บรรยากาศการเลือกตั้งที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2568 พรรคการเมืองหลายพรรคเริ่มประกาศผู้สมัครนายกรัฐมนตรีและพร้อมนำเสนอนโยบายหาเสียงที่สามารถเห็นได้ตามป้ายหาเสียงริมถนนทั่วไป ท่ามกลางประเด็นที่คนไทยกำลังให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาเงินกู้นอกระบบ ไปจนถึงนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนออกมาลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า
ในสถานการณ์การเมืองที่ยังคงคุกรุ่นและไม่มีข้อสรุป เรามาดู 5 ประเด็นสำคัญที่กำลังสร้างกระแสและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดียว่ามีประเด็นไหนที่เป็นกระแสอยู่บ้าง
บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ได้ทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องตั้งแต่วันที่ 1-25 ธันวาคม 2568 ผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ปรากฏว่ามีการพูดถึงบนโซเชียลมีเดียสูงถึง 46,821,649 เอนเกจเมนต์ จาก 318,544 ข้อความ
- Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักที่ครองพื้นที่ในการถ่ายทอดข่าวมากถึง 73.79% ด้วยจำนวนข้อความสูงสุดถึง 235,047 ข้อความ และสร้างเอนเกจเมนต์ได้ราว 27 ล้านครั้ง สะท้อนถึงการเป็นพื้นที่หลักในการสื่อสาร
- ตามด้วยแพลตฟอร์ม YouTube ที่ตามมาในอันดับสองมากถึง 8.57% ด้วยจำนวนข้อความ 27,309 ข้อความ และสร้างเอนเกจเมนต์กว่า 1.3 ล้านครั้ง ซึ่ง YouTube ยังคงเป็นพื้นที่สำหรับการติดตามข่าวสารเชิงลึก
- แม้จำนวนข้อความบน TikTok จะอยู่ที่ 7.35% หรือราว ๆ 23,422 ข้อความ แต่กลับโดดเด่นด้านการสร้างเอนเกจเมนต์ที่สูงมากถึง 23 ล้านครั้ง แสดงให้เห็นถึงพลังของคอนเทนต์วิดีโอสั้นในการปลุกกระแสและสามารถสร้างเอนเกจเมนต์ให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การยุบสภาผู้แทนราษฎรโดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้จุดชนวนให้เกิดการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการเมืองไทย ข้อมูลจากโพสต์ยอดนิยมเผยให้เห็นถึงความสนใจของสาธารณะต่อการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ของแต่ละพรรค ตั้งแต่คำวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและสถานการณ์ชายแดน ไปจนถึงความมุ่งมั่นของพรรคการเมืองในการช่วงชิงคะแนนเสียงจากประชาชนอีกครั้ง
1. การยุบสภาที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นสู่สนามเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง
เมื่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎร ประเทศไทยก็พลิกเข้าสู่โหมดเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในต้นปี 2569 โดยการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ข่าวการยุบสภาแพร่กระจายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วทั้งในแวดวงการเมืองและโซเชียลมีเดีย
โพสต์บน TikTok จากบัญชี @sparkupdate ที่แชร์ข่าวนี้ด้วยแฮชแท็ก #ข่าวtiktok #ยุบสภา #เลือกตั้ง ได้รับความสนใจสูงถึง 351,970 เอนเกจเมนต์ บอกได้เลยว่าคนไทยตื่นตัวกับข่าวครั้งนี้มาก คลิปข่าวสั้น ๆ บน TikTok ที่มีกราฟิกและหัวข้อกระชับเข้าใจง่าย สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ต้องการรับข่าวสารแบบรวดเร็วทันใจ ตอนนี้อำนาจกลับมาอยู่ในมือประชาชนแล้ว ทุกพรรคการเมืองจึงต้องรีบปรับกลยุทธ์และเตรียมพร้อมลงสนามชิงชัยในการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาทุกที
2. ภูมิใจไทยกับการเดิมพันชายแดน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังเผชิญกับการจับตาและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากการตัดสินใจยุบสภาท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
โพสต์วิดีโอสัมภาษณ์นายอนุทินทาง TikTok จาก @amarintvhd ได้นำเสนอประเด็นร้อนที่นายอนุทินยืนยันว่า 'พยายามจบปัญหาชายแดนให้เร็วที่สุด' พร้อมทั้งตั้งคำถามย้อนไปถึงอดีตผู้นำพรรคอย่างนายธนาธรและนายพิธา ในลักษณะการโยนลูกกลับไปยังฝ่ายตรงข้าม โพสต์นี้ได้รับ 323,858 เอนเกจเมนต์ ซึ่งยังเป็นประเด็นทางการเมืองที่ผูกติดกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ที่ประชาชนยังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบที่มาพร้อมกับความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจเป็นประเด็นสำคัญของการหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้อีกด้วย
3. การแก้รัฐธรรมนูญสะดุด จุดจบของการแก้ไขและทางออกสู่การเลือกตั้ง
ความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ต้องสิ้นสุดลงอย่างน่าเสียดาย หลังจากการลงมติในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของวุฒิสภา (สว.) ในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งไม่เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดหวังโดยเฉพาะพรรคประชาชน “Thai PBS” ได้สรุปสถานการณ์นี้อย่างเข้าใจง่ายว่า 'เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภา แล้วประเทศไทยจะเป็นยังไงต่อ?' โพสต์วิดีโอจาก บัญชี @thaipbs ที่ได้รับ 278,718 เอนเกจเมนต์ นำเสนอข้อมูลช่วยให้ผู้ชมเข้าใจกระบวนการยุบสภาและผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
4. เสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดียและการจัดอันดับพรรคการเมืองที่ถูกพูดถึงมากที่สุด
ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ร้อนระอุหลังการยุบสภา คำถามสำคัญที่วนเวียนอยู่ในใจของคนไทยคือ 'ถ้าได้เลือกตั้ง อยากเลือกพรรคไหน?' โพสต์จาก 'คนดังนั่งเคลียร์' ทาง Facebook ที่มียอดเอนเกจเมนต์ สูงถึง 221,919 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอนาคตอันใกล้ กระแสความเห็นบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของความคิด ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ยังคงสนับสนุนพรรคเดิม หรือผู้ที่มองหาพรรคใหม่ ๆ ที่มีโอกาสเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลง ข้อถกเถียงนี้ครอบคลุมทั้งประเด็นนโยบาย ผลงานที่ผ่านมา ไปจนถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำพรรคแต่ละคน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงออกถึงความต้องการผ่านช่องทางออนไลน์เช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า แม้สถานการณ์การเมืองจะผันผวนเพียงใด แต่ประชาชนยังคงเป็นผู้ตัดสินใจสูงสุดในการกำหนดทิศทางของประเทศ
จัดอันดับพรรคการเมืองที่ถูกชาวโซเชียลพูดถึงมากที่สุด
- พรรคประชาชน 142,551 ข้อความ (33,545,910 เอนเกจเมนต์)
- พรรคเพื่อไทย 86,172 ข้อความ (14,866,553 เอนเกจเมนต์)
- พรรคภูมิใจไทย 51,808 ข้อความ (21,563,657 เอนเกจเมนต์)
- พรรคเศรษฐกิจ 24,421 ข้อความ (1,740,273 เอนเกจเมนต์)
- พรรคประชาธิปัตย์ 15,201 ข้อความ (3,548,344 เอนเกจเมนต์)
5. นโยบายประชาชนที่ถูกแช่แข็งที่เกิดมาจากผลกระทบจากการยุบสภาต่อสวัสดิการและเศรษฐกิจ
การยุบสภาไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ยังแช่แข็งนโยบายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โครงการ 'คนละครึ่งพลัส เฟส 2' ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หลายคนตั้งตารอ ต้อง 'หยุดไว้ก่อน' เนื่องจากข้อจำกัดของกฎหมายเลือกตั้ง สะท้อนว่าความผันผวนทางการเมืองมีราคาที่ประชาชนต้องจ่ายผ่านนโยบายที่ถูกระงับและโอกาสที่ล่าช้าออกไป
การยุบสภาโดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เปิดฉากสู่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นผลจากความตึงเครียดทางการเมือง โดยเฉพาะความล้มเหลวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โพสต์ยอดนิยมจาก TikTok และ Facebook สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนต่อการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่าง ๆ อย่างพรรคภูมิใจไทยที่ถูกวิจารณ์ถึงกลยุทธ์ช่วงชิงอำนาจ ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียด ส่วนพรรคประชาชนก็เผชิญคำวิจารณ์เรื่อง 'ความไร้เดียงสา' แต่ก็มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดและตั้งเป้าหมายชนะเสียงข้างมาก ด้านพรรคเพื่อไทยก็เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ และนโยบายใหม่ ๆ หวังกลับมาชิงเก้าอี้ในรัฐบาลอีกครั้ง ขณะที่นโยบาย 'คนละครึ่งพลัส เฟส 2' ต้องถูกระงับจากผลพวงของการยุบสภา ทำให้เห็นถึงผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นเดิมพันสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต