาตั้งขึ้น โดยอ้างว่าเพื่อซ่อมกระจกด้านบน แต่เมื่อสอบถามแม่บ้านกลับได้รับคำตอบว่าเป็นเพียงการเช็ดกระจกเท่านั้น จึงอยากให้นายพิเชษฐ์ออกมาชี้แจง
นางสาวภัสรินยังกล่าวถึงโครงการสร้าง “ท่าเรือรัฐสภา” พร้อมโรงจอดเรือ งบประมาณ 150 ล้านบาท โดยตั้งคำถามว่าไม่แน่ใจว่าเป็นเรือยอร์ชหรือเรือครูซ และอยากทราบว่าใครเป็นผู้ใช้งาน ก่อนที่ทั้งสองจะพาสื่อมวลชนเดินชมพื้นที่บริเวณศาลาแก้วและพิพิธภัณฑ์ภายในอาคารรัฐสภา
“พิเชษฐ์” ยันไม่ได้โยกงบ ไม่กลัวถูกร้องศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมให้ตรวจสอบ
เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 31 พ.ค. 68 ที่รัฐสภา นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่หนึ่ง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีงบปรับปรุงรัฐสภาที่มีการตั้งคำถามว่ามากไปหรือไม่ และพรรคประชาชน (ปชน.) เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ว่านายพิเชษฐ์ทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 69 จากข้อกล่าวหาโยกย้ายงบประมาณ
ในส่วนเรื่องงบรัฐสภา ซึ่งมีฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่ามีการวางงบประมาณปรับปรุงที่ไม่มีการใช้จ่ายจริง นายพิเชษฐ์บอกว่า หลังจากมีการอภิปรายเรื่องงบประมาณของรัฐสภาตามที่เป็นข่าว ตนได้นัดกับสมาชิกที่ทำการอภิปราย
ได้แก่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ กับ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน ซึ่งเป็นการโทรติดต่อและนัดหมาย โดยตอนแรกจะเป็นการเดินตรวจสภาตั้งแต่เมื่อวาน (30 พ.ค. 2568) แล้ว
แต่นายพริษฐ์บอกว่าไม่ว่างต้องเตรียมตัวอภิปราย ตนจึงบอกว่าไม่เป็นไรเตรียมตัวอภิปรายให้แล้วเสร็จ แล้วค่อยมานัดกันในวันนี้ แต่นายพริษฐบอกต่ออีกว่าไม่ว่างและไม่มา แต่นายภัณฑิลบอกว่าจะมา แต่ในขณะนี้นายภัณฑิลก็บอกอีกว่าไม่มาแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าทั้งสองคนไม่ได้มาแล้ว
จึงขอตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรดี ต้องดำเนินการอย่างไร แต่ทั้งนี้ก็ไม่เป็นไรหากทั้งสองคนต้องการดำเนินการผ่านช่องทางอื่นเพื่อร้องเรียน ตนก็ยินดี
นายพิเชษฐ์กล่าวต่อว่า นายพริษฐ์ได้มีการกล่าวว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีการลงพื้นที่ตรวจอาคารรัฐสภา ซึ่งตนก็จะรอเพราะหากลงพื้นที่เอง ก็จะไม่มีข้อซักถามใด ๆ จึงรอให้ทั้งสองคนจะยื่นร้องช่องทางใดก็ยื่นไป แต่ถ้าหากไปดูสภาว่าใช้งบอย่างไรก็เข้ามาดู ตนจะได้อธิบายว่าใช้งบอย่างไร ไม่ต้องเอาการเมืองเข้ามายุ่ง ตนยินดีให้ตรวจสอบทุกประเด็น ตนรอให้ทั้งสองคนมาดูถึงความจำเป็นของงบอาคารรัฐสภา
ส่วนกรณีที่ทั้งสองคนได้ปฏิเสธในการมาตรวจอาคารสภามาสะท้อนอะไรหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ คนเราต้องอยู่ความเป็นจริง ในเรื่องของงบสภากว่าจะผ่านขึ้นมาเข้ามาอยู่ในเล่มงบประมาณ 69 ได้ผ่านการกลั่นกรองหลายขั้นตอน และถูกตัดหลายขั้นตอน จนคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาเหลือเท่านี้ เราจำเป็นต้องดูแลสภาให้ดูดีและสมเกียรติ สมกับเป็นสถาบันนิติบัญญัติของประเทศ ตนยืนยันที่จะรับทุกเรื่องที่ท่านจะร้องเรียนมา และตรงนี้ก็เป็นเพียงงบเล็ก ๆ จำนวน 8,000 ล้านบาท ของสภา แต่หากมีความสนใจมากในเรื่องนี้ตนก็ยินดี
เมื่อถามถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของการโยกงบประมาณเองนั้น นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ข้อกล่าวหาตั้งเองชงเอง โยกงบเอง ก็ไปคุยกันในรายละเอียด โดยเป็นการสืบสวนสอบสวนกันไป ไม่มีปัญหาอะไร เป็นเรื่องของกระบวนการก็ว่ากันไป ทั้งนี้ตนยังไม่ทราบ และยังไม่เห็นเรื่อง
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาชนกล่าวหาว่านายพิเชษฐ์ มีการโยกงบเพื่อนำโครงการไปกระจุกในพื้นที่จังหวัดของตัวเอง นายพิเชษฐ์กล่าวว่า ตนโยกไม่ได้หรอก ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน หากมีอะไรก็ขอให้ตรวจสอบกันไป พร้อมย้ำว่า “ไม่ได้หนักใจ ยื่นไปเลยครับ”
เมื่อถามว่า มองว่าเป็นเกมการเมืองเพื่อเอาคืนหรือไม่ นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า “ถ้าเราทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมไม่ห่วง ผมไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ยินดี จะยื่นอะไรก็ยื่นไป”
เมื่อถามย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงอาคารสภา นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าเขาร้องเรียนในส่วนไหน แต่งบทุกอันมีเหตุผลทั้งหมด และการบริหารของเจ้าหน้าที่ก็ทำด้วยความรอบคอบ และตระหนักถึงความจำเป็น
โดย นายพิเชษฐ์ ได้ขยายความที่ใช้คำว่างบเล็ก ๆ 8,000 ล้านบาท เนื่องจากหน่วยงานนิติบัญญัติเป็นเสาหลักของประเทศ ซึ่งเราก็ได้งบประมาณจำนวน 8,000 กว่าล้านบาท เมื่อเทียบกับ กระทรวงทบวงกรมอื่นถือว่าน้อยมาก สำหรับการเผยแพร่ประชาธิปไตยที่ประชาชนเลือกมา ตนคิดว่ามันควรที่จะพร้อมกว่านี้ที่จะเป็นปากและเป็นเสียงแทนประชาชน งบต่าง ๆ นั้นเพื่อความมั่นคงเพื่ออนาคตของฝ่ายนิติบัญญัติ
ตนขอย้ำว่าจะไม่มีการชี้แจงหากมีการยื่นร้องเรียนเพราะว่าสภาไม่เหมือนกระทรวงทบวงกรมอื่น เพราะไม่มีรัฐมนตรี ฉะนั้นใครจะมาชี้แจงแทนเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน เพราะเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถที่จะมาตอบโต้ได้ หากไม่มีการชี้แจงสภาก็เสียหายบุคคลในสภาก็เสียหาย เพราะเป็นการกล่าวหาฝ่ายเดียวโดยเป็นความไม่เข้าใจ จนเป็นข่าวออกสื่อไปและทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติเสียหาย ตนในฐานะเป็นผู้บริหารอยู่ตรงนี้ก็จะพยายามทำเข้าใจกับสมาชิกตามที่ทำได้
เมื่อถามย้ำว่ากรณีมีเสียงพิพากวิจารณ์ว่านายพิเชษฐ์ ออกตัวแรงเกินไปในการทำหน้าที่ประธาน นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า เพราะถ้าไม่พูดสภาเสียหาย จะให้ไปตอบที่ไหนจะลงไปอยู่ข้างล่างในฐานะสมาชิกมันไม่มีที่จะพูดคุยก็ไม่เป็นไรจะไปยื่นที่ไหนก็ไปตนก็พร้อมที่จะไปตอบทุกที่
เมื่อถามย้ำว่ากรณีจะมีการยื่นถึงมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญต่อศาลรัฐธรรมนูญ นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ตนยินดี ก็ยื่นไป มีการยื่นก็ต้องเข้าไปชี้แจงไม่มีปัญหา
เมื่อถามอีกว่าภาพรวมกระบวนการทั้งหมดตามไทม์ไลน์ ต้องทำอย่างไรบ้างในงบ 8,000 ล้านบาท นี้ นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า งบปี 69 หากผ่านสภาวาระ 1-3 ก็จะเริ่มใข้งบเดือนตุลาคม 2568 ส่วนในเรื่องของกรอบระยะเวลานั้นก็ยาวไปจนถึงเดือนกันยายนปี 2568
ความเคลื่อนไหวอภิปรายงบประมาณ 2569 ที่น่าสนใจของเมื่อวาน
“สมศักดิ์” แจงงบฯ สธ. ย้ำ 60 ล้านไม่ใช่เงินรางวัลการใช้สมุนไพร แต่สนับสนุนการประชาสัมพันธ์ให้เลิกใช้ยาฝรั่งใน 5 กลุ่มอาการ
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงในการประชุมสภาฯ ในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า ดีใจที่ได้รับคำชมมากกว่าตำหนิติเตียน โดยเฉพาะในส่วนของ 30 บาทรักษาทุกที่ ทั้งนี้ ในวงเงินร่างงบประมาณ 2569 วงเงินกระทรวงสาธารณสุข อยู่ที่ 372,662.11 ล้านบาท ประกอบด้วย 10 กรม 6 หน่วยงานในกำกับ และ 3 กองทุน
นายสมศักดิ์ ระบุว่า มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่ากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 30 บาทรักษาทุกที่ จะล้มละลายใน 3 ปี ถ้าเราละเลยก็คงน่ากลัว แต่ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือโรค NCDs (Non-Communicable Diseases) หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ทำให้ปัญหาที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั้งวันเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว
ส่วนในประเด็นศูนย์แพทย์แผนไทย จ.สุโขทัย นายสมศักดิ์ แจงว่าที่ จ.สุโขทัย เป็นลำดับที่ 6 ก่อนหน้าสร้างไป 5 เขตแล้ว เพราะพื้นที่มีความพร้อม ส่วนกรณีการตั้งรางวัล 60 ล้านบาทในการใช้สมุนไพรนั้น ไม่ใช่รางวัล แต่เป็นการสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ ให้เลิกใช้ยาบางส่วนที่เป็นยาฝรั่ง ใน 5 กลุ่มอาการ คือ อาการไอ อาการท้องอืด อาการท้องผูก ปวดกล้ามเนื้อ และริดสีดวง ขณะที่การแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ ก็มีการประกาศพื้นที่พิเศษใน จ.บึงกาฬ จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.ตาก บางพื้นที่ โดยพื้นที่เหล่านี้แพทย์จะได้ค่าตอบแทนพิเศษ ทางด้านคำถามถึงชุดตรวจยาเสพติดที่ราคาจัดซื้อแต่ละหน่วยไม่เท่ากัน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ซื้อน้อยก็ถูก ซื้อมากก็แพง
" มีคนถูกเอ่ยชื่อถึง เป็นหลานชายผม คุณพ่อเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องผม เขาชื่อมหาคุณ เทพสุทิน เป็นเจ้าของธุรกิจร้านตำรับไทย ผมเรียนว่าคุณมหาคุณ ไม่มีธุรกิจธุรกรรมอะไรกับกระทรวงสาธารณสุขเลย แม้แต่บาทเดียวก็ไม่ได้ทำธุรกิจกับกระทรวงสาธารณสุข แต่คอยช่วยผมตั้งแต่สมัยที่มีโควิดเข้ามา คุณมหาคุณเป็นคนแนะนำผมในเรื่องฟ้าทะลายโจรเป็นการแก้ปัญหา เขาบอกฟ้าทะลายโจรจะขึ้นราคา แล้วถ้าเราไม่มีฟาวิพิราเวียร์ เขาก็แนะนำว่าให้รีบสต๊อกฟ้าทะลายโจร ผมได้ใช้ฟ้าทะลายโจรไปให้ผู้ต้องขังในเรือนจำเชียงใหม่ 5,000 กว่าราย ในขณะที่ฟาวิพิราเวียร์มี 1,000 กว่าราย 5,000 กว่ารายก็รอด ” นายสมศักดิ์กล่าว
นายสมศักดิ์ เผยต่อไปอีกว่า อย่าไปคิดเลยว่านายมหาคุณ จะได้ประโยชน์จากกระทรวงสาธารณสุข เขาเป็นร้านตำรับไทย เปิดธุรกิจมาแล้ว 24 ปี ทำธุรกิจมาตั้งแต่อายุ 19 ปี วันนี้เขาอายุ 43 ปี มีธุรกิจตำรับไทย 80 สาขาทั่วประเทศ
ต่อมา นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอถามเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่างถึงโครงการ NCDs เห็นด้วยว่ามีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง และทำให้งบประมาณจมลงไปตรงนั้นเยอะ แต่อยากให้ขยายความ 1,200 ล้านบาท เพราะไม่มีรายละเอียด โดยถามว่าเอาไปอบรมหมดเลยหรือไม่
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ความจริง 1,200 ล้านไม่พอ เพราะแค่ NCDs แค่ 2 โรค 44,000 ล้านบาทในส่วนต่างๆ ที่จะต้องดำเนินการ ซึ่งโรค NCDs โรคหลอดเลือด ก็กลายเป็นโรคมะเร็ง โรคอื่นๆ ตามมาอีกมากมายมหาศาล ซึ่งในรายละเอียดของ 1,200 ล้านบาท ตนคิดว่ามันไม่พอในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งการเข้าฝึกอบรมในแต่ละครั้ง การดำเนินการในแต่ละเขต ต้องมีเครื่องมือ การบันทึกข้อมูลในสิ่งต่าง ๆ เราสามารถได้เรียนรู้ในเรื่อง NCDs เรื่องการจัดการ พร้อมขอโทษที่ไม่ได้ฟังตอน นายแพทย์วาโย อภิปรายเพราะตนอยู่ที่เซ็นทรัลพระราม 2 แต่จะตอบให้ภายหลังหรือส่งเป็นเอกสารให้
“ภัทรพงษ์” ถาม "รัฐบาล" ตัดงบไฟป่าขนาดนี้ จะแก้ปัญหาได้อย่างไร
นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายว่า หากดูงบประมาณปี 2569 ในเรื่องของไฟป่าด้วยความตั้งใจ แต่ตนไม่เข้าใจว่าทำไมถึงจัดงบมาน้อยเหมือนเดิม ทั้งที่รัฐบาลได้เห็นปัญหาแล้วงบประมาณท้องถิ่นดับไฟป่าของ อบต. 1,960 แห่ง ขอไปกว่า 1,447 ล้านบาท แต่ได้งบไปแค่ 122 ล้านบาท ใน 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลตัดงบท้องถิ่นตลอด ทั้งที่โอนภารกิจดับไฟป่าในเขตป่าสงวนให้ท้องถิ่นไปแล้ว
ในส่วนของกรมป่าไม้ที่ไม่มีภารกิจแล้วก็ได้งบไปแค่ 127 ล้านจากที่ขอไป 317 ล้าน รวมแล้วเขตป่าสงวนทั้งประเทศ มีงบป้องกันและควบคุมไฟป่า เพียงแค่ 249 ล้านบาทตนสงสัยว่างบเท่านี้ดับไฟป่าได้อย่างไร อีกทั้งงบไฟป่าในเขตป่าอนุรักษ์ของอุทยาน ที่ของบไป 2,100 ล้านบาท แต่ได้งบ 1,090 ล้านบาท
ดูผิวเผินเหมือนจะดีขึ้น แต่มีการตัดงบที่สำคัญออกไปมาก ทั้งโดรนตรวจจับความร้อน จนทางอุทยานเค้าต้องใช้เงินรายได้อุทยานไปซื้อเองเครื่องเป่าลม อุปกรณ์หลักในภารกิจนี้ก็ถูกตัดไป 200 กว่าเครื่อง ยังดีที่รอบนี้ที่โดรนขนส่งได้รับการอนุมัติมา 15 ล้านบาท แต่ที่น่าตกใจคืองบประมาณน้ำมันเชื้อเพลิงโดนตัดจาก 40 ล้านเหลือ 16 ล้าน และที่ตกใจที่สุด คือ งบประมาณเสื้อดับไฟป่า ที่ขอไป 22 ล้าน ถูกตัดงบทั้งหมดไม่เหลือเลย
“ท่านจะให้เจ้าหน้าที่ใส่เสื้อผ้าอะไรไปดับไฟครับ ผมตกใจและไม่เข้าใจจริง ๆ ที่ผ่านมารัฐบาลทำงานกันยังไง ทำไมถึงจัดงบออกมาแบบนี้ รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านทำอะไรอยู่ ทำไมไม่ปกป้องงบประมาณเหล่านี้ให้คนที่ทำงานปกป้องสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศ งบประมาณที่ท่านเอาไปทำไวนิลติดรูปตัวเองหน้าป่าไม้ อุทยาน มันเป็นงบก้อนไหน ผมจะได้ตัดงบก้อนนั้นออก ท่านไม่ค่อยทำงาน ไม่เป็นไรครับ วันนี้ผมจะบอกเองอีกครั้งว่าการจัดสรรงบประมาณด้านไฟป่าต้องทำยังไง” นายภัทรพงษ์กล่าว
นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของป่าสงวน ที่ปัจจุบันถูกถ่ายโอนภารกิจจากกรมป่าไม้ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราเริ่มจากการจัดสรรงบประมาณตามตัวเลขที่ควรจะได้คือ ขนาดเล็ก 6 แสนบาท ขนาดกลาง 1.2 ล้านบาท และขนาดใหญ่ 1.8 ล้านบาท ต้นปีที่ผ่านมา เราทำทีมส้มสู้ไฟเช่นกันครอบคลุมหลายพื้นที่ ด้วยงบประมาณเท่านี้ เหมาะสมและเพียงพอ
ต่สิ่งที่ต้องแก้ไขต่อจากงบประมาณ คือประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจ ที่ตอนนี้ล็อคสเปกท้องถิ่นไว้หมด งบประมาณต้องถูกใช้กับอะไรบ้าง กี่บาท กี่ชิ้น ล็อกไว้หมด เราสามารถปลดล็อกตรงนี้ง่ายมากเพียงแค่ประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจแห่งชาติ ก็สามารถปลดล็อคได้ทันที ให้อิสระท้องถิ่นในการใช้งบประมาณซื้อโดรนตรวจจับความร้อน มอเตอร์ไซค์วิบาก เครื่องวัดพิกัด GPS รวมถึงซื้ออุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉินให้กับคนดับไฟจากเงินอุดหนุนก้อนนี้ได้ และจัดสรรงบประมาณให้กับกรมป่าไม้และกรมอุทยานในการอบรมท้องถิ่นแต่เนิ่น ๆ ในระดับพื้นที่ของตนต้องกระจาย node ศูนย์ฝึกให้ครอบคลุมมากที่สุด เพราะเราต้องเน้นที่ผลของการฝึก ให้ท้องถิ่นสามารถนำไปปรับกับพื้นที่ของตนเองแล้วทำงานได้จริงในส่วนของภาพรวมการป้องกันและควบคุมไฟป่า ทั้งเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวน
งบประมาณส่วนแรกที่เราต้องจัดสรรให้กับทีมดับไฟป่า คือ อุปกรณ์ปฐมพยาบาลฉุกเฉิน สิ่งที่ยังขาด และต้องเติมเข้าให้กับหน่วยดับไฟป่า คือ เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าหรือว่า AED หนึ่งเครื่องต่อหนึ่งหน่วยดับไฟ รวมถึงออกซิเจนกระป๋อง ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ต้องอยู่กับควันต่อเนื่องเป็นเวลานาน และเราจำเป็นตั้งงบประมาณด้านบุคลากรให้เพียงพอ เพื่อให้มีเจ้าหน้าที่ที่มีสัญญา ทำงานตลอดปีมากขึ้น แก้ปัญหาการขาดความต่อเนื่องของคนดับไฟป่าที่ทุกวันนี้เราจ้างเจ้าหน้าที่ด้วยสัญญา 4 เดือน 6 เดือน ปีนี้เราฝึกเจ้าหน้าที่ได้แล้ว ดับไฟเก่งแล้ว แต่หมดสัญญาสี่เดือนก็จบ เค้าก็ต้องไปหาอาชีพอื่นแทน ปีหน้ามา คนเดิมก็ไม่อยู่แล้ว เราก็ต้องมาวนฝึกกันใหม่ ซ้ำๆแบบนี้ทุกปี
นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในภารกิจไฟป่า คือชีวิตและสวัสดิภาพของคนดับไฟ เพราะฉะนั้น จำนวนคนในทีมนั้นสำคัญมาก ขั้นต่ำต่อทีมต้องมีอย่างน้อย 20 คน เพื่อผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน คนที่มีอาการล้าสะสมให้ได้พัก ตรวจวัดความดันก่อนปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง และมีอุปกรณ์เตรียมรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่เพียงพอ เราต้องไม่เห็นข่าวเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า เสียชีวิต หลังปฏิบัติหน้าที่ เพราะอาการล้าสะสม ทำให้หมดสติขณะปฏิบัติหน้าที่อีก ฉะนั้นการจัดสรรงบประมาณจากรัฐมนตรี จึงมีความสำคัญมาก และเราต้องช่วยลดภาระให้เจ้าหน้าที่ดับไฟของเรา โดยการจัดสรรงบโดรนตรวจจับความร้อนพร้อมคนขับ ให้ทีมละ 1 ล้านบาทถือว่าคุ้มค่างบประมาณมาก ทั้งในการลาดตระเวณเพื่อป้องกันการจุดไฟป่า
นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องเข้าใจกับปัญหานี้ให้ได้การลงพื้นที่ทุกครั้งต้องลงให้ถึงระดับปฏิบัติการให้รู้ชัดว่าปัญหาคืออะไร ยังขาดอะไร อย่าลงพื้นที่ไปแค่กล่าวเปิดงาน ยืนยิ้มแล้วกลับบ้าน ถ้ารัฐบาลทำงานกัน จริง ๆ จะสะท้อนออกมาจากตัวเลขงบประมาณที่ได้จัดสรรให้กับหน่วยงาน ไม่มีทางออกมาเป็นแบบนี้ ที่ไฟป่าถูกตัดงบไปกว่า 2000 ล้าน ฐานข้อมูลต่าง ๆ ก็ยังไม่ได้บูรณาการมาใช้แก้ปัญหาฝุ่นพิษจากแต่ละแหล่งกำเนิดจริงจังกับปัญหานี้จริง ๆ สักที อย่ามัวแต่สั่งการไปลอย ๆ ปัญหาหมด ก็ปล่อยไป โดยไม่ทบทวนข้อสั่งการตัวเอง ควรหยุดการทำงานแบบปล่อยข้าราชการทำงาน โดยตัวเองไม่มีข้อมูลได้แล้ว
“เอ็มโอยูกับกัมพูชาที่ท่านเคลมผลงานเมื่อเดือนก่อน รู้บ้างไหมว่าปีที่แล้ว กระทรวงมหาดไทยก็เซ็นเอ็มโอยูแบบนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดผลอะไรเลย มาทำงานจริง ๆ แล้วท่านจะรู้การจัดสรรงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมแบบนี้ ประชาชนตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากรัฐมนตรีกระทรวงนี้ไม่ทำงาน” นายภัทรพงษ์ กล่าว
“สรวงศ์” แจงงบพีอาร์ใช้สร้างภาพลักษณ์ เหน็บฝ่ายค้าน ชอบดิสเครดิตประเทศ
นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงในการอภิปรายร่างงบประมาณ ว่าขอบคุณทุกคนที่มีข้อเสนอแนะในเรื่องของการทำท่องเที่ยวไทย ตนมีความเป็นห่วงในหลายๆ ด้าน ยืนยันว่าสิ่งที่เสนอมานายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญได้มีการประชุมกันบ่อยครั้ง ทำงานแบบบูรณาการ ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่ยังมีกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้ามาบูรณาการกันอย่างชัดเจน
วันนี้งบประมาณปี 2569 ที่บอกว่างบฯ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาน้อย มีการจัดสรรไปให้ซอฟต์พาวเวอร์ และหน่วยงานต่าง ๆ บ้าง สิ่งที่เป็นประเด็นในปัจจุบันในเรื่องตัวเลขนักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวเอเชีย ลดลงจริง และลดลงอย่างมหาศาล แต่โดยภาพรวมแล้วนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาประเทศไทยลดลง 2% แต่ข้อเท็จจริงว่ารัฐบาลนี้ได้มีการเปลี่ยนเคพีไอ ในเรื่องของคุณภาพให้สมดุลกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ตะวันออกกลาง เดินทางมามากขึ้น ชาวอังกฤษเพิ่มขึ้น 20% อิตาลีเพิ่มขึ้น 22% และอีกหลายๆ ประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นและใช้จ่ายมากขึ้น
นายสรวงศ์ กล่าวว่า ตอนตนเข้ามากระทรวงนี้ก็โดนถามแต่เรื่องตัวเลข แต่ตนจะตอบเสมอว่าเป้าก็คือเป้า ซึ่งเราไม่มีเป้าต่ำ แต่มีเป้าสูง และในสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นไปได้ แต่หลายอย่างไม่เอื้อ ในปีนี้เปิดมาต้นปีทุกอย่างดีหมด แต่ต้องยอมรับว่าเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน ค่อยๆ ลดลง เป็นเพราะช่วงเทศกาลตรุษจีนอยู่ปลายเดือนมกราคม และมีตัวเลขลดลงมาเรื่อย ๆ ซ้ำยังเจอเรื่องแผ่นดินไหวอีก ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ข้ออ้าง แต่สิ่งหนึ่งคือทำไมถึงเป็นงบประมาณที่ไปเสริมภาครัฐในเรื่องการโฆษณา เพราะสิ่งที่พูดมาเมื่อสักครู่ เราต้องลงทุนกับการที่พวกท่านดิสเครดิตประเทศ
“ท่านด่ารัฐบาลได้ ด่ารัฐมนตรีได้ แต่อย่าดิสเครดิตประเทศตัวเอง เมื่อสักครู่ที่พูดมาจีนเทา รัสเซียเทา เขามองเราอยู่ เป็นสิ่งที่ทำให้ผมเสียใจ เพราะได้ยินคำนี้ออกจากปากผู้แทนราษฎร และท่านก็มาจากเมืองที่เป็นเมืองท่องเที่ยวด้วย” นายสรวงศ์ กล่าว
ในปัจจุบันการโปรโมตพีอาร์แก้ข่าวนั้นไม่ทัน เพราะสิ่งต่างๆ ที่ออกมาพอพาดหัวมาก็มาเป็นชุด ซึ่งจริง ๆ ไม่รู้ถึงเจตนา และตัวเลขที่แท้จริง ต้องย้ำว่าพวกเราทำงานกันอย่างหนักจริง ๆ งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ จะพยายามอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ภาพลักษณ์ของประเทศ คือสิ่งสำคัญ พวกเราทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ใช่การปิดข่าวไม่ดี แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกองค์กร มีทั้งคนดี และคนไม่ดี อย่าเหมารวม นักท่องเที่ยวที่เข้ามา 100 คน ก็จะมีคนไม่ดีอยู่บ้าง แต่เราต้องแยกแยะ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่ท่านพูดมาทั้งหมดทั้งปวง กรณีดาราจีนก็ดี ทุกอย่างเราพยายามทำ
ส่วนนายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน ลุกขึ้นขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่า เรื่องนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะโฟกัสกับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ แต่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ไม่สามารถนับได้แค่กลุ่มนี้จริงๆ เรื่องดิสเครดิต ตนคิดว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประเทศไทย ซึ่งเราต่างทราบกันดี แน่นอนว่าอาจไม่ได้เกิดขึ้นเยอะอย่างที่ท่านพูด แต่เมื่อเกิดที่หนึ่ง เป็นข่าวในโซเชียล และกระจายออกไปเร็ว ซึ่งข่าวร้ายข่าวเดียว คนชอบมากกว่าข่าวดี 10 ข่าว ถือเป็นเรื่องปกติ
“ผมไม่ได้ดิสเครดิตประเทศ แต่ที่ต้องหยิบเรื่องเทาๆ มาพูดอย่างจริงจัง เพราะมันพิสูจน์แล้วว่า การที่เราแค่โฆษณา พีอาร์ มันสู้กับเหตุการณ์จริงที่เป็นข่าว และถูกแชร์ไม่ได้เลย เราต้องยอมรับเรื่องนี้ และแก้ปัญหาจริงๆ ไม่เช่นนั้น การท่องเที่ยวเราจะเป็นแบบเดิมต่อไป โฆษณาให้มากเกินไป ก็แก้ไม่ได้ หากเราไม่ตั้งต้นใหม่ และแก้ปัญหาภายในจริงๆ ยอมลดงบส่วนนั้น มาแก้ตรงนี้ และสุดท้ายก็จะดีเอง” นายณัฐพล กล่าว
“ส.ส.ปชน.” อัด โครงการซอฟต์พาวเวอร์ “คิดใหญ่ทำมั่ว”
นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปราย ถึงงบประมาณโครงการซอฟต์พาวเวอร์ ว่า ในปี 67-68 เราเสียเงินไปกับโครงการซอฟพาวเวอร์ 8,967 ล้านบาท แต่กลับมีปัญหาการเบิกจ่ายล่าช้า หรือการจัดงานยิ่งใหญ่ แต่คนมาร่วมงานกลับโหรงเหรง นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ผลาญงบประมาณ จนพลาดโอกาสสำคัญในเวทีโลก เช่นที่ Expo 2025 ที่โอซาก้า และในปี 69 งบประมาณรวมทั้งหมด 9,694 ล้านบาท รวมทั้ง 3 ปีจะเป็น 18,661 ล้านบาท แต่ปัญหาของนโยบายนี้คือ 1.ยังขาดยุทธศาสตร์ระดับชาติ 2.ยังมีการทับซ้อนกันของผู้รับผิดชอบแต่ละหน่วยงาน 3.ขาดเจ้าภาพหลัก เพราะ THACCA ยังไม่เกิด ทำให้งบประมาณ ต้องไปฝากไว้กับหน่วยรับงบที่เป็นส่วนราชการ ซึ่งยังมีการเถียงกันอยู่
นายอภิสิทธิ์ ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของงบปี 69 คือ มี 9 โครงการจัดอีเวนท์ มูลค่า 547 ล้านบาท แต่ไม่มีการสานต่อ ไม่มีการวางแผนภาพใหญ่ และยังมีงบที่ไปต่างประเทศ 17 โครงการ มูลค่า 358 ล้านบาท แต่ยังขาดเป้าหมายร่วม ไปหลายประเทศแต่ไม่มีแผนกลยุทธ์ มองว่าเราไม่สามารถใช้เงินเหวี่ยงแห่ไปทั่วโลกได้ ยกตัวอย่างเช่นเกาหลี เขาเริ่มจากการไปประเทศใกล้ๆ และใช้เวลาเป็น 10 ปีกว่าจะเริ่มไปศึกษาที่ยุโรปและอเมริกา
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงโครงการ OFOS ที่เป็นโครงการใหญ่เพื่ออัพสกิลและรีสกิลคนในประเทศ แต่เมื่อเข้าไปย้อนดูข้อมูลตั้งแต่ปี 67 ตอนแรกตั้งเป้าปีละ 7 ล้านคน จากนั้นปลายปีลดเหลือ 296,610 คน แต่พอช่วงใกล้อภิปราย ตนก็เข้าไปค้นดูอีกรอบ แต่กลับพบว่าไม่มีข้อมูลอีกแล้ว พร้อมโชว์ QR Code เพื่อให้ประชาชนไปลองสแกนดู และเมื่อเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ THACCA ก็พบว่าผลลัพธ์ในปี 67 มีเพียง 296,610 คน คิดเป็นแค่ 7.52% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ ส่วนในปี 68 ไม่มีเลย เพราะระบบยังไม่เสร็จ
นายอภิสิทธิ์ ยกตัวอย่างโครงการ หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งเชฟอาหารไทย ที่ตั้งเป้าไว้ว่า 4 ปีจะได้เชฟ 75,086 คน แต่วันนี้ทำไปได้แค่ 806 คน คิดเป็น 1.07% และยังไม่มีมีการยอมเปิดรับสมัครรุ่นอื่น อบรมได้รุ่นเดียว ดังนั้น งบในปี 68 จึงยังไม่ได้ใช้ และยังไม่มีความชัดเจนของผลลัพธ์
นายอภิสิทธิ์ กล่าวสรุปว่า ทั้งโครงการซอฟต์พาวเวอร์และ OFOS ที่ประกาศตั้งเป้าพัฒนาศักยภาพคน 20 ล้านคน วันนี้ทำได้ทั้งหมดเพียง 20,355 คน ขาดอีก 19 ล้านคน คิดเป็น 99.9% และตามแผนของรัฐบาล เราจะไปถึงเส้นชัยในสิ้นเดือนกันยายน ปี 70 ตนขอถามว่าเราจะไปถึงได้หรือไม่ หากสมมุติว่าเป็นผู้จัดการโครงการ แล้วทำงานได้แค่ 0.1% ตนมองว่ามี 3 ทางเลือกคือ 1.ไล่ออก 2.เปลี่ยนคนทำงานใหม่ 3.ยุบโครงการนี้ไปเลย พร้อมกับทิ้งท้ายว่า เป็นโครงการที่ “คิดโครตใหญ่ ทำโคตรมั่ว” ดังนั้นตนจึงไม่สามารถรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 69 ได้