นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยนายณัฐพงษ์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์การปะทะระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาที่ดำเนินต่อเนื่องมาจนเข้าสู่วันที่ 3 พร้อมทั้งเสนอแนวทาง "ฉากจบ" ของปัญหาดังกล่าว
โดยยืนยันว่า ความเดือดร้อนของประชาชนและชีวิตทหารไทยไม่ควรต้องมาสูญเสียกับสงครามที่ไม่จำเป็น ชี้ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา มาจากเครือข่ายสแกมเมอร์ พร้อมเสนอ 3 แนวรบกดดัน เปิดโปงแผนเบี่ยงเบนประเด็นของฮุน เซน
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลให้ประชาชนใน 6 จังหวัดต้องอพยพกว่าแสนคน และมีการปิดโรงเรียนและโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก พร้อมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของทหาร 4 นายที่เสียชีวิต รวมถึงทหารที่ได้รับบาดเจ็บ
นายณัฐพงษ์ ตั้งข้อสังเกตว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาความสัมพันธ์และการปะทะทั้งครั้งที่แล้วและครั้งนี้ ล้วนเกิดจากสาเหตุเดียวกัน คือ ความพยายามในการปกป้องเครือข่ายสแกมเมอร์ที่หล่อเลี้ยงระบอบ ฮุน เซน โดยการปะทะครั้งล่าสุดเกิดขึ้นภายหลังจากการอายัดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสนิทของ ฮุน เซน ที่ดูแลอาณาจักรกาสิโนและสแกมเมอร์
โดยนายณัฐพงษ์เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาว่า การปะทะในครั้งนี้เป็นเพียงแผนการเบี่ยงประเด็นของฮุน เซน หรือไม่ ซึ่งต้องการพลิกสถานการณ์จากการที่โลกกำลังล้อมกัมพูชาด้วยประเด็นสแกมเมอร์ กลับกลายให้โลกมาล้อมไทยเองด้วยข้อหารุกรานประเทศที่อ่อนแอ การรบแบบ "สุดซอย" ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่จึงอาจเป็นการเดินตามแผนการของ ฮุน เซน
ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ย้ำว่า เสียงเรียกร้องจากประชาชนคือการต้องการจบปัญหาอย่างถาวร และเห็นด้วยกับคำพูดของ พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ว่าไม่มีการรบใดไม่จบด้วยการเจรจา ฉากจบที่แท้จริงคือการคืนชีวิตปกติสุขและความมั่นคงถาวรแก่ประชาชนตามแนวชายแดน
ดังนั้น วิธีการออกจากปัญหานายณัฐพงษ์ ระบุว่า ต้องใช้ 3 หลักการแนวรบ ในการกดดันกัมพูชาให้ยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ได้แก่
1. แนวรบทางการทหาร การใช้กำลังทหารต้องเป็นวิธีสุดท้าย และใช้เท่าที่จำเป็นเพื่อการดูและปกป้องอธิปไตยตามกฎหมายระหว่างประเทศ การตอบโต้ต้องเป็นไปอย่างได้สัดส่วน และมุ่งเน้นการลดระดับความตึงเครียด ไม่ใช่เพื่อการรุกราน เพื่อไม่ให้ไทยตกเป็นฝ่ายถูกกล่าวหาว่ารังแกประเทศที่อ่อนแอกว่า
2. แนวรบทางการทูต/ข่าวสาร ใช้การทูตกดดันกัมพูชาให้กลับเข้าสู่การเจรจา โดยร่วมมือกับนานาชาติ หัวใจของการทูตคือการใช้เรื่อง “การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นธงนำ” เพื่อดึงความร่วมมือจากชาติมหาอำนาจและทำให้โลกล้อมกัมพูชา
3. แนวรบปราบปรามสแกมเมอร์ รัฐบาลต้องเดินหน้าอย่างสุดซอยในการขุดรากถอนโคนขบวนการสแกมเมอร์ที่เป็นหัวใจของระบอบฮุน เซน รวมถึงการสั่งการให้ ปปง. เดินหน้าอายัดทรัพย์สินของบุคคลไทยที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ตัดตอนการยึดทรัพย์ชาวต่างชาติ
ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์มองว่า ท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าจะไม่มีการเจรจาสันติภาพอีกต่อไปนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศ เพราะการปฏิเสธการเจรจาทำให้ประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและกลายเป็นผู้กระทำความผิดในสายตาประชาคมโลก ซึ่งคนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดคือระบอบฮุน เซน
"รัฐบาลต้องตั้งหลักให้มั่นว่าแนวรบที่สำคัญในตอนนี้คือการทูตควบคู่กับการทหาร โดยมุ่งเป้ากับการกลับไปสู่การกดดันกัมพูชาให้กลับสู่โต๊ะเจรจา โดยใช้การปราบสแกมเมอร์เป็นหัวใจในการดำเนินการ หยุดเดินอ้อม ต้องพุ่งเป้าสู่แกนกลางของปัญหา" นายณัฐพงษ์ กล่าว
สุดท้าย นายณัฐพงษ์ ย้ำถึงหลักการที่ว่า รัฐบาลพลเรือนต้องอยู่เหนือกองทัพ และนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งนี้