เลือกตั้ง 2569 : “ชูวิทย์” ให้บทเรียนพรรคส้ม ยันไม่แค้นแต่ผิดหวัง แนะฟังเสียงประชาชน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“ชูวิทย์” สะท้อนบทเรียนถึงพรรคส้ม ควรฟังเสียงประชาชน คาดรัฐบาลหน้าอยู่ไม่ถึงปี ชี้รัฐบาลผสมไร้เสถียรภาพ ฝันรัฐบาลพรรคเดียวยังไกลจากความจริง

วันที่ 28 ธ.ค. 68 ที่บริเวณโรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย แถลงข่าวแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยระบุว่า การออกมาพูดในวันนี้เป็นการสื่อสารในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่พูดแทนความรู้สึกของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งอยากตั้งคำถามไปถึงนักการเมืองที่กำลังเข้าร่วมกระบวนการเลือกตั้งว่า เคยรับฟังเสียงของประชาชนจริง ๆ หรือไม่

“ชูวิทย์” ให้บทเรียนพรรคส้ม ยันไม่แค้นแต่ผิดหวัง แนะฟังเสียงประชาชน ผู้สื่อข่าวพีพีทีวี
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง

นายชูวิทย์ กล่าวว่า สังคมการเมืองไทยในปัจจุบันมักแบ่งแยกเป็นการเมืองเก่า และการเมืองใหม่ โดยเฉพาะพรรคการเมืองรุ่นใหม่อย่างพรรคประชาชน ซึ่งตนเองเห็นว่าควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่ใช่ตีตราว่าผู้ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองเป็นตัวแทนของความล้มเหลวทั้งหมด พร้อมโต้แย้งกรณีที่มีการพาดพิงถึงตนเองว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศประสบปัญหา โดยชี้ว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา รวมถึงการยุบสภาและการใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดการเลือกตั้ง ไม่ได้เกิดจากการกระทำของตนเอง แต่เป็นผลจากการตัดสินใจและการจับมือกันของกลุ่มการเมืองใหม่เสียเอง

นายชูวิทย์ ระบุว่า ตนเองไม่ได้ตำหนิบุคคลรุ่นใหม่ในพรรคประชาชน โดยมองว่าคนหนุ่มสาวอย่างนายรังสิมันต์ โรม หรือแกนนำคนอื่น ๆ เป็นความหวังของประเทศ แต่ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างภายในพรรคซึ่งไม่ได้เปิดพื้นที่ให้เกิดความเสมอภาคอย่างแท้จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในทางปฏิบัติ พรรคยังคงมีศูนย์อำนาจ และบุคคลระดับแกนนำหรือผู้สนับสนุนรายใหญ่ยังมีอิทธิพลต่อทิศทางการตัดสินใจของพรรค

นายชูวิทย์  กล่าวว่า ประชาชนมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ เพราะเป็นฝ่ายที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว แต่กลับไม่เคยถูกถามความคิดเห็นในช่วงที่พรรคการเมืองไปเจรจาจัดตั้งรัฐบาลหรือจับมือทางการเมือง เมื่อการตกลงไม่สำเร็จกลับนำไปสู่การยุบสภา และภาระสุดท้ายก็ตกอยู่กับประชาชนที่ต้องเสียภาษีอีกหลายหมื่นล้านบาท ตนเองยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกแค้น แต่รู้สึกผิดหวัง และแม้จะผิดหวัง ตนเองก็ยังให้โอกาสพรรคการเมืองอยู่เสมอ

นายชูวิทย์ยังวิจารณ์รูปแบบการเมืองที่แบ่งขั้วชัดเจน ให้ประชาชนต้องเลือกข้างอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งการเมืองสีน้ำเงินหรือสีส้ม ซึ่งทำให้ประชาชนสับสนและไม่เข้าใจเกมการเมือง พร้อมชี้ว่า การเมืองลักษณะนี้ไม่ต่างจากการเมืองแบบเดิม และไม่ได้สะท้อนภาพของการเมืองใหม่อย่างแท้จริง

สำหรับทิศทางหลังจากนี้ นายชูวิทย์ ระบุว่า จะติดตามนโยบายของทุกพรรคการเมือง โดยพิจารณาว่าพรรคใดพูดแล้วทำหรือพรรคใดพูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่งพร้อมประเมินว่าพรรคประชาชนยังเป็นพรรคที่กำลังเติบโต และมีฐานคนรุ่นใหม่ แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้หลงตัวเองมากเกินไป และควรเรียนรู้ทั้งการเมืองเก่าและการเมืองใหม่ควบคู่กัน เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมีเสถียรภาพ

นอกจากนี้ นายชูวิทย์ ยังเสนอว่า การจัดเวทีดีเบตของสื่อมวลชนควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมแสดงความเห็น ไม่ใช่จำกัดเฉพาะตัวแทนพรรคการเมืองเท่านั้น เพราะการเมืองไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคน

นายชูวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนเองจะเดินสายให้ความรู้และสะท้อนบทเรียนทางการเมืองแก่ประชาชนและพรรคการเมือง จนถึงช่วงก่อนการเลือกตั้ง เพื่อย้ำว่าการเมืองหลังจากนี้ไม่ใช่ของนักการเมืองฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการเมืองของประชาชน ที่มีสิทธิ์ตั้งคำถาม วิพากษ์ และตรวจสอบจากผลของการกระทำที่เกิดขึ้นจริง

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า การเดินสายต่อจากนี้จะมุ่งเป้าไปที่พรรคประชาชนเป็นพิเศษหรือไม่ นายชูวิทย์   ยืนยันว่า ไม่ได้เจาะจงพรรคใดเป็นพิเศษ และไม่ต้องการให้สังคมเข้าใจว่าตนเองจับตาหรือจ้องโจมตีพรรคประชาชนเพียงพรรคเดียว โดยระบุว่า พรรคการเมืองอื่นก็อยู่ในข่ายการวิพากษ์วิจารณ์เช่นเดียวกัน

นายชูวิทย์ กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมามีบทบาททางการเมืองว่า ถือเป็นสัญญาณที่ทำให้ทิศทางการเมืองชัดเจนขึ้น แม้อาจเกิดความแตกแยกภายในพรรคประชาธิปัตย์บ้าง แต่เห็นว่านายอภิสิทธิ์เป็นบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ การกลับมาถือเป็นเรื่องที่ดี พร้อมระบุว่า ไม่ควรผูกใจเจ็บกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่พาอดีต สส. บางส่วนไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม เพราะถือเป็นการเปิดโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์ได้กลับไปสร้างพรรคในอัตลักษณ์ดั้งเดิมของตนเอง

ส่วนพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย นายชูวิทย์มองว่า การเติบโตของพรรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากกลไกและการจัดการภายในของกลุ่มการเมืองเอง พร้อมเปรียบเทียบว่าการเข้าสู่ระบบการเมืองบางครั้งคล้ายกับการได้เมมเบอร์ชิปเข้าสู่สภา ซึ่งบางคนอาจไม่ได้ทำงานอย่างจริงจัง ทั้งนี้ย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่านักการเมืองรุ่นเก่าไม่มีประโยชน์ หรือว่านักการเมืองรุ่นใหม่จะทำงานไม่ได้ แต่เห็นว่าทุกพรรคควรหลีกเลี่ยงการแบ่งแยกหรือรีบประกาศยืนคนละขั้ว เพราะจะยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับประชาชน

สำหรับกรณีที่เคยเดินสายวิพากษ์วิจารณ์นโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย นายชูวิทย์ ระบุว่า ประเด็นกัญชาถือว่าสิ้นสุดไปแล้ว วันนี้สิ่งที่ตนเองให้ความสำคัญคือปัญหาการแบ่งขั้วทางการเมือง ซึ่งไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังการจับมือจัดตั้งรัฐบาล กลับเกิดความขัดแย้งและนำไปสู่การยุบสภา ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น

นายชูวิทย์ ย้ำว่า ตนเองจะวิพากษ์วิจารณ์ทุกพรรคด้วยความเป็นธรรมในฐานะประชาชน ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน หรือบุคคลอย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งมองว่าเป็นผู้นำทางความคิดของพรรค ขณะเดียวกันก็ชี้ว่า พรรคการเมืองอื่น ๆ ก็มีบุคคลที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังเช่นกัน แต่หลายคนกลับไม่ออกมาแสดงบทบาทอย่างชัดเจนให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือก

เมื่อถามถึงเหตุผลที่ประเมินว่ารัฐบาลชุดใหม่จะอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี นายชูวิทย์ กล่าวว่า เนื่องจากเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งโดยธรรมชาติย่อมขาดความแข็งแกร่ง การคาดหวังรัฐบาลพรรคเดียวอาจเป็นความฝันที่เกิดขึ้นได้ แต่ในทางปฏิบัติทำได้ยาก เมื่อรัฐบาลไม่มั่นคง สุดท้ายภาระก็จะตกอยู่กับประชาชนที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดการเลือกตั้งใหม่ พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าระหว่างเงินช่วยเหลือประชาชนกับงบประมาณการเลือกตั้งที่สูงถึงหลักหมื่นล้านบาท

นายชูวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การกลับมาครั้งนี้ยังมีพลังและพร้อมทำหน้าที่ต่อไป ตราบใดที่ยังมีโอกาส ก็อยากเห็นบ้านเมืองเดินไปสู่การเมืองที่ตรงไปตรงมาและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ