พีพีทีวี เอชดี 36 เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กับเวที "ดีเบต HACK BKK พลิกโฉมเมืองอัจฉริยะ" Bangkok Election 2026 มหานครแห่งความหวัง โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ โดยมี 3 ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาประชันวิสัยทัศน์กัน ได้แก่ 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี และนายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล ซึ่งล้วนเป็นผู้สมัครในนามอิสระ
พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ นายทอม เครือโสภณ และนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
หา "พื้นที่ว่าง" เพิ่ม "พื้นที่สีเขียว"
คมสัน พันธุ์วิชาติกุล กล่าวว่า กทม. มีสวนสาธารณะค่อนข้างเยอะ ทว่าบางจุดอาจไม่ได้รับการดูแลต่อเนื่อง หากได้รับหน้าที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว และไม่ได้เพิ่มเฉพาะในตัวเมือง แต่ยังไปดูพื้นที่เปล่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพิ่มเติม รวมถึงใช้ AI มาช่วยดูว่าพื้นที่ไหนเหมาะสมที่จะดำเนินการ
นอกจากนี้ เมื่อได้พื้นที่สีเขียวแล้ว อาจดูเรื่องของอุปกรณ์ออกกำลังกาย เพื่อให้ได้เรื่องสุขภาพด้วย เรียกว่าไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการส่งเสริมพื้นที่เปล่าให้เป็นพื้นที่สวน เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มพืชที่ช่วยดูดซึม PM 2.5 เพื่อช่วยลดปัญหาเรื่องฝุ่นได้ด้วย
โดย Digitron AI ของทาง PPTV ชี้ว่า นโยบายดังกล่าว อาจอาศัยการบังคับใช้มาตรการภาษีเกื้อกูลเพื่อพื้นที่สีเขียว โดยอาจลดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราพิเศษสูงสุดกับภาคเอกชนที่สละสิทธิ์พื้นที่รกร้างให้กับสาธารณประโยชน์ รวมถึงสร้างแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูล AI ให้ประชาชนในชุมชนเข้าถึงและได้รับสิทธิ์การใช้งานอย่างเท่าเทียม ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนชุมชนให้เป็นปอดเพื่อการใช้งานอย่างแท้จริง
ชูจัดทำแอปฯ ขนส่ง กทม. - เพิ่ม Feeder จัดรถตามความหนาแน่นผู้ใช้งาน
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กล่าวว่า ขนส่งสาธารณะทุกวันนี้แพงมากหากเทียบกับค่าครองชีพ ดังนั้นการผลักคนไปขนส่งสาธารณะนั้นแพงพอ ๆ กับการมีรถยนต์ นอกจากนี้ต้องเดินทางหลายต่อ เพราะฉะนั้นจึงต้องทำ "Feeder" ใช้ AI มาตรวจสองส่องดูจำนวนคน เพิ่มจำนวน Feeder ให้พอกับจำนวนของคนโดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน วันนี้ เราทิ้งคนที่มีรายได้น้อย หรือคนที่สัญจรสาธารณะไว้เบื้องหลัง จึงต้องใช้นวัตกรรมมาดูว่าตรงไหนคนเยอะให้เพิ่มรถเข้าไป
นอกจากนี้ การมีแอปฯ รถสาธารณะของ กทม. เองก็เป็นเรื่องดี เนื่องจากแอปฯ ปัจจุบันเป็นแอปฯ ต่างชาติ มีราคาสูง หากทำแอปฯ ของ กทม. เองจะได้ราคาดีกว่า ดึงดูดวินหรือคนขับมาใช้งาน เพื่อให้ได้ประโยชน์มากขึ้น ผู้ใช้จ่ายราคาถูกลง เรียกเก็บจากผู้ขับน้อยลง
สิ่งที่ตนอยากทำอีกอย่างหนึ่งคือตั๋วร่วม เนื่องจากวันนี้ค่าขนส่งสาธารณะนั้นแพง ดังนั้นให้เก็บเงินที่ตกจากเรื่องขยะที่ฝังกลบต่าง ๆ นำมาอุดหนุนค่าขนส่งสาธารณะให้กับประชาชน
ด้าน Digitron AI ของทาง PPTV ชี้ว่า หากจะส่งเสริมนโยบายดังกล่าว ควรยกระดับกล้อง AI สู่ระบบจัดการเดินรถอัจฉริยะ หรือ Dynamic Dispatching ที่สามารถคำนวนและสั่งการรถ Feeder ในเครือข่ายสามารถมารับผู้โดยสารได้ใน 5 นาที ส่วนแอปฯ ของ กทม. จำเป็นต้องเปิดแพลตฟอร์มกลางเพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลของระบบขนส่งสาธารณะเข้าด้วยกัน และจัดตั้งกองทุนนวัตกรรมสีเขียวเพื่อสวัสดิภาพการเดินทาง โดยนำรายได้จากการแปรรูปขยะมาเป็นเงินอุดหนุนค่าตั๋วร่วมโดยตรงเพื่อลดค่าครองชีพของชาว กทม. ให้เป็นรูปธรรม
ชู 4 นโยบายตั้งรับวิกฤตเศรษฐกิจโลก
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กล่าวว่า ตนมี 14 ยุทธศาสตร์ โดยใน 14 ยุทธศาสตร์มีส่วนหนึ่งที่เป็นยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจซึ่งเป็นการรองรับวิกฤติเศรษฐกิจระดับโลก วิธีการที่จะรองรับอย่างแรกคือ สตรีตฟูด พาราไดซ์ จัดระเบียบ ทำประชาคม กระตุ้นให้คนมาจับจ่ายได้ มีการจัดทำ ฮับ แอปพลิเคชัน อี-คอมเมิร์ซ คล้ายกับแอปฯ TikTok จะจัดทำให้เป็นศูนย์กลางการค้าขาย ผู้ค้ากว่า 2 แสนรายทั่วประเทศสามารถใช้ร่วมกันได้ และรายได้จะเข้ามาสู่ กทม. เพื่อนำมาบริหาร กทม.
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ จับคู่ กู้เงิน โดยให้ SME กทม. เข้าถึงแหล่งทุน โดยทำตามระเบียบของธนาคารแก่งประเทศไทย ซึ่งตนเคยทำสำเร็จแล้วเมื่อช่วงที่เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเศรษฐกิจ กระตุ้นให้เกิดการจับจ่าย ค้าขาย
และยังมี AI ทำศูนย์ข้อมูลกลาง เพื่อให้ผู้ค้าสามารถเข้าถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อไปเพื่อให้สามารถสร้างธุรกิจด้วยตนเอง
โดย Digitron AI ของทาง PPTV ชี้ว่า เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ต้องยกระดับแพลตฟอร์มการค้าให้มีระบบรับรองคุณภาพที่เข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดระดับสากล และการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ ศูนย์ข้อมูลกลางต้องวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ เพื่อแก้ปัญหาจราจรและสาธารณูประโภคเชิงรุกทันที
"ศิโรตม์" สงสัย มีเงิน 100 ล้าน พัฒนาเครื่องสูบน้ำทั่วกรุง หรือ พัฒนาระบบ Feeder ช่วยคนชานเมืองเข้ากรุงทำงาน
คมสัน พันธุ์วิชาติกุล กล่าวว่า โดยส่วนตัวสิ่งที่อยากทำก่อน เพราะคาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ คือ น้ำท่วม ซึ่งนอกจากจะสร้างความเสียหายโดยภาพรวมแล้ว ยังกระทบถึงการใช้ชีวิตและเศรษฐกิจด้วย จึงอยากนำไปพัฒนาเครื่องสูบน้ำก่อน หรืองบฉุกเฉินต่าง ๆ ปัจจุบันต้องยอมรับความจริงว่าเครื่องสูบน้ำใน กทม. ปัจจุบันหลายเครื่องมีปัญหา บางเครื่องใช้งานได้แต่ไม่มีงบเติมน้ำมัน ดังนั้นงบพัฒนา Feeder จึงอาจพักไว้ก่อนแล้วนำไปพัฒนาเครื่องสูบน้ำ
ด้าน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กล่าวว่า เหตุการณ์ที่สมมติว่ามีเงิน 100 ล้านบาทนั้นจะไม่เกิด เนื่องจาก กทม. ทำเงินหล่นหายทุกปี ปีละหมื่นล้าน หายไปกับขยะ ยุคนี้คือ Waste to Wealth ต้องเลิกทำลายสิ่งแวดล้อมแล้วเราจะได้เงินคืน วันนี้ขยะเป็นพลังงาน แต่โครงการแบบนี้ทุกวันนี้เป็นโครงการเล็ก ๆ เรื่องขยะเราเดินผิดทิศผิดทาง ดังนั้นทั้งสองปัญหาเป็นปัญหาสำคัญ โดยปัญหาน้ำท่วมนั้นต้องทำคอนเซ็ปต์ "เมืองฟองน้ำ" ทำฟุตพาทให้ซึมน้ำได้ ทำลานจอดรถให้ซึมน้ำได้ ที่เก็บน้ำรอระบายใต้ดิน เพราะรัตนโกสินทร์เป็นเมืองน้ำ จะอย่างไรก็ต้องเจอ
กรุงเทพฯ ปัญหาเยอะ "ย้ายเมืองหลวง" จำเป็นไหม?
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กล่าวว่า เมืองหลวงคือเมืองศูนย์กลางราชการ ไม่ได้หมายถึงเมืองทางเศรษฐกิจ ซึ่ง กทม. เป็นเมืองที่มีทุกอย่าง ทั้งเมืองเศรษฐกิจ เมืองธุรกิจ เมืองท่องเที่ยว ในตัวเดียวกัน ทำให้เกิดความแออัดสูงมาก อาจย้ายเมืองศูนย์กลางระบบราชการไปไว้เมืองใหม่ ซึ่งหมายความว่านักการเมืองต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่ แต่ประชาชนยังอยู่ที่เดิม เศรษฐกิจยังอยู่ที่เดิมได้
ดังนั้น เป็นการย้ายระบบศูนย์กลางราชการออกไปอยู่ที่อื่นเพื่อกระจายความเจริญ ไม่จำเป็นต้องกระจุกตัวในเมือง ขณะที่ส่วนราชการที่ต้องดูแลประชาชนใน กทม. ก็ยังอยู่ แต่อาจย้ายกระทรวง ทบวง กรม ไปอยู่ที่อื่นก็ได้ ดังนั้นไม่ใช่ย้ายทั้งเมืองออกไป ดังเช่นออสเตรเลีย ที่ระบบราชการอยู่อีกเมืองหนึ่ง แต่เมืองอื่น เช่น ซิดนีย์ ก็มีความเจริญ
การกระจุกตัวของ กทม. สร้างปัญหามากมาย ผังเมืองเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้ว ถือว่าสอบไม่ผ่าน เมื่อผังเมืองไม่ดีก็ส่งผลกระทบต่อส่วนอื่น ๆ ดังนั้นเมื่อย้ายศูนย์ราชการออกไปอยู่ที่ใหม่อาจจะช่วยลดปัญหากรุงเทพฯ ได้มาก
ด้าน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กล่าวว่า กทม. เป็นเมืองศิวิไลซ์ เพราะฉะนั้นในยุคปัจจุบันต้องมีผู้นำที่ทำอย่างไรก็ได้ให้เป็นส่วนกลางของพื้นที่ที่ศิวิไลซ์ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนา สิ่งที่ทำให้ กทม. ไม่จำเป็นต้องย้ายการเป็นเมืองหลวง เนื่องมาจากการเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ปัจจุบันโลกเป็นยุคเทคโนโลยี นำนวัตกรรมมาเป็นคู่มือบริหารจัดการ ส่วนการขยายนั้นสามารถขยายได้
กทม. ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หากตนได้เป็นผู้ว่าฯ จะมีการวาง Roadmap รถไฟฟ้า 4 เส้น เชื่อมเมืองออกไป สิ่งใดที่สามารถวางแผนบริหารจัดการได้ก็จะจัดทำทันที โดยจัดทำภายใต้แผนผังของเมือง และกระจายการพัฒนาเมืองออกไป
ในส่วนของพื้นที่ว่างของ กทม. ที่จะนำพื้นที่มาใช้ ยังไม่พัฒนาครบ 50 เขต การเดินทางลำบาก ดังนั้นเราสามารถพัฒนา กทม. เป็นเมืองหลวงและพัฒนา 50 เขต ให้มีศักยภาพและศิวิไลซ์อย่างแท้จริง
สร้างรถไฟฟ้า แต่น้ำท่วม 2 ข้างทาง จัดการอย่างไร?
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กล่าวว่า กรณีดังกล่าวแสดงว่าไม่ได้มีการวางแผนเอาประชาชนมาอยู่ในสมการ ลืมคำนึงว่ามีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนอย่างไร เหล่านี้เป็นสมการที่รวมทุกคนเข้ามาก่อนจะเกิดอะไรขึ้น กทม. จะเป็นลักษณะแก้ปัญหาตามทีหลัง ดังนั้นการแก้ที่หลังนั้นแปลว่าคิดไม่รอบคอบ
การคิดเจริญไปอย่างไรก็ตาม ต้องมีการวางแผนแบบคิดมาก่อน ดังนั้นเมื่อคิดทีหลังต้องคิดให้รอบคอบ เพราะจะเกิดผลกระทบทางลบแน่ ๆ เมื่อเราใส่เรื่องทางบวกไป เพราะฉะนั้นผู้ว่าฯ คนใหม่ต้องคิดว่า เมื่อเกิดแล้วต้องไปช่วย ดูแลให้ได้รับผลกระทบน้อยกว่าที่เป็น ความเจริญต้องไม่เป็นภาระของใครคนใดคนหนึ่ง
ขณะที่ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นปลายเหตุ ดังนั้นมี 3 อย่างที่ทำได้ คือ ต้องสูบ ระบาย หาพื้นที่รองรับ และหากผู้ว่าฯ คนใหม่เข้ามา ต้องไประบายน้ำ สูบน้ำก่อน นอกจากนี้สำหรับการวางแผนระยะยาว คือ ใช้เทคโนโลยีเก็บน้ำไว้ใต้ดิน พอถึงเวลาก็ให้ไหลไปตามปกติ
อีกอย่างคือแก้มลิง ถ้ามีพื้นที่แก้มลิงเฉพาะจุดก็ให้เช่าพื้นที่นั้นเก็บเป็นแก้มลิง และอีกแผนคือ ใช้ AI Flood Radar Expand คำนวณตั้งแต่ก่อนเมฆ วางแผนล่วงหน้า 7-8 ชั่วโมง ให้ขนย้ายออกมาจากพื้นที่
2 อย่างที่คิดว่า "ชัชชาติ" ทำได้ห่วยแตก กับ 2 อย่างที่จะทำให้ชีวิตคนกรุงดีขึ้น
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กล่าวว่า เรื่องแรกคือเรื่องฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นเรื่องหายนะวิกฤติมาก เพราะช่วงปลายปี 2568 ปรากฏว่าค่าฝุ่นเคยพุ่งขึ้นอันดับ 1 โลก ซึ่งคนที่ Call Out เรื่องนี้คือนักท่องเที่ยวชาวสหรัฐฯ ทำให้ช่วงปลายปี 2568 ถึงช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 นักท่องเที่ยวหดหาย ทั้งที่จริง ๆ สามารถบริหารจัดการได้
ซึ่งเรื่องนี้เป็นวาระอาเซียน เป็นวาระระดับชาติได้ โดยบูรณาการกับกรมฝนหลวง และกรมควบคุมมลพิษ ขณะที่เราเป็นเจ้าภาพ เพราะกระทบกับผลกระทบกับประชาชน โดยเฉพาะกับคน กทม.
อย่างที่สองคือ ระบอบอากง ที่กำลังจะโตขึ้นหากต่อยอด อาจถึงขั้นตั้งพรรคการเมืองได้ ถามว่า นายชัชชาติจะกล้าแถลงสลัดระบอบนี้ออกไปได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่เราจะมีภาพแค่ดีทางวิชาการ แต่รักษาระบอบนั้นให้เจริญเติบโต เกาะกินสร้างปัญหาให้ข้าราชการและประชาชนไม่ได้ ซึ่งการเปลี่ยนคน แก้ไขได้ง่ายที่สุด
ด้าน คมสัน พันธุ์วิชาติกุล กล่าวว่า ผู้ว่าฯ เป็นเพียงพ่อบ้านพ่อเมือง การแก้ไขปัญหาต้องเป็นการบูรณาการร่วมกันประสานงาน ที่ผ่านมาปัญหาทุกอย่างบางครั้งแค่ผู้ว่าฯ ไม่สามารถทำได้ ต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การที่เราจะเป็นผู้ว่าฯ ที่ดีได้ต้องเข้าใจกฎหมายทุกอย่างเกี่ยวกับผู้ว่าฯ
อย่างที่สองคือความเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา ที่ผ่านมาจะเห็นว่าความเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหานั้นไม่มี ต้องตรวจสอบ ตัดสินผู้กระทำผิดทันที และสองเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าการบริหาร กทม. ล้มเหลว
"โพล" ทำลายบรรยากาศประชาธิปไตย
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กล่าวว่า ผู้ท้าชิงบางรายมีเงื่อนไขมากมาย โดยกลุ่มที่จัดทำผลสำรวจ (โพล) ที่กล่าวอ้างว่าคนโน้นนอนมาคนนี้นอนมา นั้นทำลายบรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพประชาชนที่จะใช้ความคิด ขณะเดียวกันสิ่งที่ตนจะไม่ทำคือการไม่ให้เกียรติพลเมือง ไม่ให้เกียรติคน โดยเฉพาะหากมีคนมาเตรียมตัวต้อนรับจัดโชว์อีเวนต์ต่าง ๆ แล้วเราเดินทางไปบอกว่า "เปิด" นั้นเป็นการไม่ให้เกียรติประชาชน แกนนำชุมชน แม้กระทั่งเด็กตัวเล็ก ๆ ที่มารอประธานเปิดงาน การให้เกียรติคนนั้นสำคัญมาก
ด้าน คมสัน พันธุ์วิชาติกุล กล่าวว่า ที่ผ่านมาประวัติศาสตร์การทำโพลเหมือนการทำทีมฟุตบอล คือ ถูกซื้อตัวไว้แล้ว มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามา แสดงให้เห็นว่าโพลอาจไม่ได้เกิดจากเสียงประชาชนจริง ๆ แต่เกิดจากการที่มีการคุยต่อรองกันในเรื่องของผลประโยชน์
ขณะที่ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กล่าวว่า คิดว่าอดีตผู้ว่าฯ กทม. คงไม่อยากมาตอบคำถามตน โดยเฉพาะเรื่องขยะ เนื่องจากไม่ต้องฝังกลบที่ 800 มีคนขอซื้อ 200 เหตุใดต่อสัญญา และที่บอกว่าสัญญา 20 ปี ไม่สามารถต่อได้ เมื่อไปดูพบว่าสัญญาปี 2567 ก็ต่อ 2568 ก็ต่อ ต้องดูปี 2569 ว่าจะมาหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบยากว่า ทำไมไม่เปลี่ยนขยะเป็นเงิน แต่กลับไปฝังกลบ ย้ายขยะจาก กทม. ไปที่อื่น สิ่งนี้ต้องตอบสังคมให้ได้ เพราะสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำนั้นแตกต่างกัน
โชว์สด! ใช้ AI แก้ปัญหาเมืองกรุง
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กล่าวว่า ตนดูตัวอย่างจากเมืองหางโจว ประเทศจีนมา เรื่องการแก้ปัญหารถติด จะมีกล้องทุกสี่แยกนับจำนวนรถ แล้วนำข้อมูลกลับมาประมวลที่ City Brain เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เป็นสมองส่วนกลางคำนวณ แต่ด้วยความที่แยกนั้นเยอะ รถเยอะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนทำไม่ได้ ต้องใช้ AI คำนวณ เพื่อให้ AI คำนวณเรื่องการจราจร
โดยตัวอย่าง City Brain ของเมืองหางโจวนั้นมูลค่า 3 พันล้านบาท และตัวของ AI แต่ละแยกไม่เกิน 4 ล้านต่อแยก รวมแล้วไม่เกิน 6 พันล้าน ซึ่งเป้าหมายคือลดการลดติดลง 15% คนไทยจะประหยัดเงินค่าน้ำมันได้ประมาณปีละ 6 หมื่นล้าน และยังช่วยลด PM 2.5 ได้ประมาณ 1,500 ตัน ดังนั้นต้องใช้ AI เพราะมีชุดข้อมูลเยอะมาก
ด้าน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กล่าวว่า ยกตัวอย่างง่ายที่สุดคือ AI Traffic ซึ่งเป็นสมองกล จะมี AI Generated ทำงานร่วมกัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าฝ่ายใด ๆ ที่อยู่ในระยะก็จะเข้าไปช่วยเหตุได้ทันท่วงที จากนั้นนำข้อมูลเหล่านี้ส่งไปให้พี่น้องประชาชนเพื่อวางแผนการเดินทางหรือวางแผนต่าง ๆ และส่งไปยังข้อมูลศูนยืแจ้งเตือนภัย
ขณะที่ คมสัน พันธุ์วิชาติกุล กล่าวว่า AI เป็นเพียงแค่เครื่องมือ เพียงแต่ปัญหาอยู่ที่บุคลากรที่จะใช้ ว่ามีความรู้มากน้อยขนาดไหน เราต้องไปพัฒนาในส่วนนี้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ กทม. รวมทั้ง ผอ.เขตทุกฝ่าย ต้องมีการเรียนรู้ AI เมื่อ AI ให้คำตอบต้องมีการเชื่อมประสานกัน เพราะหาก AI ให้คำตอบมาแล้วแต่ทุกคนไม่รู้จะแก้อย่างไรก็ไม่มีประโยชน์
"กำจัดจุดอ่อน - เสริมจุดแข็ง" เป็นผู้ว่าฯ กทม. แก้อะไรก่อนอันดับแรก?
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กล่าวว่า กทม. เป็นเมืองอายุ 244 ปี เป็นพหุวัฒนธรรม มีซอฟต์พาวเวอร์สูงมาก จุดขายมีเยอะ เช่น กรุงธนบุรี เป็นเมืองเก่า มีจุดขายมากมาย แต่เราไม่เคยขาย ทำลายคูคลองให้เน่าเสีย ทั้งที่สามารถลอกคูคลองใหม่ ทำแหล่งน้ำใหม่ หากทำได้จะสามารถรองรับน้ำท่วมได้ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ตนมองว่ามีการใช้เงินในทางที่ผิดเยอะ เช่น ฟุตพาทแข็ง ซึมน้ำไม่ได้ น้ำไหลลงถนน จะทำอะไรก็ตามต้องใช้เงิน ดังนั้นตนขอว่าจุดอ่อนที่เห็นคือ เงินตกไปในขยะเยอะมาก ขณะที่ทุถกอย่างทำช้าหมด ทั้งไฟฟ้า ไบโอก๊าซ รวมถึงขยะเหม็น เพราะจะมีการใช้ระบบความดันติดลบ เผาที่อุณหภูมิ 1,100 องศาเซลเซียส จึงคิดว่าต้องเก็บเงินตกให้ได้ แล้วนำกลับมาใช้ในโครงการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ
ด้าน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กล่าวว่า ตนจะทำสตรีตฟูด พาราไดซ์ ก่อนเป็นอันดับแรก กับไฟส่องสว่างตลอด 24 ชั่วโมง จุดอ่อนคือกรุงเทพฯ มีคนเก่งเยอะ แต่คนกล้ามีน้อย และสำคัญที่สุดคือคนที่มีโอกาสกลับบริหารงานไม่ได้เรื่อง ขาดภาวะผู้นำในการทำให้โอกาสของกรุงเทพฯ เป็นความศิวิไลซ์พัฒนาได้อย่างแท้จริง มีแต่คนมาฉกฉวยผลประโยชน์แล้วก็ไป นี่คือสิ่งสำคัญ
ส่วนจุดแข็งคือ กรุงเทพฯ มีเสน่ห์ด้านวิถีและวัฒนธรรม เป็นพื้นที่ที่หาเงินได้ตลอดเวลา ดังนั้นจึงมีนโยบายสตรีตฟูด พาราไดซ์ คือสามารถจัดระเบียบคนค้าขายได้โดยที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ มีพื้นที่ทำการค้าขาย สร้างธีมให้มีความเป็นกรุงเทพฯ ในแต่ละเขต
อีกเสน่ห์ของกรุงเทพฯ คือ กลางวันหลายคนตื่น กลางคืนหลายคนก็ตื่น เพราะฉะนั้น 24 ชม. กรุงเทพฯ ต้องสว่างหมด เพื่อให้คนใช้ชีวิตในเมืองอย่างศิวิไลซ์แท้จริง ถ้าเราไม่สามารถช่วยกันจัดการเรื่องเสน่ห์ของเมืองกรุง ก็จะทำให้นักท่องเที่ยวหายไป
ขณะที่ คมสัน พันธุ์วิชาติกุล กล่าวว่า อยากแก้เรื่องน้ำท่วมก่อน เพราะในช่วงไม่นานมานี้จะมีทั้งพายุและฝนเข้ามาด้วย จุดอ่อนจากที่ตนเคยเป็นสมาชิกสภา กทม. คือ ระบบบริหารราชการของ กทม. เอง ไม่ว่าจะข้อกฎหมายเก่า พ.ร.บ. เก่า ไปจนถึงการทุจริตทั้งเชิงโครงสร้างและเชิงนโยบาย คำถามคือเราจะรื้อหรือปฏิรูประบบอย่างไรให้ กทม. แข็งแกร่งในเรื่องนี้มากขึ้น
ส่วนจุดแข็งคือ กทม. เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว เราจะมีวิธีการอย่างไรให้ กทม. ขยายฐานการท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ ชั้นใน ไปยังชานเมืองมากขึ้น เพื่อกระจายความแออัด ความเจริญ ลดความเหลื่อมล้ำ ตนเชื่อว่าถ้าเราเข้าไปส่งเสริมเรื่องเศรษฐกิจแล้ว เดี๋ยวรถไฟฟ้าหรือขนส่งสาธารณะต่าง ๆ จะตามมา
กางนโยบายการศึกษา - สาธารณสุข กทม.
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กล่าวว่า ตนมีโนบายเตรียมเด็ก กทม. ให้เป็น Global Citizen อยากเห็นเด็ก กทม. พูดได้อย่างน้อย 3 ภาษาตั้งแต่อนุบาล เพราะทุกวันนี้ลูกคนรวยไปโรงเรียนอินเตอร์ แต่ลูกชนชั้นกลาง คนจนยังไปไม่ได้ เพราะโรงเรียน กทม. ไม่มีคุณภาพ ดังนั้นอย่างน้อยต้องเริ่มต้นสัก 3 โรงเรียนนำร่องก่อน เมื่อโรงเรียน กทม. มีคุณภาพ เด็กจะไม่เรียนข้ามเขต เจอโรงเรียนที่ดีใกล้บ้าน สามารถขี่จักรยานไปโรงเรียนได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยืนยันว่าต้องใช้เงิน และเป็นเรื่องที่เราต้องคิดตั้งแต่วันนี้
ด้านสาธารณสุข หากโรงพยาบาลใหญ่แน่น แปลว่าระบบสาธารณสุขปฐมภูมิล้มเหลว คือ การที่มีอาสาสาธารณสุขไปที่บ้านและวิดิโอคอลกับหมอ ซึ่งเกิดขึ้นน้อยมาก ดังนั้นต้องเพิ่ม อสส. ไปตามบ้าน พบหมอทางมือถือ และให้ อสส. เบิกยามาให้ ซึ่งทุกวันนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น
นอกจากนี้ กทม. มีโรงพยาบาลในสังกัด 12 แห่ง ซึ่งต้องยกระดับขึ้นมาให้สามารถรักษาโรคที่ซับซ้อนได้ ซึ่งการลงทุนเงินไปยังบุคลากรทางการแพทย์นั้นน้อยมาก ดังนั้นต้องกลับไปที่การจัดงบประมาณใหม่
ด้าน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กล่าวว่า มีแผนเพิ่มศูนย์อนุบาลเด็กอ่อน จาก 200 แห่งเป็น 400 แห่งให้เท่ากับโรงเรียน กทม. ตั้งใจว่าจะปรับให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต เมื่อเรียนจบไปหากไม่มีงานทำก็สามารถกลับมาที่นี่ได้ ซึ่งส่วนหนึ่งที่จะทำทันทีและอยากทำคือ ภาษา AI ที่จะต้องสอนให้เด็ก ๆ ที่จะช่วยให้เขาหารายได้ตั้งแต่ยังเรียน รวมถึงไปต่อยอดให้พ่อแม่ ชุมชนต่อไปได้
ส่วนด้านสาธารณสุข จะยกระดับ 69 ศูนย์สาธารณสุขใกล้บ้านให้เทียบเท่าโรงพยาบาล และมีหมออายุรกรรมคอยดูแล และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยทำงานเรื่องธุรกรรม ให้เชื่อมต่อบูรณาการกับโรงพยาบาลอื่นมากขึ้น และนำ อสส. มาช่วยด้วย
ขณะที่ คมสัน พันธุ์วิชาติกุล กล่าวว่า ปัญหาในโรงเรียนสังกัด กทม. ที่ตนเคยเจอขณะเป็น ส.ก. คือ ยอดนักเรียนลดลงทุกปี รวมถึงหลักสูตร ตนจึงมีแนวทางเสริมทั้งภาษา AI และภาษาต่างชาติ รวมถึงโฟกัสไปที่บุคลากรครู ที่จะตัดเรื่องการประชุม เรื่องทำทุกวิถีทางให้ได้เลื่อนขั้น มาโฟกัสที่เด็กมากขึ้น เมื่อผู้ปกครองมีความรู้สึกว่าโรงเรียนสังกัด กทม. เทียบเท่ากับโรงเรียนชั้นนำใน กทม. บางแห่งแล้ว เชื่อว่าผู้ปกครองจะส่งเด็กเข้ามาเรียนมากขึ้น
ส่วนด้านสาธารณสุข ต้องหาวิธีที่ทำอย่างไรให้มีหน้าด่าน อาจเจอศูนย์สุขภาพชุมชนให้มีประสิทธิภาพ ก่อนที่จะส่งไปที่ศูนย์บริการสาธารณสุข ถ้าหากไม่ไหวอีก ให้ส่งไปยังโรงพยาบาล ดังนั้นหากพัฒนาศูนย์สุขภาพชุมชนจะช่วยลดปัญหาพี่น้องประชาชนเรื่องโรงพยาบาลเต็มได้