3 ม.ค. 69 ดร.การดี เลี่ยวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ชุมชนมัสยิดอัลยุซรอ หรือหลอแหล เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร เพื่อช่วย น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 19 เบอร์ 11 หาเสียงเลือกตั้ง
สำหรับบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากเป็นวันจัดงานประจำปีของสุเหร่า ครบรอบ 100 ปี มี ฯพณฯ อาจารย์อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี เป็นประธานเปิดงาน
พ่อค้าแม่ค้าที่มาออกร้านให้การตอบรับเป็นอย่างดี ตอบรับแผ่นโบชัวร์หาเสียงทุกร้าน บางร้านบอกว่าจะเก็บเบอร์นี้ไว้ในใจตลอด เพราะชอบประชาธิปัตย์ ชอบมาตลอดจนตอนนี้อายุ 61 ปีแล้ว
ระหว่างลงพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เจอกับทีมผู้สมัคร สส. เขต 19 เบอร์ 5 จากพรรครวมไทยสร้างชาติ น.ส.กานต์ ได้เข้าไปสวัสดี จับไม้จับมือทักทาย และถ่ายรูปร่วมกัน ก่อนที่ น.ส.กานต์ จะแยกย้ายออกไปหาเสียงต่อ
นายสกลธี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ประชาชนให้การตอบรับดีมาก หลายคนบอกว่าจะกลับมาช่วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อให้วันนี้ฟ้าต้องฟื้น ซึ่งเป็นกำลังใจที่ดีให้กับผู้สมัคร
ส่วนที่หลายคนมองว่าเป็นการตัดคะแนนกันหรือเปล่าระหว่าง นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ กับตัวเอง เพราะมาจากพรรคพลังประชารัฐเหมือนกัน นายสกลธี มองว่าให้ประชาชนเป็นคนตัดสินด้วยชุดนโยบายของแต่ละพรรค แม้เดิมเคยอยู่พรรคเดียวกันมาก่อน เคยทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมกัน แต่วันนี้จุดยืนต่างกัน จึงเลือกกลับบ้านมาช่วยตรงนี้
โดยนโยบายภาพใหญ่ของประเทศเน้นแก้จน ส่วนนโยบายท้องถิ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ เน้นการแก้ไขปัญหาขยะ การจราจร และอากาศ แต่คะแนนในพื้นที่กรุงเทพฯ หัวหน้าอภิสิทธิ์ เคยบอกไว้ว่าเป็นพื้นที่ปราบเซียนไม่มีใครเป็นเจ้าของคะแนนเสียงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน คะแนนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ทางนายอภิสิทธิ์ เน้นขายความสุจริต ให้เป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายทุกอย่าง หากปราศจากเรื่องการเมืองสุจริต การเมืองต่อไปทำได้ยาก ส่วนนโยบายหลัก ๆ ที่ได้กล่าวไป พรรคเคยบริหารมาแล้วเช่น จราจร การลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า
พรรคจะพยายามเสนอนโยบายทุกอย่างให้เป็นตามจริงที่สุด ไม่รบกวนภาระทางงบประมาณมาก และทำให้ยั่งยืน อาจจะไม่ได้หวือหวาหรือตัวเลขต่ำมาก ขอยืนยันว่านโยบายของพรรคทำได้จริงและยั่งยืน นโยบายที่ทำออกมาต้องอยู่นาน ๆ ไม่ใช่แค่ทำปีสองปีแล้วมีภาระทำต่อไม่ได้
เมื่อถามว่ามั่นใจว่าจะเรียกคะแนนจากคนที่เลือกพรรคส้มกลับมาได้หรือไม่ นายสกลธี บอกว่า ประสบการณ์ทำการเมืองมากว่า 20 ปี พื้นฐานคะแนนของพรรคประชาชน มาจากอดีตคนที่รักประชาธิปัตย์
เพราะฉะนั้นในวันที่นายอภิสิทธิ์ กลับมาคิดว่าอย่างน้อยคนที่เคยเลือกประชาธิปัตย์ ไปเลือกพรรคประชาชน ในการเลือกตั้งปี 2566 ต้องหันมามอง อยู่ที่ว่าโค้งสุดท้ายที่เหลือเวลาอีก 30 กว่าวันพรรคประชาธิปัตย์ จะทำความมั่นใจให้กับประชาชนหันกลับมาเลือกพรรคได้อย่างไร
แต่ส่วนตัวมองว่าผลสำรวจโพลต่าง ๆ คิดว่าผลสำรวจดีขึ้นเรื่อย ๆ จากการลงพื้นที่ต่อเนื่อง คาดหวังส่วนตัวอยากได้เก้าอี้ สส. กทม. ทั้งหมด แต่จากผลสำรวจน่าจะอยู่ที่ประมาณ 10 บวกลบ แต่ถึงอย่างไรต้องดูว่าทางพรรคจะมีชุดนโยบายอะไรออกมาบ้าง เพราะกรุงเทพฯ ตัดสินกันช่วงโค้งสุดท้าย
ส่วนกรณีที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ โพสต์ข้อความระบุว่ายังไม่มีการเลือกตั้งมีกลุ่มคนให้เลือก คุณ อ. เป็นนายกฯ แลกกับ 20 ล้าน นายสกลธี บอกว่า หลักของพรรคประชาธิปัตย์ คือการเมืองสุจริต หากปล่อยให้การเมืองแบบนั้นยังอยู่
โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีหลังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คิดว่าประเทศในอนาคตไปต่อไม่ได้แน่ ๆ เป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำไปซ้ำมา พอได้อำนาจรัฐปุ๊บ มีเงินจากไหนก็ไม่รู้มาซื้อ สส. ให้โหวตก็กลับวนไปวนมา เอาเงินจากนอกระบบเข้ามาการเมืองไม่มีทางดีแน่นอน
ด้าน ดร.การดี กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย อยากให้ประชาชนมองนโยบายอย่างลึกซึ้ง เป็นนโยบายที่ทำได้จริงอย่างรอบคอบ และที่สำคัญทำแล้วไม่ได้ส่งผลเชิงลบในระยะยาว
โดยพรรคประชาธิปัตย์ มุ่งเป้าไปที่นโยบายแก้จน เริ่มจากการลดค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ลดภาระค่าเดินทาง และลดภาระการสูญเสียโอกาส เช่น แม่ที่ต้องดูแลลูก พรรคประชาธิปัตย์ จะชดเชยเวลาทำงานของแม่ตลอด 1 ช่วงปีแรกรวม 12 เดือนเดือนละ 5,000 บาท รวม 65,000 บาท
ส่วนหากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นรัฐบาลจะสานต่อนโยบายคนละครึ่งพลัสหรือไม่ ดร.การดี บอกว่า จริง ๆ แล้วนโยบายนี้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งมีความจำเป็นอยู่ แต่จริง ๆ ต้องมองในภาพระยะยาวว่าจะลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้อย่างไร หนึ่งในนั้นที่ยกตัวอย่างไปก็คือชดเชยรายได้ให้กับแม่ที่ต้องดูแลลูก