นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เดินทางมายื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ พร้อมเผยว่า การตัดสินใจลาออกเกิดขึ้นหลังจากพิจารณามาระยะหนึ่งหลังไม่ได้รับเลือกตั้ง โดยเห็นว่าการออกมาเป็นอิสระจะทำให้สามารถตรวจสอบเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ ได้คล่องตัวมากขึ้น
ส่วนแนวทางหลังจากนี้ ยังไม่รู้อนาคตแน่ชัด แม้ว่ายังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมพรรคใด แต่ก็มีบางพรรคมาชักชวน เช่น พรรคทางเลือกใหม่ เบื้องต้นวางแผนว่าหลังลาออกแล้วจะเดินหน้าตรวจสอบอิสระในฐานะประชาชน ทั้งเรื่องของบาร์โค้ด และสเปกเตอร์ซี
นายเรืองไกร ระบุว่า ได้แจ้งการตัดสินใจต่อ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เรียบร้อยแล้ว โดยเพิ่งรับประทานอาหารร่วมกันก่อนมายื่นหนังสือ ซึ่ง พลเอก ประวิตร แสดงความเคารพในการตัดสินใจ และยืนยันว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวยังเป็นไปด้วยดี การลาออกไม่เกี่ยวข้องกับความไม่พอใจ แต่เป็นเรื่องขนาดของพรรคที่มี สส.เขต 4 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ที่ไม่สะดวกกับการทำงานนัก
วันนี้นอกจากการยื่นลาออกแล้ว ยังได้มาตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อเตรียมดำเนินการตามกฎหมายภายใน 90 วัน ทั้งเรื่องการยื่นบัญชีและภาษีให้ถูกต้องครบถ้วน
สำหรับประเด็นการร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา นายเรืองไกร ระบุว่าจะติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง รวมถึงข้อถกเถียงเรื่องการเลือกตั้งโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ
โดยตั้งข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติที่ใช้คำว่า “ทางตรงและลับ” อยู่ 2 มาตรา คือ มาตรา 83 วรรคสอง (แก้ไขปี 2564) และมาตรา 85 แต่กลับมีการหยิบยกเพียงมาตรา 85 มาอ้างอิง พร้อมมองว่าการตัดถ้อยคำดังกล่าวออกจากกฎหมายเลือกตั้ง อาจก่อให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย และอาจเป็นประเด็นให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองพิจารณา
ส่วนกระแสเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ นายเรืองไกร อ้างถึงแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2549 กรณีการจัดคูหาเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่งศาลมีคำสั่งให้แก้ไขพระราชกฤษฎีกาและกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ โดยเห็นว่ากรณีปัจจุบันต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
โดยมองว่า การจะตรวจสอบบัตรว่าเป็นของใครนั้น เป็นไปได้ยาก แม้แต่ผู้มีอำนาจ เพราะว่าไม่ได้มีเหตุจำเป็นในการเข้าไปเปิดหีบ เพื่อดูบัตรเลือกตั้งและต้นขั้ว
พร้อมกล่าวอีกว่า ส่วนตัวเข้าใจในสิ่งที่ กกต. ชี้แจงออกมา แต่จะเกินเลยจากขอบเขตการว่าจ้าง (TOR) ในการผลิตบัตรเลือกตั้งกับบริษัทจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งหรือไม่นั้น ให้ไปสนใจเรื่องบัตรเขย่งดีกว่า ซึ่ง กกต. ต้องหาสาเหตุของจำนวนบัตรต่างกันให้ได้
หากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์ ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องของการลงคะแนนโดยตรงและลับ แต่เป็นเรื่องของความไม่ยุติธรรม คะแนนที่ออกมาก็อาจจะเชื่อถือไม่ได้ ดังนั้นคนที่พยายามก่อกระแสเรื่องนี้ ขอให้ดูกฎหมายให้ดี นายเรืองไกรมองว่า มุมที่ไม่เป็นความลับ ก็น่าจะยังมีอยู่ ซึ่งอาจมีคนร้องเรียนก็ได้
ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองเก็บข้อมูล Laser ID ของสมาชิกพรรค นายเรืองไกร กล่าวว่า เป็นการดำเนินการโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ประเด็นว่ากฎหมายจะครอบคลุมหรือมีข้อห้ามหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณาแยกต่างหาก
หากมีบุคคลที่สามออกมาชี้แจงว่า การกระทำดังกล่าวไม่สามารถทำได้ เมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ศาลย่อมตั้งคำถามว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีข้อเท็จจริงรองรับหรือเป็นเพียงการคาดเดา
ส่วนกรณีที่มีการเปรียบเทียบการเก็บข้อมูล Laser ID ว่าเสมือนกับการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้น นายเรืองไกรเห็นว่าเป็นการกังวลหรือคิดไกลเกินเหตุ โดยมองว่าไม่ควรนำทั้งสองประเด็นมาเชื่อมโยงกันในลักษณะดังกล่าว
ขณะที่กรณีสเปกเตอร์ซี ที่มีการโจมตีพรรคประชาชนอยู่นั้น นายเรืองไกร มองว่า เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และการให้ข้อมูลของนางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้านั้น เป็นการให้ข้อมูลมากเกินไป อาจเป็นผลย้อนกลับเข้ามาที่ตัวเองได้
ซึ่งส่วนตัวได้ตรวจดูรายละเอียดทั้งหมดแล้ว อย่างกรณีพาสื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบ อาจถูกมองว่าเป็นการพยายามแก้ต่าง หากพรรคประชาชนเข้าไปก้าวก่าย มีส่วนถือหุ้นในบริษัทนั้น หรือนำเงินพัฒนากองทุนไปจ่ายเป็นค่าจ้าง รวมถึงกรณีที่พรรคได้ประโยชน์ ก็อาจเข้าข่ายถูกยุบพรรคได้
อย่างไรก็ตาม นายเรืองไกรระบุว่า ตอนนี้ตนยังไม่ได้ตรวจสอบ เนื่องจากกังวลเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ว่าจะดำเนินการสำเร็จหรือไม่