จักรวาล "สีกากอล์ฟ" ทำเอาวงการสงฆ์สั่นสะเทือนถึงขั้นมีการเสนอแก้หรือเพิ่มโทษติดคุกพระที่เสพเมถุน ซึ่งมีหลายคนเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว แต่ต่างจาก นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะพระสงฆ์ไม่ใช่อาชญากร
และยังบอกด้วยว่า การที่ตำรวจบอกว่ากำลังจะจัดการกับพระศักดิ์สูงกว่าพระในคดีสีกากอล์ฟ อยากเตือนตำรวจว่า ไม่ควรใช้วิธีนี้จัดการกับคนทำผิด เพราะกำลังข้ามเส้น การจับโจรต้องซุ่มจับแบบวิสัยที่ตำรวจทำกัน
นายปลอดประสพให้ความเห็นดังกล่าว หลัง นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กำชับ ให้ พศ.และมหาเถรสมาคม เร่งดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ให้เพิ่มบทลงโทษติดคุก 1-7 ปี เพื่อแก้ปัญหาพระสงฆ์ประพฤติตัวไม่เหมาะสมในพระธรรมวินัย เรียกศรัทธาคืนมาสู่พระพุทธศาสนา
โดยนายปลอดประสพบอกว่า ขอพูดในฐานะที่เคยบวชเป็นพระและมีวัยวุฒิว่า การแก้กฎหมายคณะสงฆ์เพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนาด้วยการเพิ่มบทลงโทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปีกับพระสงฆ์ที่ต้องปาราชิกเพราะเสพเมถุน เกินไปหรือไม่กับการเอากรณีของสีกากอล์ฟกับพระ 13 รูป รวมกันแล้วแค่ 14 คนที่ทำไม่ดีมาเปลี่ยนแปลงกติกาที่ต้องใช้กับพระมากกว่า 300,000 รูปทั่วประเทศ
นายปลอดประสพถามว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นตัวอย่างที่เพียงพอกับการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือไม่ การแก้กฎหมายเพิ่มโทษทำถูกต้องแล้วใช่หรือไม่ ฝากถึงผู้ใหญ่ที่มีอำนาจแก้กฎหมายให้คิดให้ดี พระสงฆ์ไม่ใช่อาชญากร ในสมัยพุทธกาลโทษพระภิกษุที่ร่วมเสพกามเมถุนแค่ต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุเท่านั้น
แต่ยืนยันว่า ในส่วนของพระสงฆ์ที่ประพฤติผิดฉ้อโกงเงินของวัด ต้องถูกลงโทษไปตามอาญาไม่มียกเว้น
นายปลอดประสพ บอกต่อว่า การแก้ปัญหาพระสงฆ์ทำผิดวินัย ส่วนตัวต้องหาทางไม่ให้พระสงฆ์ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดถือเงินเอง โดยเฉพาะเงินวัด ต้องมีบัญชีวัด ดูแลและตรวจสอบโดยคณะกรรมการวัด และไวยาวัจกร
ส่วนเงินที่พระสงฆ์ได้รับจากการถวายส่วนตัว ต้องเปิดบัญชีพิเศษในชื่อของพระรูปนั้น แต่เพิ่มคนที่มีอำนาจเบิกถอนเข้าไป 1 คน ซึ่งอาจเป็นไวยาวัจกรวัดก็ได้ แล้วจำกัดการใช้จ่ายแต่เพียงประทังชีวิตในฐานะพระสงฆ์ มีการตรวจสอบบัญชีรายสัปดาห์ ส่วนเงินที่เหลือต้องส่งคืนวัด และเมื่อสึกแล้วต้องถูกทบทวนอีกครั้งว่า จะคืนให้ไปเท่าใดเพื่อการครองชีวิตอย่างสามัญ คล้ายเงินบำนาญหลังเกษียณ
ส่วนกรณีที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำโดย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือบิ๊กเต่า รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กวาดล้างพระและสีกาที่เป็นคนไม่ดี และที่บอกว่ามีพระศักดิ์สูงกว่าพระในคดีจักรวาลสีกากอล์ฟ กำลังจะเป็นรายต่อไป จนทำให้โลกโซเชียลมีการแชร์ต่อ ๆ กันเป็นจำนวนมาก นายปลอดประสพ บอกว่า ชื่นชมการทำงานที่เข้มแข็งในหลาย ๆ คดีของพล.ต.ต.จรูญเกียรติ และให้กำลังใจ แต่เมื่อมาถึงคดีเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ เป็นคดีสำคัญที่ต้องทำบนความศรัทธาของคน เรียกได้ว่าหนักหนาสาหัสพอสมควร ในฐานะข้าราชการเหมือนกันก็น่าเห็นใจ
แต่การที่ตำรวจเป็นคนปล่อยข่าวออกมาเอง ไม่ใช่วิสัยของตำรวจ ยิ่งตำรวจที่ทำงานมีผลงานดีมาตลอด การปล่อยข่าวเองคือกำลังเดินข้ามเส้น เพราะปกติของตำรวจการจับโจร ต้องซุ่มไปจับ
นายปลอดประสพ ยังได้ย้ำเตือนสติพุทธศาสนิกชนด้วยว่า ต้องแยกระหว่างบุคคลคือพระที่ทำผิด และหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งหลักธรรมคำสอนไม่ผิด พระพุทธเจ้าสอนให้เชื่อและศรัทธาในธรรมและวินัย ไม่ได้สอนให้เชื่อและลุ่มหลงในตัวพระ จึงอยากให้ทุกคนแยกแยะ ก่อนที่พุทธศาสนาจะล่มสลาย