เลือกตั้ง 2569 : สื่อนอกมองการเลือกตั้งไทย “การเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สื่อต่างประเทศวิเคราะห์สภาพการเมืองและเศรษฐกิจไทย ซึ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแม้เวลาผ่านมานานกว่า 20 ปี กับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เผยแพร่บทวิเคราะห์ “ทำไมประเทศไทยที่กำลังดิ้นรนจึงยังคงลงคะแนนเสียงให้กับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง”

โดยระบุว่า 2 ทศวรรษแห่งความไม่มั่นคงทางการเมืองเรื้อรัง ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากประเทศเศรษฐกิจที่กำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นหนึ่งในประเทศร่ำรวยเช่นเดียวกับเกาหลีใต้และสิงคโปร์ มาเป็นประเทศที่ล้าหลังในภูมิภาค เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน หนี้สินพุ่งสูง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และจำนวนแรงงานที่ลดลง

สื่อนอกมองการเลือกตั้งไทย “การเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง” ช่างภาพพีพีทีวี
คูหาเลือกตั้ง (แฟ้มภาพ)

บลูมเบิร์กบอกว่า นี่คือฉากหลังของการเลือกตั้งไทยในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองที่หาเสียงด้วยนโยบายปฏิรูปครั้งใหญ่ กับสองกลุ่มการเมืองที่เน้นนโยบายประชานิยม

พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่สืบทอดมาจากพรรคก้าวไกลที่ได้รับที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว กล่าวว่า ประเทศไทยจะพลิกฟื้นสถานการณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งเท่านั้น

พรรคประชาชนกำลังผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำกัดการผูกขาด และรื้อระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาดที่พรรคประชาชนกล่าวว่าขัดขวางการแข่งขันและนวัตกรรม

ถึงแม้ว่าพรรคประชาชนจะได้รับที่นั่งมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง แต่การขาดพรรคร่วมรัฐบาลตามธรรมชาติทำให้เส้นทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลยากลำบาก ในการแข่งขันที่แท้จริงแล้วเป็นการแข่งขันสามฝ่าย

คู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล สนับสนุนนโยบายที่สอดคล้องกับสองทศวรรษที่ผ่านมาเป็นส่วนใหญ่ นั่นคือ การแจกเงินและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

กาเร็ธ เลเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากแคปิตอล อีโคโนมิคส์ กล่าวว่า “หากมีการปฏิรูปทางการเมืองที่มีความหมาย หากมีรัฐบาลที่สนับสนุนการปฏิรูปอย่างมั่นคงอยู่ในอำนาจ ก็เป็นไปได้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาจะพยายามแก้ไขปัญหาบางอย่างที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ แต่จนกว่าจะมีเสถียรภาพทางการเมือง มันจะยากมาก ๆ”

เลเธอร์บอกว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันมีขนาดใหญ่ขึ้นเพียง 5% เมื่อเทียบกับก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 เท่ากับการเติบโตเฉลี่ยต่อปีประมาณ 1%

ในทางตรงกันข้าม เวียดนามและอินเดียมีขนาดใหญ่ขึ้นประมาณ 40% เมื่อเทียบกับก่อนเกิดโรคระบาด

การรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าและรัฐบาลพลเรือนที่ดำรงตำแหน่งได้ไม่นาน ทำให้การวางแผนระยะยาวแทบเป็นไปไม่ได้ จึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการใช้จ่ายเพื่อเอาใจประชาชนมากกว่า

ส่งผลให้ประเทศต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างหนัก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตในอดีตแต่ตอนนี้กำลังชะงักงัน โดยไม่มีอุตสาหกรรมใหม่พร้อมที่จะเข้ามาแทนที่

การผลักดันของพรรคประชาชนในการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทย ทำให้พรรคและผู้สนับสนุนรุ่นเยาว์ในเมืองหลายล้านคนต้องเผชิญหน้ากับชนชั้นนำทางธุรกิจที่ทรงอิทธิพลและกลุ่มอนุรักษ์นิยม

แม้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะแสดงความปรารถนาที่จะปฏิรูป แต่การคำนวณคะแนนเสียงก็เป็นเรื่องยาก ประเทศไทยไม่เคยมีรัฐบาลพรรคเดียวที่ครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดนับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2548

ในการจัดตั้งรัฐบาลโดยลำพัง พรรคการเมืองต้องได้รับที่นั่งอย่างน้อย 251 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรที่มีสมาชิก 500 คน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สูงมาก

ทั้งนี้ กลุ่มนักวิชาการ นำโดยอดีตผู้กำกับดูแลการแข่งขัน ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกเตือนว่าประเทศไทยกำลังเข้าใกล้ “จุดวิกฤต”

จดหมายดังกล่าวเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลีกเลี่ยงพรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการพัฒนาในระยะยาว โดยมีข้อเสนอหลักประการหนึ่งคือการยุบเลิกการผูกขาด

รายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) ระบุว่า มี บริษัทราว 5% ที่ควบคุมรายได้รวมกว่า 85% ของเศรษฐกิจไทยทั้งหมด บริษัทที่เชื่อมโยงกับมหาเศรษฐีของประเทศหลายราย มีอิทธิพลอย่างมากในภาคพลังงาน อาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก และโทรคมนาคม และรวมกันแล้วมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 ของดัชนี SET

นโยบายของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยส่วนใหญ่ยังคงรักษาสภาพโครงสร้างเศรษฐกิจที่ควบคุมโดยชนชั้นนำเอาไว้ โดยเลือกใช้มาตรการระยะสั้นและเน้นการบริโภคเป็นหลัก

พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเพิ่งครองอำนาจได้เพียง 3 เดือน สัญญาว่าจะนำโครงการกระตุ้นการบริโภคที่ได้รับความนิยมกลับมาใช้อีกครั้ง โดยรัฐบาลจะอุดหนุนการซื้อสินค้าของผู้บริโภค 50%

นี่เป็นโครงการริเริ่มที่เริ่มต้นขึ้นภายใต้รัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพของอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงที่การระบาดของโควิด-19 รุนแรงที่สุด ซึ่งในขณะนั้นนายอนุทินดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

พรรคเพื่อไทย ก่อตั้งโดยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนโยบายประชานิยมของเขาช่วยรักษาอิทธิพลทางการเมืองของเขาไว้ได้ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา กำลังดำเนินการไปไกลกว่านั้น โดยเสนอโครงการที่คล้ายคลึงกัน โดยรัฐบาลจะออกค่าใช้จ่าย 70%

นอกจากนี้ยังมีการเสนอโครงการรายวันที่จะมอบเงินสด 1 ล้านบาทให้แก่ผู้โชคดี 9 คน ซึ่งอาจเป็นเกษตรกร ผู้สูงอายุ อาสาสมัครสาธารณสุข หรือผู้เสียภาษี และเสนอโครงการเพิ่มรายได้สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 36,000 บาทต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับเส้นความยากจนของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงก็คือ ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งรัฐบาล ก็จะได้รับมรดกทางเศรษฐกิจที่มีพื้นที่ทางการคลังและทางการเงินจำกัด

หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ระดับ 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งใกล้เคียงกับเพดานที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ 70% และทั้ง Fitch Ratings และ Moody’s Investors Service ต่างปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจของไทยในปี 2025 เป็นลบ

อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ที่ 1.25% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำที่สุดในโลก ขณะที่หนี้ครัวเรือนที่สูงและเงื่อนไขสินเชื่อที่ตึงตัวจำกัดผลกระทบของการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม

กระทรวงการคลังของไทยคาดการณ์ว่า การเติบโตของ GDP จะชะลอตัวลงเหลือ 2% ในปี 2569 ขณะที่ธนาคารกลางคาดการณ์ศักยภาพการเติบโตที่ 1.5% ซึ่งจะเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดตั้งแต่ปี 2557 หากไม่นับช่วงที่โควิด-19 ระบาด

พรรคการเมืองหลักทุกพรรคให้คำมั่นว่าจะเพิ่ม GDP ให้สูงขึ้นระหว่าง 3% ถึง 5% แต่นักเศรษฐศาสตร์ยังคงไม่มั่นใจ

จุน เฮา อึ้ง จาก Oxford Economics มองว่า เพดานการเติบโตที่เป็นไปได้จริงอยู่ที่เพียง 3% เท่านั้น

อึ้งกล่าวว่า “ปัญหาที่แท้จริงคือการขาดความเต็มใจที่จะดำเนินการปฏิรูป ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเจ็บปวดในระยะสั้น แต่จะให้ผลประโยชน์ในระยะยาว”

เขาเสริมว่า “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการแจกเงินสดเป็นที่นิยม แต่ไม่ได้แก้ไขข้อเท็จจริงที่ว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ ได้แก่ การท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และการส่งออกสินค้า กำลังเผชิญกับความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงและกำลังดิ้นรนเพื่อฟื้นตัว”

ตามข้อมูลของ OECD ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จำกัดการไหลเข้าของการลงทุนในไทยแล้ว ระหว่างปี 2558 ถึง 2566 ประเทศไทยสะสมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศคิดเป็น 11% ของ GDP ต่อปี เทียบกับมาเลเซียที่ 25% และเวียดนามที่ 42%

แม้แต่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และนักลงทุนของไทยเองยังมองหาโอกาสในการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น มากกว่าที่จจะลงทุนในไทยด้วยซ้ำ

 

เรียบเรียงจาก Bloomberg

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ