นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) พร้อมสมาชิกวุฒิสภา 89 คน ร่วมแถลงข่าวตอบโต้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กรณีโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวหาวุฒิสภาว่าทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ภายใต้สิ่งที่เรียกว่าระบอบสีน้ำเงิน และกล่าวหาวุฒิสภาว่าไม่ทำหน้าที่ปกป้องประชาธิปไตย รวมถึงใช้อำนาจอย่างบิดเบือนโดยประชาชนไม่สามารถตรวจสอบหรือถอดถอนได้นั้น
โดยนายพิสิษฐ์ ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และมองว่านายณัฐพงษ์มีเจตนายุยงปลุกปั่นและบ่อนทำลายการทำหน้าที่ของวุฒิสภาด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยยืนยันว่าการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ไม่มีความเชื่อมโยงกับสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน อีกทั้งเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านมานานกว่า 12 ปีแล้ว ประเทศได้กลับเข้าสู่กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 และจัดการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้ว 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2562, 2566 และล่าสุดปี 2569 ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน ต่างก็เข้าร่วมการเลือกตั้งภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาโดยตลอด
นายพิสิษฐ์ ระบุว่า ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคของนายณัฐพงษ์ยังได้รับเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง สะท้อนถึงการยอมรับกติกาตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ยังผ่านการทำประชามติจากประชาชนก่อนประกาศใช้ จึงถือเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่มรดกของคณะรัฐประหารตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมมองว่าการที่นายณัฐพงษ์ซึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ออกมาโจมตีรัฐธรรมนูญและวุฒิสภา เป็นความพยายามบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม
นายพิสิษฐ์ ยังกล่าวถึงที่มาของสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันว่า มาจากกระบวนการเลือกกันเองของกลุ่มอาชีพตามรัฐธรรมนูญ แม้จะมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง แต่ตราบใดที่องค์กรที่มีอำนาจและศาลยังไม่มีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น ก็ต้องถือว่าสมาชิกวุฒิสภาทุกคนเข้าสู่ตำแหน่งโดยชอบด้วยกฎหมาย พร้อมยืนยันว่า วุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง อิสระ และซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ไม่เคยใช้อำนาจโดยมิชอบหรือบิดเบือนอย่างที่ถูกกล่าวหา
นายพิสิษฐ์ ยังมองว่าการกล่าวหาของนายณัฐพงษ์เป็นการโจมตีโดยไม่มีพยานหลักฐาน และเป็นการตัดสินแทนศาล ทั้งที่สมาชิกวุฒิสภาทุกคนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย อีกทั้งที่ผ่านมา สมาชิกบางรายยังเคยถูกตรวจสอบและถูกถอดถอนจากตำแหน่งโดยกระบวนการยุติธรรม จึงเห็นว่าการกล่าวหาว่าวุฒิสภาไม่สามารถถูกตรวจสอบหรือถอดถอนได้ เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างความเสียหายต่อองค์กรวุฒิสภา องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ
นายพิสิษฐ์ ยังเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า คำว่าระบอบสีน้ำเงินหมายถึงระบอบใด หรือพาดพิงถึงบุคคลหรือสถาบันใด พร้อมระบุว่า หากต้องการทำการเมืองอย่างสุจริต ควรกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช้ถ้อยคำที่เปิดช่องให้ตีความจนก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
นายพิสิษฐ์ ยืนยันว่า วุฒิสภาไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติของบุคคลหรือกลุ่มการเมืองใด และไม่เคยใช้อำนาจอย่างมิชอบ พร้อมแสดงความไม่สบายใจต่อการที่นายณัฐพงษ์ ซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาด้วยกัน กล่าวหาวุฒิสภาด้วยข้อมูลที่เห็นว่าเป็นเท็จและมีเจตนาทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กร
นายพิสิษฐ์ บอกอีกว่า ขอประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นพฤติกรรมที่ร้ายแรง และเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ออกมาแถลงขอโทษต่อวุฒิสภาภายใน 3 วัน หากไม่ดำเนินการ จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการอื่น ๆ เพื่อปกป้องวุฒิสภาจากการกระทำที่ถูกมองว่าเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เมื่อถามว่าการดำเนินการทางกฎหมายจะมีการฟ้องร้องในข้อกฎหมายใด นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้จะนำกลับไปหารือและพิจารณาอีกครั้ง โดยยืนยันว่าจะดำเนินการภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก
เมื่อถามย้ำว่าต้องการคำขอโทษหรือคำชี้แจงจากนายณัฐพงษ์ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ต้องการให้นายณัฐพงษ์แสดงเจตนาขอโทษ เนื่องจากการพาดพิงโดยไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลรองรับ อาจก่อให้เกิดความเสียหาย และเข้าข่ายประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทได้
การที่บอกนายณัฐพงษ์อ้างถึงระบบสีน้ำเงินโดยที่มีความชัดเจนทางฝั่งของ สว. ตีความคำนี้ว่าอย่างไร นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับวุฒิสภา สีฟ้าหรือน้ำเงินมีที่มาจากสีบนธงไตรรงค์หรือสีธงชาติ พร้อมย้ำว่าสมาชิกวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และมีหน้าที่ธำรงไว้ซึ่งระบอบพระมหากษัตริย์
นอกจากแถลงประณามในวันนี้ทางวุฒิสภาได้หารือหรือไม่ว่าอาจจะมีผลต่อการตัดสินใจในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญร่างของทางพรรคประชาชน นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทราบเพียงว่ามีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากพรรคภูมิใจไทยที่ยื่นเข้าสภาผู้แทนราษฎร ส่วนร่างของพรรคอื่นยังไม่เห็นรายละเอียด จึงยังไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ในเวลานี้
ในโพสต์นายณัฐพงษ์มีการกล่างถึงว่าการจะเปิดประตูบานกลางไปสู่การยุติระบอบสีน้ำเงินก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยนั้น นายพิสิษฐ์ มองว่า อยากย้อนถามกลับว่านายณัฐพงษ์มีเจตนาจะแก้รัฐธรรมนูญจริงหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ระบุชัดว่าต้องใช้เสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 3 แต่ที่ผ่านมา กลับมีการโจมตี สว. อย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามว่าหากต้องการแก้รัฐธรรมนูญจริง เหตุใดจึงใช้วิธีพาดพิงหรือใส่ร้ายสมาชิกวุฒิสภา
ส่วนจำนวนกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาที่มาในวันนี้มีทางนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่าทั้ง 50 คนที่มาวันนี้ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในระบอบสีน้ำเงิน นั้น นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า วันนี้มี สว. เข้าร่วมทั้งหมด 89 คน และยืนยันว่าไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด เราเป็นอิสระ 100 เปอร์เซ็นต์
ส่วนหากในอนาคตการตัดสินใจเรื่องสำคัญประเมินกลุ่ม 89 คนนี้ คนตัดสินใจในแนวทิศทางเดียวกับทางพรรคภูมิใจไทย นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า การลงมติในสภาเป็นเรื่องของการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยตามวิจารณญาณ และผลประโยชน์ของประชาชน ไม่สามารถนำไปอ้างได้ว่าสมาชิกวุฒิสภาขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองใด
เรื่องของเงื่อนไขของพรรคภูมิใจไทยเปิดมาแล้วว่าเสียงของสมาชิกวุฒิสภาให้เหลือหนึ่งในสี่จะยังรับได้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนตัวยังคงยืนยันหลักการเดิม คือใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ตามเดิม
ถ้าเกิดว่ามีการปรับเงื่อนไขตรงนี้จะไปซ้ำรอยครั้งการโหวตครั้งแรกแล้วที่มีการตีตกการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขั้นการโหวตของสมาชิกวุฒิสภาอีกหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคตที่ยังตอบไม่ได้ แต่ยืนยันว่าบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงหมวดและมาตราที่เกี่ยวข้องกับราชอาณาจักร จะต้องไม่ถูกแก้ไข อีกทั้งเงื่อนไขเสียง สว. 1 ใน 3 ก็ยังเป็นหลักการสำคัญ
จะตอบสนองเสียงของประชาชน 21.6 ล้านเสียงที่มีการโหวตเห็นชอบให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ หรือไม่ นายพิสิษฐ์ ขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียดของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงขอพิจารณาเมื่อมีการยื่นร่างเข้ามาครบถ้วนก่อน
ส่วนกรณีหากพรรคประชาชนเสนอร่างที่มีเนื้อหาคล้ายกับร่างเดิมที่สมาชิกวุฒิสภาก็เคยเห็นชอบให้เป็นร่างหลักสมาชิกวุฒิสภาจะยังเห็นชอบเหมือนเดิมหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ร่างเดิมถือว่าตกไปแล้ว ดังนั้นหากมีการเสนอเข้ามาใหม่ ก็ต้องพิจารณากันใหม่ในวาระแรกว่าจะรับหลักการหรือไม่ และยังไม่สามารถอ้างอิงจากการพิจารณาครั้งก่อนได้
สิ่งที่นายณัฐพงษ์โพสต์จะมีผลต่อการตัดสินใจของสมาชิกวุฒิสภาในการที่จะร่วมหรือไม่ร่วมโหวตร่างของพรรคประชาชนหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สมาชิกวุฒิสภาอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติเช่นเดียวกับ สส. ดังนั้นหากสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน สมาชิกวุฒิสภาพร้อมสนับสนุน
ในกรณีที่นายณัฐพงษ์ไม่ขอโทษจะมีการส่งผลต่อการโหวตรับหรือไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะการตัดสินใจจะยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
เมื่อถามย้ำว่าผลประชามติ 21.6 ล้าน เสียงจะรับฟังมากน้อยแค่ไหน นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า แม้จะผ่านประชามติครั้งแรกแล้ว แต่ยังต้องมีการทำประชามติอีก 2 ครั้ง โดยเฉพาะในขั้นกำหนดกรอบให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ดำเนินการแก้ไข จึงเห็นว่าควรปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนในวาระต่อไปก่อน ยังไม่อยากให้ความเห็นในขณะนี้