วันที่ 13 ม.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกรณีสังคมออนไลน์ให้ความสนใจ หลังเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ชุมชนข่าวขอนแก่น” ได้เผยแพร่เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับข้าราชการฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยข้าราชการฝ่ายปกครองในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนพรรคการเมือง และมีรายชื่อปรากฏในลำดับผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง
โดยในโพสต์ดังกล่าว มีการเผยแพร่ภาพการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งปรากฏการสื่อสารระหว่างผู้สมัคร สส.เขต กลุ่มข้าราชการฝ่ายปกครอง และการดึงผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ 19 หมู่บ้านเข้าร่วมกลุ่ม เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง รวมถึงมีชื่อผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งยังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยข้าราชการฝ่ายปกครอง อันถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ซึ่งเพจดังกล่าวตั้งคำถามถึงความเป็นกลางของฝ่ายปกครอง พร้อมระบุรายละเอียดการร้องเรียน อาทิ การตั้งกลุ่มไลน์ระหว่างฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชน และว่าที่ผู้สมัคร สส., การสั่งการหรือเอื้ออำนวยกิจกรรมและการลงพื้นที่ของผู้สมัคร, การเรียกเก็บเงินจากผู้นำชุมชนเพื่อนำไปคัดสำเนาทะเบียนราษฎร์ (ทร.14), การใช้ข้อมูลรายชื่อประชาชนเป็นฐานข้อมูลทางการเลือกตั้ง, การส่งผู้ช่วยข้าราชการฝ่ายปกครองเข้าร่วมกิจกรรมเปิดตัวพรรคการเมืองในวันและเวลาราชการ, การพบชื่อผู้ช่วยข้าราชการฝ่ายปกครองเป็นผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 9, การแสดงการสนับสนุนทางการเมืองผ่านไลน์กลุ่มฝ่ายปกครอง–สส. รวมถึงการรวบรวมหัวคะแนนและรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
นอกจากนี้ผู้ร้องเรียนยังระบุว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดทั้งของข้าราชการฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยข้าราชการฝ่ายปกครอง โดยมีลักษณะรู้เห็นเป็นใจ ส่งเสริม หรือไม่ยับยั้งการกระทำที่อาจผิดกฎหมาย เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 153 พร้อมยืนยันว่ามีหลักฐานเป็นกลุ่มไลน์ ข้อความสั่งการ ใบเสร็จรับเงิน เอกสารทะเบียนราษฎร์ และภาพที่ปรากฏในสื่อ แม้บางส่วนจะถูกลบออกจากโซเชียลมีเดียแล้ว แต่มีผู้บันทึกข้อมูลไว้ได้ทัน ซึ่งโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก และสังคมจับตาว่าจะมีการตรวจสอบอย่างจริงจังหรือไม่
ด้านนายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงกรณีดังกล่าว ว่า มีประชาชนส่งหนังสือร้องเรียนทางไปรษณีย์ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ซึ่งหนังสือเพิ่งมาถึงหน้าห้องทำงาน แม้ตรวจสอบแล้วพบว่าถูกส่งมาตั้งแต่ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน ลักษณะเป็นบัตรสนเท่ห์ จากรายละเอียดในหนังสือร้องเรียน ระบุว่ามีสารวัตรกำนัน คือ นายโชคชัย จันทร์วิเศษ มีรายชื่อเป็นผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมือง “พรรคเป็นธรรม” และมีกำนันตำบลบ้านค้อ อำเภอเมืองขอนแก่น เป็นผู้จัดตั้งกลุ่มไลน์ชื่อ “ฝ่ายปกครองบ้านค้อ สส.” ซึ่งมีสมาชิกเป็นผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ตำบลบ้านค้อทั้ง 19 หมู่บ้าน รวมถึงผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต เขต 4 ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อีก 1 รายด้วย
ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังได้รับการร้องเรียน ได้กำชับเจ้าหน้าที่ทันทีว่า หนังสือเร่งด่วนควรต้องส่งถึงผู้บังคับบัญชาโดยเร็ว ทั้งนี้ ตนเองเพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นได้ประมาณ 2 เดือน และได้ย้ำกับทุกหน่วยงานมาโดยตลอดให้วางตัวเป็นกลางทางการเมือง รักใคร ชอบใคร เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ต้องไม่แสดงออกในเวลาราชการ ไม่สวมเครื่องแบบ หรือใช้สัญลักษณ์ของทางราชการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ในส่วนของกรณีการโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ และการสื่อสารผ่านกลุ่มไลน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ระบุว่า จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ว่ามีลักษณะเข้าข่ายฝ่าฝืนระเบียบหรือกฎหมายหรือไม่
สำหรับกรณีสารวัตรกำนัน ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเป็นต้องตรวจสอบสถานะให้ชัดเจนว่า ได้ลาออกจากตำแหน่งก่อนสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ โดยจะมีการประสานงานร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดหรือไม่ หากลาออกก่อนมีรายชื่อในบัญชีผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ก็ถือว่าเป็นประชาชนทั่วไป สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย แต่หากยังไม่ได้ลาออกและมีรายชื่อเป็นผู้สมัครตามที่มีการร้องเรียน ก็ถือว่าขัดต่อกฎหมาย ซึ่ง กกต.จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวยืนยันอีกว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้นายอำเภอเมืองขอนแก่น เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ซึ่งอาจมีบทลงโทษตั้งแต่การลดขั้นเงินเดือน ไปจนถึงการให้ออกจากราชการ ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมย้ำว่า แม้การร้องเรียนจะเป็นบัตรสนเท่ห์ หรือการร้องเรียนที่ผู้ร้องไม่เปิดเผยตัวตน แต่หากเป็นเรื่องเร่งด่วน หรือส่งผลกระทบต่อประชาชน จังหวัดจะไม่ละเว้น ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกกรณี เพื่อรักษาความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการและกระบวนการเลือกตั้ง