นายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย หรือ ทนายชา บอกว่าเหตุที่ยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง เพราะมีการตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อสแกนบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งทั้งสีชมพูและสีเขียวพบว่ากลับไปหาต้นขั้วของบัตรและเชื่อมโยงกลับไปหาผู้ลงคะแนนได้ อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ก็ยืนยันว่าบาร์โค้ดดังกล่าวระบุข้อมูลผู้ลงคะแนนได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการลงคะแนนไม่ได้เป็นความลับ ตนจึงไปฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ กกต. จัดเลือกตั้งใหม่โดยไม่ให้มีบาร์โค้ดบนบัตรที่สามารถเชื่อมโยงกลับไปหาต้นขั้วได้
และหากจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ขอให้ทำลายหรือเผาบัตรเลือกตั้งเดิมที่ลงคะแนนไปก่อนหน้านี้ รวมถึงขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยเร่งด่วน ให้ กกต. ระงับการประกาศรับรองผลเลือกตั้งไปก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ซึ่งตนเองได้ยื่นฟ้องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Filing ไปเมื่อวันศุกร์ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลว่าศาลจะรับคำฟ้องหรือไม่
ส่วนที่ กกต. ชี้แจงว่าการทำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเพื่อป้องกันการปลอมแปลงและบัตรเขย่ง มองว่าหากอยากป้องกันการปลอมแปลงบัตรต้องใช้มาตรการที่ไม่สามารถสืบหาต้นขั้วได้ และหากอยากให้เข้มงวดหรือสุจริตควรใช้หีบบัตรที่แข็งแรงและมีกุญแจล็อกแน่นหนา
ส่วนที่หลายคนมองว่าศาลปกครองไม่มีอำนาจและแนะนำให้ไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ทนายชาระบุว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญไม่เปิดช่องให้ประชาชนร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง และหากศาลปกครองไม่รับคำฟ้อง หลังจากนี้ก็จะอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และหากศาลปกครองสูงสุดยังยืนยันเหมือนศาลปกครองชั้นต้นว่าไม่มีอำนาจ ก็ต้องกลับไปร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ส่งเรื่องเข้าศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนที่ กกต. ชี้แจงอีกว่าตัวเลขบนบาร์โค้ดเป็นการระบุล็อตที่พิมพ์ ตนเองไม่ได้บอกว่า กกต. โกหก แต่หากจะออกแบบระบบมาเพื่อให้ติดตามได้ก็ต้องคิดให้ละเอียดว่าบาร์โค้ดดังกล่าวเอาไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้อีกหรือไม่ ซึ่งวันนี้ประชาชนได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ใช้เพื่อติดตามล็อตการพิมพ์อย่างเดียว และตามหลักกฏหมายต้องไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เพราะเมื่อไหร่ที่การตัดสินใจของประชาชนไม่เป็นความลับ ประชาชนก็จะถูกอำนาจของอิทธิพลกดดัน การเลือกตั้งก็จะไม่เสรีและไม่เป็นธรรมอีกต่อไป
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้มองว่าประชาชนไม่ไว้ใจ กกต. พอตรวจสอบเยอะก็มีโอกาสเจอปัญหายิบย่อยตามมาอีกมาก อย่างบาร์โค้ดบนบัตรเมื่อสแกนดูถึงพบว่าตัวเลขไม่ซ้ำกัน หลายคนจึงตั้งข้อสังเกต