นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่พบปะประชาชนและผู้ค้าภายในย่านตลาดวงเวียนใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก โดยได้รับฟังปัญหาและข้อร้องเรียนจากพ่อค้าแม่ค้า หาบเร่ แผงลอย และผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก
ผู้ค้าสะท้อนว่า การจำกัดพื้นที่ค้าขายในหลายจุดส่งผลกระทบต่อรายได้โดยตรง ทำให้จำนวนลูกค้าลดลง ขณะที่ร้านค้าในอาคารและตลาดใกล้เคียงก็ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่หดตัวตามไปด้วย
จึงเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครมีแนวทางจัดระเบียบการค้าขายที่สมดุล ระหว่างความเป็นระเบียบของเมืองกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชน
นางมัลลิกา กล่าวว่า นโยบาย “Street Food Paradise” ของตนเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ผู้ค้ารายย่อย และยกระดับกรุงเทพมหานครให้เป็นมหานครอาหารริมทางระดับโลก
โดยจะดำเนินการควบคู่กับการจัดระเบียบพื้นที่ การดูแลความสะอาด ความปลอดภัย การบริหารจัดการขยะ การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ผ่านกระบวนการประชาคม
“อาหารริมทางคือเสน่ห์สำคัญของกรุงเทพฯ เป็นวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก หากบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จะสามารถสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประชาชน เพิ่มการจ้างงาน และกระตุ้นการจับจ่ายหมุนเวียนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน” นางมัลลิกา กล่าว
สำหรับพื้นที่วงเวียนใหญ่และเขตธนบุรี ปัญหาสำคัญที่ประชาชนสะท้อนประกอบด้วย พื้นที่ค้าขายไม่เพียงพอและมีข้อจำกัดด้านการอนุญาต การแข่งขันด้านการค้าสูง ขณะที่กำลังซื้อชะลอตัว ปัญหาการจราจรและจุดจอดรถไม่เพียงพอ ทางเท้าและภูมิทัศน์บางจุดยังต้องการการปรับปรุงการบริหารจัดการขยะและสุขอนามัยในพื้นที่ค้าขาย ความต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารและวัฒนธรรมในย่านฝั่งธนบุรี
ทั้งนี้ วงเวียนใหญ่ถือเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและย่านการค้าสำคัญของฝั่งธนบุรี เชื่อมต่อทั้งรถไฟฟ้า ตลาดชุมชน และแหล่งอาหารชื่อดังจำนวนมาก ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นเขตเศรษฐกิจอาหารและการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานครได้
การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนจำนวนมาก โดยหลายคนแสดงความสนใจต่อนโยบาย Street Food Paradise ที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการจัดระเบียบเมืองกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม