ทุกการเลือกตั้งของประเทศไทยมักมีประเด็นหนึ่งที่ถูกผลักให้รั้งท้าย ความสนใจในเวทีสาธารณะเสมอ นั่นคือ “ประเด็นสิ่งแวดล้อม” ทั้งที่ปัญหานี้กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนอย่างกว้างขวางและเป็นโจทย์หลักที่พรรคการเมืองทุกพรรคจำเป็นต้องคิดแก้ปัญหาอย่างจริงจัง พร้อมแสดงจุดยืน นโยบาย และความรับผิดชอบต่อสาธารณะอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสถานการณ์ “ฝุ่น PM 2.5” ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งช่วงโค้งสุดท้ายนี้
"ประชาธิปัตย์" เน้นแก้ที่ต้นตอ หวังผลักดัน "พ.ร.บ.อากาศสะอาด"
นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 8 หลักสี่-จตุจักร พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk ถึงนโยบายการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ให้ความสำคัญกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 มาก อย่างแรกต้องแก้ปัญหาต้นตอก่อน คือ การเผาในที่โล่ง หรือหากใน กทม. จะต้องลดการปล่อยมลภาวะจากการเผาไหม้ดีเซล
พรรคประชาธิปัตย์ มีนโยบายการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับแบบเรียลไทม์ว่าวันนี้ฝุ่นเท่าไร พื้นที่ไหนที่มีฝุ่น รวมถึงการจัดทำ Open Data แบบดิจิทัลให้ผู้คนเข้าถึง
นายระพีพัฒน์ กล่าวว่า หากเข้าไปเป็นรัฐบาลได้ อยากผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และก๊าซเรือนกระจก เป็นภารกิจหลักในการแก้ปัญหาฝุ่น เราจะพบว่าฝุ่นใน กทม. ส่วนใหญ่เป็นฝุ่นที่ถูกพัดมาจากที่ต่าง ๆ ใน กทม. ฝุ่น 50% จะมาจากยานยนต์ และลดหลั่นมาจะเป็นการก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม และการเผาในที่โล่ง เพราะฉะนั้น จึงเน้นหนักในการแก้ปัญหาที่ต้นตอ คือ การเผา และการพยายามกระตุ้นให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะในราคาที่เข้าถึงได้
นอกจากนี้ นายระพีพัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า ปัญหาฝุ่นนอกจากจะเกิดในประเทศไทยแล้ว ยังมาจากประเทศรอบ ๆ เรา เช่น เมียนมา กัมพูชา ลาว ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายเจรจาและควบคุมการนำเข้าพืชผลทางการเกษตรที่ก่อให้เกิดการเผา เช่น เมียนมา ไทยนำเข้าข้าวโพดเยอะ ซึ่งจุดที่เป็น Hot Spot ในการเผามีถึง 2,000 จุด เพราะฉะนั้น “อะไรที่เกิดจากการเผา เราไม่รับ” ก็จะช่วยได้เยอะเช่นกัน
นายระพีพัฒน์ กล่าวว่า ฝุ่นใน กทม. เหมือนสภาวะฝาชีครอบ การระบายอากาศไม่ดี อย่างแรกเราต้องโปรโมตให้ใช้ยานยนต์สาธารณะให้มากขึ้น และต้องเข้าใจว่าเครื่องยนต์ดีเซลนั้นเป็นการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ต้องลงไปดูแลเรื่องการตรวจสภาพรถ
และแน่นอนการเผาในที่โล่ง กทม. น้อย แต่พื้นที่การเกษตรรอบ กทม. เยอะ อยู่ในรัศมีที่ลมพัดเข้ามาใน กทม. ได้ ดังนั้นจึงต้องทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าการเผาในที่โล่งทำให้เกิดปัญหาสภาวะแวดล้อมอย่างมาก รวมถึงกระตุ้นให้ชาวบ้านอยากเลิกเผา
"ประชาชน" เน้นบูรณาการข้อมูล จูงใจเกษตรกรลดเผา
นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส. กกม. เขตประเวศ-สะพานสูง พรรคประชาชน กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่อาจเป็นเรื่องสำคัญนั่นคือ การบูรณาการข้อมูล การจัดการเรื่องพืชผลทางการเกษตรนั้นมีฤดูกาลที่ชัดเจนอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลต้องมีการวางแผนก่อน
ถ้าเรามีข้อมูลทั้งหมดว่าปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร เมื่อไร จากนั้นซิงค์ข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการเตรียมการรับมือฝุ่น PM 2.5 ได้
เช่นเดียวกับเรื่องของการเผาและการเกษตร พรรคประชาชนต้องการจูงใจเกษตรกรให้รู้สึกว่าการไม่เผาคุ้มค่ามากกว่าการเผา จึงมีนโยบายคูปองไม่เผา สำหรับคนที่ทำเกษตรแบบไม่เผา สามารถนำคูปองมาแลกอุปกรณ์การเกษตรเพิ่มประมาณ 250 บาทต่อไร่
นายณัฐพงศ์ กล่าวต่อว่า รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรวิเคราะห์ดินได้แม่นยำ หรือปลูกพืชบำรุงดินต่าง ๆ ที่ทำให้ดินไม่เสีย สามารถ On-Top ไปได้ถึง 1,750 บาท ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
เช่นเดียวกับเรื่องงบประมาณการจัดการฝุ่นที่ผ่านมาไม่เคยเพียงพอ สิ่งสำคัญคือเรื่องของการจัดสรรงบประมาณที่ต้องมีคุณภาพและเข้าถึงท้องถิ่นให้มากขึ้น
"ภูมิใจไทย" เอาจริง! เน้นแก้ PM 2.5 เชิงรุก
นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ ผู้สมัคร สส.กทม. เขตสวนหลวง-เขตประเวศ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยมองว่านโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เอาให้ดีแค่ไหนก็ไม่สัมฤทธิ์ถ้าขาดการเอาจริงเอาจังและบังคับใช้กฎหมายเต็มที่
เรื่อง PM 2.5 ประเด็นที่เป็นอุปสรรคที่สุดคือ เราทำเช้าชามเย็นชาม หน้าฝุ่นมีอยู่ประมาณ 5-6 เดือน พอเลยไปแล้วก็ชิลต่อ แต่พอหมดหน้าฝุ่นก็แผ่วลง ถ้าแก้เอาจริงต้องแก้แบบเชิงรุก ไม่ใช่รอฝุ่นมาแล้วค่อยหาหน้ากากมาใส่
เพราะฉะนั้นวิธีการเชิงรุกคือ อาจต้องเอาจริงเอาจัง มีคณะกรรมการสู้ฝุ่นจาก 7 กระทรวงเข้ามา ปัจจุบันเรามีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ที่มีการรายงานต่าง ๆ แต่ไม่มีแผนเชิงรุกที่สามารถจับต้องได้ ทุกวินาทีต้องทำให้มีการดำเนินการที่เดินไปต่อ
ต้องมีการบูรณาการข้อมูล มีแพลตฟอร์มที่มอนิเตอร์ ทุกวันนี้ประชาชนตรวจค่าฝุ่นจากเมืองนอก ทำไมเมืองไทยไม่มี เราก็ต้องจัดการขึ้นมา รวมถึงนโยบายอื่น ๆ เช่น พลังงานสะอาด การเปิดสู่อุตสาหกรรมใหม่ ก็จะช่วยลดฝุ่นจากภาคอุตสาหกรรม รวมถึงเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน