ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวกรณีการทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า ภายหลังตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่นตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขอชื่นชมคณะกรรมการชุดดังกล่าวที่เร่งดำเนินการสอบสวนเบื้องต้นจนแล้วเสร็จภายใน 7 วัน ตามกรอบเวลาที่กำหนด และได้สรุปรายงานผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา
นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อเดินทางกลับจากภารกิจราชการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะกรรมการที่มีรองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ได้เข้ารายงานผลการสอบสวน ซึ่งพบความไม่โปร่งใส ไม่สุจริต และมีความพยายามทำให้เกิดการโกง เพื่อให้บุคคลที่มีความเชื่อมโยงกันได้รับผลประโยชน์ และได้รับการคัดเลือกบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น
ทั้งนี้ การสอบสวนดังกล่าวเป็นเพียงการสอบสวนเบื้องต้น และกระทรวงมหาดไทยไม่ได้ดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียว เนื่องจากมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ 7 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีหลักฐานและดำเนินการสืบสวนสอบสวนในส่วนของตนเอง บางหน่วยงานได้ตรวจสอบลงลึกในรายละเอียดแล้ว ก่อนจะนำข้อมูลทั้งหมดมาบูรณาการร่วมกัน โดยแต่ละหน่วยงานมีอำนาจดำเนินคดีตามกฎหมายภายใต้กรอบ MOU ที่ได้ลงนามไว้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกระแสข่าวเรื่องการทุจริตการสอบมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา จึงสั่งชะลอการสอบ และให้จัดสอบใหม่โดยใช้มาตรฐานและกลไกใหม่ เปลี่ยนผู้ดำเนินการจากมหาวิทยาลัยเดิมเป็นอีกมหาวิทยาลัย พร้อมจัดทำ TOR เพื่อคัดเลือกผู้ดำเนินการ ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือก โดยใช้เวลานานกว่า 2 ปีจึงมีการจัดสอบรอบที่ 2 พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงเร่งจัดสอบในช่วงนี้ ทั้งที่การสอบถูกยกเลิกไปก่อนหน้านี้ ทำให้ไม่มีการสอบมานานกว่า 3 ปี
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า กลุ่มผู้ทุจริตอาจประเมินว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่เพียง 4 เดือน และจะไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง จึงไม่เกรงกลัว รวมทั้งไม่คิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงภายในกระทรวงมหาดไทย ทำให้ไม่มีผู้ใดรายงานเรื่องดังกล่าวให้ตนทราบ
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า หากการสอบเป็นไปโดยสุจริต ไม่มีความเสียหาย และไม่มีการร้องเรียน ทุกคนก็จะได้รับความเป็นธรรม แต่เมื่อ 7 หน่วยงานภายใต้ MOU เข้าตรวจสอบจนพบการทุจริต และนำไปสู่การจับกุมผู้เกี่ยวข้อง จึงพบว่ามีการแก้ไขกระดาษคำตอบและไฟล์ข้อมูลคะแนน เช่น ผู้สอบรายหนึ่งทำได้ 45 คะแนน แต่ประกาศผลเป็น 77 คะแนน ขณะที่อีกรายทำได้ 33 คะแนน แต่ประกาศผลเป็น 70 คะแนน โดยการสุ่มตรวจประมาณ 80 ราย พบลักษณะเช่นนี้จำนวนมาก
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังชี้ให้เห็นว่า ขบวนการทุจริตครั้งนี้เตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยพบร่องรอยการใช้ดินสอฝนคำตอบบนกระดาษคำตอบ และมีการกล่าวอ้างว่าเอกสารมีจำนวนมากจึงตรวจสอบไม่ทัน ก่อนจะมีการสร้างกระดาษคำตอบด้วยเทคโนโลยี AI ขึ้นมา ยืนยันว่าเพียงเห็นข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ชัดเจนแล้วว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น พร้อมสั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงผู้เกี่ยวข้อง
นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลเป็นผู้เปิดโปงและดำเนินการกับผู้กระทำผิด โดยให้ทั้ง 7 หน่วยงานภายใต้ MOU ร่วมกันตรวจสอบและปราบปรามการทุจริต ซึ่งกระบวนการได้เริ่มต้นแล้ว และยึดหลัก "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" พร้อมระบุว่า ขณะนี้พบทั้งเส้นทางการเงินและพยานหลักฐานจำนวนมาก
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ข้าราชการ 5 คนที่ถูกสอบวินัยเป็นข้าราชการระดับใด นายอนุทิน ย้ำว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ แต่หากไม่ใช่บุคคลระดับสำคัญก็คงไม่สามารถเข้าถึงเอกสารและดำเนินการได้ พร้อมกล่าวถึงผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้วว่า
"ขอแสดงความเสียใจด้วย หากตรวจสอบแล้วพบว่าการได้มาของตำแหน่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทุกอย่างต้องเป็นโมฆะ ใครที่ทำอะไรไว้รู้แก่ใจดี"
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะบูรณาการข้อมูล เพิ่มน้ำหนักพยานหลักฐาน และเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินคดีกับขบวนการดังกล่าว โดยเมื่อทราบข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำผิด จึงสั่งให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยชะลอการบรรจุข้าราชการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แม้นายกรัฐมนตรีจะเสนอให้ชะลอการบรรจุ แต่คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งมีกรรมการจากภายนอกร่วมด้วย มีมติให้ดำเนินการบรรจุต่อไป
เมื่อถามว่า เหตุใดผู้ทุจริตจึงกล้าก่อเหตุในช่วงรัฐบาลรักษาการ นายอนุทิน กล่าวว่า ผู้กระทำผิดอาจย่ามใจ เพราะเป็นช่วงรัฐบาลรักษาการ แต่หลังการเลือกตั้ง รัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานอย่างเป็นเอกภาพ
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงผู้เกี่ยวข้องแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการกล่าวหา ขณะที่อีก 6 หน่วยงานภายใต้ MOU ก็ดำเนินการคู่ขนาน และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญหลายระดับ จึงต้องอาศัยพยานหลักฐานที่รัดกุม เพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดหลุดรอด
"การกระทำผิดเพื่อการนี้ ต้องมีการแก้ข้อสอบ แก้คะแนน แก้ไฟล์ข้อมูล มีการโอนเงิน ทุกเรื่องเป็นคดีอาญาแผ่นดินทั้งสิ้น รัฐบาลของผมจะดำเนินการโดยใช้หลักฐานที่ประจักษ์ มัดตัวให้แน่น ดิ้นไม่หลุด ที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นว่ามีใครรอดสักราย"
เมื่อถามถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมตรวจสอบกระบวนการจัดทำ TOR นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะกระทรวงมหาดไทยก็จะตรวจสอบควบคู่กัน โดยเฉพาะเหตุใดจึงอนุญาตให้ใช้ AI ในการจัดการกระดาษคำตอบ พร้อมระบุว่าจะกลับไปตรวจสอบสัญญาและ TOR อย่างละเอียด เนื่องจากมีประสบการณ์ด้านการจัดซื้อจัดจ้างจากภาคเอกชน
นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า หลังเกิดเหตุครั้งนี้ คงไม่มีหน่วยงานใดกล้าจัดสอบในลักษณะเดิมอีก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไม่มีการสอบบรรจุข้าราชการมานานกว่า 3 ปี แต่ประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนก็ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเสนอแนวคิดว่า หากสามารถบริหารกำลังคนที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ ก็อาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มอัตรากำลังมากนัก
นายอนุทิน ยังแสดงความมั่นใจว่า ตำรวจและ ป.ป.ช. จะประสานขอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยเพื่อนำไปประกอบสำนวนคดี โดยแต่ละหน่วยงานจะทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่
ภายหลังการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า การทุจริตครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายอำนาจของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่ใช่การท้าทายอำนาจรัฐบาล แต่เป็นการท้าทายอำนาจของประชาชน เพราะผู้ที่ทุจริตกำลังจะเข้ามาเป็นข้าราชการรับใช้ประชาชน แต่กลับเริ่มต้นด้วยการโกง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อประเทศในอนาคต
เมื่อถามต่อว่าจะมีบุคคลที่มีตำแหน่งสูงกว่าข้าราชการเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้องกังวล เพราะขณะนี้ทุกหน่วยงาน ทั้งสำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ง. สำนักงาน ป.ป.ช. ตำรวจ และกระทรวงมหาดไทย กำลังร่วมกันสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่
นายกรัฐมนตรี ย้ำทิ้งท้ายว่า ข้อเท็จจริงที่พบในขณะนี้ชัดเจนแล้วว่ามีการแก้ไขคะแนนสอบ โดยกระดาษคำตอบกับข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ไม่ตรงกัน เช่น ผู้สอบทำได้ 37 คะแนน แต่ในระบบคอมพิวเตอร์กลับปรากฏเป็น 74 คะแนน ซึ่งถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการประมาท "หนู 1" มากเกินไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบทันทีว่า "หากจะมองอย่างนั้นก็เป็นธรรมดา เมืองไทยก็เป็นอย่างนี้"