ภายหลังการจัดเวทีเปิดหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 2 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ได้ร่างคำฟ้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่จะปล่อยให้ฝ่ายค้านหาแสงไปก่อนว่า สิ่งที่ควรเตรียมมากกว่าการฟ้องร้อง คือการที่ผู้ถูกกล่าวหาในพรรคภูมิใจไทยออกมาตอบคำถามต่อสาธารณะ
นายพริษฐ์กล่าวว่า เรื่องการดำเนินคดีเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ในฐานะที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลสาธารณะและนักการเมือง ควรออกมาชี้แจงข้อสงสัยที่สังคมกำลังตั้งคำถาม ซึ่งในเวทีวันนี้ ตนได้สรุปคำถามสำคัญถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว เพื่อให้สามารถตอบข้อสงสัยของประชาชนได้อย่างตรงประเด็น
ส่วนข้อมูลที่นำมาเปิดเผยในวันนี้ นายพริษฐ์กล่าวว่า มั่นใจว่าหลักฐานทั้งหมดอยู่ในสำนวนของทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้ว แต่เหตุผลที่ฝ่ายค้านนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะกังวลว่า ถึงแม้หลักฐานจะอยู่ในสำนวน หากหน่วยงานตรวจสอบไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา คดีอาจไม่ถูกส่งไปถึงชั้นศาล
นายพริษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านพยายามทำคือรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เพื่อนำเสนอให้ประชาชนเห็นภาพของกระบวนการที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการโกงการเลือก สว. อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็น 5 ฉากสำคัญ ได้แก่
- การวางแผน
- การจัดตั้งและชักชวนคนมาสมัครตั้งแต่ระดับอำเภอ เพื่อผ่านไปสู่ระดับจังหวัด ซึ่งบางส่วนมีหลักฐานเส้นทางการเงินประกอบ
- การรวบรวมผู้สมัครไปยังศูนย์ทำโพยก่อนการเลือกระดับประเทศ 1-2 วัน
- การใช้โพยสั่งลงคะแนนในวันเลือกระดับประเทศ ซึ่งมีทั้งคลิปและหลักฐานโพยที่ส่งมอบให้ กกต. แล้ว
- ข้อกล่าวหาเรื่องการประชุมที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ หลังการเลือกตั้ง ซึ่งตนเรียกว่าเป็นการปฐมนิเทศ สว.
ขณะนี้ยังมีข้อมูลใหม่ทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายค้านจะยังทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพของขบวนการดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้น
เมื่อถูกถามถึงความมั่นใจว่าเส้นทางการเงินอยู่ในสำนวนของหน่วยงานตรวจสอบแล้วหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า มั่นใจว่าข้อมูลดังกล่าวอยู่ในสำนวนเรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดควรเป็นหน้าที่ของ กกต. หรือดีเอสไอในการชี้แจงต่อสาธารณะ
สำหรับข้อครหาว่าพยานบุคคลขาดความน่าเชื่อถือ ยืนยันว่า หลักฐานที่นำมาเปิดเผยไม่ได้มีเพียงคำให้การของพยานบุคคลเท่านั้น แต่ยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น เส้นทางการเงิน หลักฐานการจองตั๋วเครื่องบิน และหลักฐานการจองที่พัก ซึ่งสามารถตรวจสอบได้
แม้ข้อเท็จจริงบางเรื่องจะมาจากคำให้การของพยาน แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ วัน เวลา หรือภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมต่าง ๆ หากหน่วยงานตรวจสอบได้ลงพื้นที่และตรวจสอบหลักฐานเหล่านี้ ก็จะช่วยยืนยันว่าการสอบสวนดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมา
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า พยานจำนวนมากเป็นอดีตผู้สมัคร สว. ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับผู้สมัคร สว. โดยตรง อีกทั้งพยานหลายคนไม่ได้เป็น สว.สำรอง แต่เป็นผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้ว
ดังนั้น แม้ สว. ทั้งชุดจะพ้นจากตำแหน่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านี้จะได้เข้ามาเป็น สว. แทน จึงไม่ควรสรุปว่าพวกเขามีผลประโยชน์ทับซ้อน
นายพริษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญคือสาระของข้อมูล หากคำให้การของพยานไม่เป็นความจริง ผู้ถูกกล่าวหาสามารถออกมาชี้แจงได้ แต่การไม่ชี้แจงกลับทำให้ข้อกล่าวหามีน้ำหนักมากขึ้นในสายตาของประชาชน
เมื่อถามว่าพยานที่ขึ้นเวทีทั้ง 2 ครั้งได้รับการกันไว้เป็นพยานในชั้นสอบสวนของ กกต. หรือดีเอสไอหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ต้องตรวจสอบเป็นรายบุคคล เพราะจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด แต่จากการสอบถามทุกครั้ง พยานยืนยันว่าข้อมูลที่นำมาเปิดเผยบนเวที ได้ให้การไว้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว
กรณีที่มีกรรมการ กกต. ระบุว่าจำเป็นต้องเร่งพิจารณาจากพยานหลักฐานที่อยู่ในสำนวนเท่านั้น เพราะผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงครบแล้ว และหากนำข้อมูลนอกสำนวนมาพิจารณาอาจไม่เป็นธรรม ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้อธิบายว่า การทำงานของ กกต. ใช้ระบบไต่สวน ซึ่งตามกฎหมายต้องแสวงหาข้อเท็จจริงทุกด้าน ไม่ใช่จำกัดเฉพาะข้อมูลเดิมในสำนวน ดังนั้น หาก กกต. ปฏิเสธที่จะรับฟังข้อมูลหรือพยานใหม่ ก็อาจขัดต่อหลักการของระบบไต่สวน
เมื่อถามถึงความกังวลต่อมติของ กกต. ในอนาคต นายพริษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านกังวลไม่ใช่เพียงกรณี กกต. ยกคำร้องทั้งหมด แต่ยังกังวลถึงการตัดตอนแบบแนบเนียน คือการส่งฟ้องเฉพาะบางคน ขณะที่ยกคำร้องบางคน ทั้งที่พยานหลักฐานมีน้ำหนักใกล้เคียงกัน โดยอาจพิจารณาจากความใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจมากกว่าพยานหลักฐาน
นายพริษฐ์กล่าวว่า จากข้อมูลที่รวบรวมมา เห็นชัดว่าขบวนการที่ถูกกล่าวหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หรือเป็นการกระทำของผู้สมัคร สว. เพียงกลุ่มเล็ก ๆ แต่เป็นเครือข่ายที่มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องและร่วมวางแผน ดังนั้น ฝ่ายค้านคาดหวังให้ กกต. ส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยข้อเท็จจริง
เมื่อถามว่าหาก กกต. มีมติยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด จะดำเนินการอย่างไร นายพริษฐ์กล่าวว่า หาก กกต. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ตามความเห็นของคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 หรือยกคำร้องบุคคลที่มีหลักฐานชัดเจน ฝ่ายค้านจะพิจารณาดำเนินคดีกับ กกต. ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะจากหลักฐานที่มี เชื่อว่ามีบุคคลจำนวนไม่น้อย ทั้ง สว. และเครือข่ายนักการเมือง ที่มีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอให้ส่งศาลวินิจฉัย
ส่วนกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ออกมาตอบคำถามต่อสื่อมวลชน นายพริษฐ์กล่าวว่า ในสมัยประชุมสภาฯ ที่จะถึงนี้ ฝ่ายค้านเตรียมเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งจะไม่ได้จำกัดเฉพาะประเด็นการเลือก สว. เท่านั้น แต่รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้ ยังมีกลไกของสภา ทั้งการตั้งกระทู้ถามสดและการใช้คณะกรรมาธิการตรวจสอบ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเชิญ กกต. เข้าชี้แจง หรือการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า เหตุผลที่ฝ่ายค้านและหลายภาคส่วนเร่งเปิดเผยข้อมูลในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ กกต. กำลังจะมีมติสำคัญในคดีดังกล่าว โดยตามกรอบกฎหมายกำหนดไว้ในช่วงต้นเดือนกันยายน แต่ กกต. เคยให้สัมภาษณ์ว่าอาจมีมติได้ภายในเดือนสิงหาคม ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงกำลังแข่งกับเวลา และฝ่ายค้านจะเดินหน้านำเสนอข้อมูลที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบและต่อสาธารณะอย่างเต็มที่ต่อไป