จากกรณีเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 กันยายน 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งบังคับโทษ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันนี้ โดยให้เหตุผลว่าการรักษาตัวและการส่งตัวไม่ถูกต้องตามระเบียบราชทัณฑ์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้คุมตัวขึ้นรถตู้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับโทษตามคำพิพากษาศาล ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.50 น. ที่ผ่านมา ขบวนรถตู้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร สีขาว จำนวน 3 คัน ได้ขับเข้ามาถึงบริเวณเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยรถตู้คันที่มีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกควบคุมนั่งมาด้วยนั้น คือ รถตู้ทะเบียน 1 นง 7412 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นคันหน้าสุดของขบวน นอกจากนี้ ยังมีรถตู้ยี่ห้อ Mercedes-Benz สีเทา จำนวน 2 คัน ปิดหัวและท้ายขบวนรถตู้เข้าไปในเรือนจำฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามขั้นตอนแล้วหลังจากศาลอ่านคำสั่ง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ต้องควบคุมตัวนายทักษิณมาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับโทษตามคำพิพากษา และเข้าสู่ขั้นตอนการจำแนกแยกลักษณะผู้ต้องขัง ซึ่งนายทักษิณถือเป็นผู้ต้องขังสูงอายุ 76 ปี โดยจากการตรวจสอบข้อมูลกรมราชทัณฑ์ เกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการควบคุมผู้ต้องขัง (Standard Operating Procedures for Custodial Measures) ในส่วนการปฏิบัติ-การจัดสวัสดิการต่อผู้ต้องขังสูงอายุ ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2564 พบเนื้อหาสาระสำคัญและจำแนกการดูแลผู้ต้องขังสูงอายุที่อยู่ในการควบคุมของกรมราชทัณฑ์น่าสนใจ อาทิ นิยามผู้ต้องขังสูงอายุ หมายถึง ผู้ต้องขังที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยขั้นตอนรับตัวกลุ่มผู้ต้องขังสูงอายุ ราชทัณฑ์จะดำเนินการเช่นเดียวกับผู้ต้องขังทั่วไป เริ่มจากจัดทำประวัติ รายละเอียดเกี่ยวกับคดี กำหนดโทษ ประวัติการต้องโทษ ประวัติการรักษาพยาบาล ภูมิลำเนา จำนวนบุตร ตลอดจนความสัมพันธ์ในครอบครัวญาติที่สามารถติดต่อได้ โดยเก็บไว้ในระบบข้อมูลผู้ต้องขัง เพื่อนำไปประกอบการวางแผนปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ตามกระบวนการ ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการตรวจร่างกายผู้ต้องขังเข้าใหม่และผู้ต้องขังเข้า-ออกเรือนจำ พ.ศ. 2561 ระบุว่า เมื่อเรือนจำได้รับตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่แล้ว ให้เจ้าพนักงานเรือนจำที่รับตัวตรวจสอบความถูกต้องว่าเป็นบุคคลตามชื่อที่ปรากฏในหมายอาญา หรือเอกสารอันเป็นคำสั่งของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ ประกอบด้วย การตรวจสอบชื่อนามสกุลและเลขประจำตัวประชาชนของผู้ต้องขังตามที่ปรากฏในบัตรประจำตัวประชาชน และพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องขัง เทียบความถูกต้องกับลายพิมพ์นิ้วมือที่ส่งมา จากนั้นเมื่อเจ้าพนักงานเรือนจำตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าผู้ต้องขังที่รับตัวมาเป็นบุคคลเดียวกับบุคคลตามหมายอาญา หรือเอกสารคำสั่งของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ ให้ดำเนินการ “จัดทำทะเบียนประวัติผู้ต้องขังเข้าใหม่”