การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ ตามระเบียบวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 หลังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7-9 ก.ย.นี้
สำหรับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 มีผู้เสนอคำแปรญัตติ 154 คน แต่มีผู้ถอนคำแปรญัตติไป 2 คน โดยเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ยังคงตั้งงบประมาณไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท และมติคณะกรรมาธิการวิสามัญให้ปรับลดทั้งสิ้นราว 11,162 ล้านบาท
โดยเริ่มการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระที่ 2 และ 3
"รักชนก" จี้สำนักงบฯ ตรวจเข้มโครงการ ก่อนเสนอหั่นงบ 10%
ที่อาคารรัฐสภา นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 มาตรา 7 ในส่วนของสำนักงบประมาณ โดยตั้งข้อสังเกตว่า หลายโครงการมีใบเสนอราคาไม่ครบถ้วน ขาดรายละเอียด ยี่ห้อ และรุ่น ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความเหมาะสมของราคาได้
นางสาวรักชนกยกตัวอย่างโครงการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยและอุปกรณ์สารสนเทศของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย วงเงินกว่า 100 ล้านบาท ที่ไม่มีสเปกชัดเจน รวมถึง กอ.รมน. ที่เสนอซื้อไฟฉายกระบอกละ 5,600 บาท แต่ไม่มีใบเสนอราคา พร้อมเปิดเอกสารจากคนละบริษัทที่มีชื่อผู้จัดการโครงการและเบอร์โทรศัพท์เดียวกัน จึงเรียกร้องให้สำนักงบประมาณคัดกรองเอกสารตั้งแต่ต้นทาง
นอกจากนี้ ยังระบุว่าบางหน่วยงานส่งเอกสารผ่าน QR Code แต่ภายหลังลบข้อมูลออกจากโฟลเดอร์ ทำให้กรรมาธิการไม่สามารถตรวจสอบหรือใช้ประกอบการอภิปรายวาระ 2 ได้ พร้อมวิจารณ์การทำงานของสำนักงบประมาณว่า “ห่วย” ก่อนที่นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ประธานในที่ประชุม จะทักท้วงให้ถอนคำ ซึ่งนางสาวรักชนกได้ขออภัยและยอมถอนคำดังกล่าว
นางสาวรักชนกเสนอให้ปรับลดงบประมาณสำนักงบประมาณลง 10% เนื่องจากเห็นว่าการทำงานยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ พร้อมคาดหวังให้ผู้อำนวยการคนใหม่ยกระดับความโปร่งใสและการตรวจสอบงบประมาณ
ช่วงท้าย นางสาวรักชนกหารือกรณีสไลด์ประกอบการอภิปรายถูกเซ็นเซอร์โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้เสียสมาธิ โดยขอให้เจ้าหน้าที่แจ้งผู้อภิปรายก่อน หากมีข้อมูลที่จำเป็นต้องปกปิด เพื่อให้สามารถปรับแก้และเตรียมการนำเสนอได้อย่างเหมาะสม
“วสวรรธน์” ชำแหละงบกลาโหม ทหารแนวหน้าขาด 900 ล้าน
ที่อาคารรัฐสภา นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าและ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรวมพลัง ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 มาตรา 8 กระทรวงกลาโหม โดยระบุว่า มีการปรับลดงบประมาณที่จำเป็นต่อทหารแนวหน้า แต่กลับเพิ่มงบประมาณบางส่วนให้กับนายทหารระดับนายพลและส่วนกลาง
นายวสวรรธน์กล่าวว่า งบประมาณสำหรับกำลังพลระดับปฏิบัติการยังขาดถึง 1,300 ล้านบาท แต่ได้รับคืนเพียง 428 ล้านบาท ทำให้ยังขาดอีกเกือบ 900 ล้านบาท ขณะที่ทหารบางรายยังไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยง เงินพิเศษ และเงินเยียวยาอย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ งบประมาณด้านเทคโนโลยีที่จำเป็น เช่น วิทยุสื่อสาร โดรน และการซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์ กลับถูกปรับลด โดยเฉพาะงบวิทยุสื่อสารกว่า 146 ล้านบาท เนื่องจากไม่สามารถจัดซื้อได้ทันปีงบประมาณ ทั้งที่ทหารแนวหน้ายังประสบปัญหาการติดต่อสื่อสารกับครอบครัว จึงขอให้เร่งจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นให้ทันเวลา
นายวสวรรธน์ยังโต้ข้อกล่าวหาจากฝั่งรัฐบาลว่า นำความเดือดร้อนของทหารมาทำคอนเทนต์ โดยยืนยันว่าเป็นการนำปัญหาของทหารตัวเล็กตัวน้อยมาแจงต่อสภา พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ตรงจุด และดูแลทหารชายแดนอย่างต่อเนื่อง
“อยากฝากไว้ หน้ากากรักชาติยังสวมใส่อยู่หรือไม่ อย่าเพิ่งรีบถอดไป ทำต่อ” นายวสวรรธน์กล่าว
“ศุภณัฐ” จี้ตัดงบกองทัพไทย 1,700 ล้าน
นายศุภณัฐกล่าวว่า งบดังกล่าวประกอบด้วยการก่อสร้างถนนลูกรังกว่า 900 กิโลเมตร วงเงินปีละประมาณ 850 ล้านบาท ซึ่งหลายแห่งไม่ใช่พื้นที่ชายแดนหรือเกี่ยวข้องกับความมั่นคง รวมถึงการจัดการแหล่งน้ำกว่า 1,500 แห่ง วงเงินประมาณ 850 ล้านบาท ทั้งการขุดลอกลำน้ำ ทำบ่อบาดาล และติดตั้งเครื่องกรองน้ำระบบ RO ตามโรงเรียน
นายศุภณัฐตั้งคำถามว่า งานเหล่านี้เป็นภารกิจหลักของกองบัญชาการกองทัพไทยหรือไม่ พร้อมมองว่าเป็นการเบียดบังงบประมาณและโอกาสในการพัฒนาของท้องถิ่น โดยประชาชนจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนจากกองทัพ เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณไม่เพียงพอ
“ปีนี้มีงบประมาณประมาณ 1,700 ล้านบาท ที่ควรจะเป็นงบสำหรับท้องถิ่น แต่ถูกนำไปดำเนินการโดยกองบัญชาการกองทัพไทย สำหรับผม นี่คือการเบียดบังงบประมาณของท้องถิ่น” นายศุภณัฐกล่าว
นอกจากนี้ นายศุภณัฐยังตั้งข้อสังเกตถึงการจัดซื้อเครื่องจักรก่อสร้างใหม่ทุกปี ก่อนนำมาเป็นเหตุผลว่าหากไม่มีโครงการ เครื่องจักรจะถูกปล่อยทิ้งไว้ ทั้งที่สามารถให้หน่วยงานอื่นยืมใช้งานได้ รวมถึงการดำเนินงานด้านเกษตรและปศุสัตว์ เช่น การสร้างคอกสัตว์และโรงเก็บฟาง
อีกประเด็นคือการมัดรวมโครงการย่อยวงเงินหลักแสนบาทเป็นงบก้อนใหญ่ 80-100 ล้านบาท และผูกพันงบประมาณหลายปี ซึ่งนายศุภณัฐมองว่าทำให้กรรมาธิการตรวจสอบรายละเอียดได้ยาก และอาจสร้างภาระงบประมาณต่อเนื่องในอนาคต
นายศุภณัฐ จึงเสนอให้ทบทวนการจัดสรรงบประมาณและบทบาทของกองบัญชาการกองทัพไทย โดยให้กองทัพทำหน้าที่สนับสนุนการช่วยเหลือประชาชน แทนการของบประมาณไปดำเนินงานซ้ำซ้อนกับท้องถิ่น เพื่อให้เงินภาษีถูกใช้ตรงตามภารกิจและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
"วีระ" เสนอปรับลดงบ 7,400 ล้านบาท ชงหยุดขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1-2 ปี ชี้งบกลาง 1.2 หมื่นล้านซ้ำซ้อน พ.ร.ก.เงินกู้
ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระที่ 2 และ 3
นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการฯ อภิปรายขอปรับลดงบประมาณ 7,400 ล้านบาท พร้อมเสนอให้จัดทำงบประมาณแบบใหม่ว่า นับจากนี้ไป ไม่ควรเพิ่มวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีในปีต่อไปอีก
เพื่อให้สอดคล้องกับฐานะทางการเงินการคลังของประเทศ ที่ไม่สามารถจัดเก็บรายได้ให้เท่ากับรายจ่าย ส่งผลให้ต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเรื้อรัง ติดกับดักดักหนี้สาธารณะ ที่หากไม่ปรับแก้ไขจะนำไปสู่วิกฤตการคลังในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
นายวีระ ยังอภิปรายถึงการสงวนความเห็นในมาตรา4 ซึ่งเป็นมาตราที่กำหนดวงเงินรายจ่ายงบประมาณประจำปีซึ่งตนเสนอให้ปรับลดงบประมาณปีนี้เพียงแค่ 7,400 ล้านบาท ถือว่าไม่มากหากเทียบกับงบประมาณรายจ่ายปี 2569
จากการทำหน้าที่กรรมาธิการก็เห็นว่ารัฐบาลโดยเฉพาะสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังต่างก็ใช้ความระมัดระวัง และมีความตั้งใจที่จะกำหนดงบประมาณรายจ่าย
แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าวงเงินที่ตนขอปรับลดงบประมาณเท่ากับวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปี 2569 นั่นหมายความว่าตนกำลังเสนอให้จัดทำงบประมาณแบบ Zero Growth Budget หรือการจัดทำงบประมาณรายจ่ายงบประมาณประจำปีโดยไม่เพิ่มวงเงินงบประมาณรายจ่ายจากปีก่อนหน้า คือนับจากนี้ไปเราจะไม่เพิ่มวงเงินงบประมาณรายจ่ายจากปีงบประมาณที่ผ่านมาอีกต่อไป
เพื่อให้สอดคล้องกับฐานะทางการเงินการคลังของประเทศที่ประสบปัญหาการจัดเก็บรายได้ไม่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่จะทำงบประมาณรายจ่าย จนทำให้เราต้องทำงบประมาณแบบขาดดุลเรื้อรังเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน ที่สำคัญยังต้องใช้การออกกฎหมายพิเศษเป็นพระราชกำหนดในกรณีที่งบประมาณรายจ่ายไม่เพียงพอ
เมื่อเรามีการออกพระราชกำหนดเงินกู้ทำให้มีภาระเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่ทุกคนกังวลเป็นอย่างมากที่สำคัญภาระหนี้ขณะนี้มีมากถึง 4 แสนล้านบาท เมื่อไหร่ที่ภาระหนี้ที่เป็นดอกเบี้ยมากกว่างบประมาณรายจ่ายงบประมาณกระทรวงกลาโหมนี่คือสัญญาณอันตราย
นายวีระ กล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณปี 2569 ต้องขาดดุลเพราะเรามีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย 8.6 แสนล้านบาท และปี 2570 ที่กำลังพิจารณาก็ต้องกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณเช่นเดิม
การจัดทำงบประมาณปีนี้เป็นสภาพจำยอมแบบมัดมือชก เพราะไม่สามารถจัดทำให้ดีกว่านี้โดยไม่ผิดกฎหมาย งบประมาณที่เราใช้ในปัจจุบันที่เป็นรายจ่ายแบ่งออกเป็นสองก้อนใหญ่ ๆ คืองบรายจ่ายประจำ 80% และงบรายจ่ายลงทุน 20% ซึ่งงบลงทุนเกือบทั้งหมดเป็นเงินกู้ที่มาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ
นอกจากนี้ ควรบริหารจัดการรายการเงินนอกงบประมาณที่สะสม และคงค้างอยู่ในแต่ละหน่วยยงานใหม่ เนื่องจากปัจจุบัน เงินในส่วนนี้ มีตัวเลขรวมอยู่ที่ 4 ล้านล้านบาท เช่น ในกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม และกระทรวงคมนาคม ที่มีอยู่จำนวนมาก แต่กลับยินยอมสมทบ โดยเฉพาะในงบประมาณปี 2570 เพียง 95,000 ล้านบาทเท่านั้น
ดังนั้น จึงควรนำเงินดังกล่าว มาสมทบในงบประมาณรายจ่ายประจำปีในสัดส่วนที่เหมาะสม ตามความจำเป็นเร่งด่วน ในสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันได้
ทั้งนี้ นายวีระ ระบุว่า งบประมาณในส่วนดังกล่าวเป็นงบที่สำนักงบประมาณเสนอขอไว้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานราชการที่ขอใช้งบกลางวงเงิน 12,000 ล้านบาท นำเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานมาสมทบเพิ่มเติม
นายวีระ มองว่า ในแง่แนวคิดถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากเป็นการนำเงินนอกงบประมาณมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาอยู่ที่การคัดเลือกโครงการที่จะนำงบประมาณไปใช้ เนื่องจากเห็นว่ามีความซ้ำซ้อนกับโครงการภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ วงเงิน 400,000 ล้านบาท จึงเป็นเหตุผลที่เสนอให้ตัดงบประมาณส่วนนี้ออกทั้งหมด
นายวีระ กล่าวต่อว่า สำหรับงบประมาณในส่วนเงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ วงเงิน 13,000 ล้านบาทนั้น ตนเข้าใจว่าในทางปฏิบัติไม่สามารถตัดออกได้ทั้งหมด เนื่องจากข้าราชการมีระบบการเลื่อนเงินเดือนและการปรับวุฒิตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางจำเป็นต้องตั้งงบประมาณสำรองไว้รองรับค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม หากเป็นสถานการณ์ปกติเช่นเดียวกับในปีที่ผ่านมา เรื่องนี้คงไม่เป็นปัญหา แต่สาเหตุที่ตนเสนอให้ตัดงบประมาณส่วนนี้ทั้งก้อน 13,000 ล้านบาท รวมกับงบอีก 12,000 ล้านบาทที่สำนักงบประมาณเสนอไว้ รวมเป็นวงเงิน 25,000 ล้านบาทในงบกลาง เนื่องจากเห็นว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ฝ่ายราชการก็ควรยึดหลักร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับประชาชนเช่นเดียวกัน
นายวีระ กล่าวว่า "ตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2527 และปี 2540 หน่วยราชการหรือคนที่เกี่ยวข้องกับราชการที่รับเงินเดือนกับงบประมาณไม่เคยได้รับผลกระทบ แต่ครั้งต่อไปที่อาจจะเกิดขึ้น ผมคิดว่าถ้าหน่วยราชการจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ปีหน้าถ้าเป็นไปได้ผมเสนอให้ฟรีซการขึ้นเงินเดือนของข้าราชการสัก 1-2 ปี เพื่อให้เหลือพื้นที่ที่จะใช้เงินที่มีน้อยอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ที่สุด"
"เมื่อผมพูดแบบนี้ข้าราชการคงไม่พอใจ แต่ผมพูดความจริง รัฐบาลที่กำลังจะมีปัญหาค่อนข้างวิกฤต คนที่อยู่ในหน่วยราชการก็ต้องเสียสละ เชื่อตอนลงมติท่านก็เอาตามกรรมาธิการเสียงข้างมากอยู่ดีซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัญหาของเราเหมือนกัน" นายวีระ กล่าว
"รอมฎอน" แฉงบ กอ.รมน. สงสัยตัด 1,000 ล้านส่องเจอกำลังพลผี จี้รัฐบาลส่งเงินให้ถึงมือคนทำงานจริง
นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในมาตรา 7 สำนักนายกรัฐมนตรี เฉพาะในส่วนงบประมาณของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. โดยระบุว่า ปีนี้ กอ.รมน. ได้รับการจัดสรรงบประมาณกว่า 5,700 ล้านบาท และหากตัดงบประมาณในส่วนแผนงานบุคลากรออก จะเหลืองบประมาณประมาณ 4,900 ล้านบาท ซึ่งตนขอโฟกัสไปที่งบประมาณและบทบาทของ กอ.รมน. โดยเฉพาะ
นายรอมฎอนกล่าวว่า ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดเรื่องงบประมาณ อยากให้ที่ประชุมพิจารณาผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง 3 จังหวัด ซึ่งสำรวจเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาภายหลังเกิดเหตุการณ์สำคัญในพื้นที่
โดยพบว่า ประชาชนมองว่าสถานการณ์ความไม่สงบมีความเกี่ยวข้องกับงบประมาณในพื้นที่ถึงร้อยละ 35.7 และหากดูเฉพาะจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุจำนวนมาก ตัวเลขดังกล่าวสูงถึงประมาณร้อยละ 44
"ผมพูดเรื่องงบประมาณของ กอ.รมน. ทุกปี บางคนอาจมองว่าผมมีอคติกับหน่วยงาน แต่ผมไม่ได้ทึกทักเอาเอง เพราะทัศนะของคนในพื้นที่เป็นเช่นนั้นจริง ๆ" นายรอมฎอนกล่าว
นายรอมฎอนกล่าวว่า กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่มีงบประมาณเกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้สูงที่สุด ในบรรดา 9 หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณเกิน 1,000 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท และหากพิจารณาเฉพาะงบประมาณของ กอ.รมน. เอง พบว่าถึงร้อยละ 88 เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือกล่าวได้ว่า การดำรงอยู่และการทำงานของ กอ.รมน. เกือบร้อยละ 90 ใช้งบประมาณในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ทั้งนี้ ตนเคยตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดว่า สถานะของ กอ.รมน. มีลักษณะที่เรียกว่า "พึ่งพากับภัยคุกคาม" เพราะหากไม่มีภัยคุกคาม หน่วยงานดังกล่าวก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องดำรงอยู่
สำหรับงบประมาณทั้งหมดของ กอ.รมน. รายการที่มีวงเงินสูงที่สุดคือ งบด้านกำลังพลและการดำเนินงาน ซึ่งปีนี้อยู่ที่ประมาณ 2,300 ล้านบาท และเป็นรายการงบประมาณก้อนใหญ่ที่มีมาอย่างต่อเนื่องทุกปี อย่างไรก็ตาม ปีนี้งบประมาณส่วนดังกล่าวลดลงจากเดิมถึงร้อยละ 31 หรือประมาณ 1,052 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจ
นายรอมฎอนกล่าวต่อว่า อยากตั้งคำถามถึงขีดความสามารถของ กอ.รมน. ด้วย เนื่องจากในเอกสารชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณ กอ.รมน. ระบุว่าสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2560 แต่เมื่อพิจารณาจากตารางสถิติของ กอ.รมน. เอง กลับพบว่า แม้สถานการณ์จะลดลงในช่วงหนึ่ง แต่เริ่มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ปี 2563 จากจำนวน 54 เหตุการณ์ เพิ่มเป็น 168 เหตุการณ์
ขณะเดียวกัน หากพิจารณาตามตัวชี้วัดของยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมายไว้ตั้งแต่เมื่อประมาณ 10 ปีก่อนว่า สถานการณ์ความรุนแรงจะต้องลดลงจนเหลือศูนย์ แต่เมื่อดูข้อมูลล่าสุดกลับพบว่าตัวเลขลดลงก่อนจะดีดตัวเพิ่มขึ้น และเมื่อเทียบกับปีฐาน ปี 2565 กลับมีสถานการณ์ความรุนแรงสูงกว่าปีฐานเสียอีก
"นั่นอาจสะท้อนว่า หน่วยงานที่มีภารกิจในการรักษาความมั่นคงภายใน และใช้ทรัพยากรของประเทศไปจำนวนไม่น้อย มีประสิทธิภาพที่ควรต้องถูกตั้งคำถาม และเมื่อการดำเนินงานมีแนวโน้มล้มเหลว หน่วยงานก็เปลี่ยนวิธีการนับและเปลี่ยนวิธีการประเมิน" นายรอมฎอนกล่าว
จากนั้น นายรอมฎอนกล่าวถึงประเด็นงบประมาณด้านกำลังพล ซึ่งบางฝ่ายเรียกว่า "กำลังพลผี" โดยระบุว่า ตนได้อภิปรายและตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้มาโดยตลอด รวมถึงในการพิจารณาวาระแรกด้วย
ทั้งนี้ จากเอกสารข้อมูลที่ กอ.รมน. ส่งให้คณะกรรมาธิการ ระบุว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 มีคำสั่งที่ 758/2565 ว่าด้วยการดำเนินงานรับรองหลักฐานการมีสิทธิในการนับเวลาราชการเป็นทวีคูณ สำหรับกำลังพลสังกัด กอ.รมน. และผู้ปฏิบัติงานในสายงาน กอ.รมน. เพื่อใช้แทนคำสั่งเดิมเมื่อปี 2554
นายรอมฎอนกล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามแก้ไขปัญหากำลังพลผี เนื่องจากการนับวันราชการเป็นทวีคูณอาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริตและเบิกจ่ายเงินหลวงโดยมิชอบ
ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องชื่นชม เพราะคำสั่งใหม่มีสาระสำคัญ เช่น การห้ามยื่นหลักฐานเพื่อขอรับสิทธิล่วงหน้าโดยเด็ดขาด การผูกการรับรองสิทธิเข้ากับกรอบอัตรากำลังที่ได้รับอนุมัติจริง รวมถึงการย้ำว่าการรับรองเอกสารอันเป็นเท็จอาจมีความผิดทางอาญา
นอกจากนี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เสนาธิการทหารบกยังได้กำชับและสั่งการให้มีการส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบกำลังพลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นความพยายามที่น่าชื่นชมและสะท้อนถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหา
อย่างไรก็ตาม เมื่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณผ่านการพิจารณาของสำนักงบประมาณและคณะรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร พบว่างบประมาณในรายการกำลังพลและการดำเนินงานถูกปรับลดลงถึงร้อยละ 31 หรือประมาณ 1,052 ล้านบาท
ต่อมา กอ.รมน. ได้ยื่นคำขอแปรญัตติเพื่อนำงบประมาณส่วนที่ถูกตัดไปจำนวน 1,052 ล้านบาทกลับคืนมาเต็มจำนวน โดยคำขอดังกล่าวผ่านมาจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม แต่ท้ายที่สุดคณะกรรมาธิการไม่ได้อนุมัติงบประมาณส่วนดังกล่าว
นายรอมฎอนกล่าวว่า จึงอยากตั้งคำถามตรง ๆ ว่า การที่งบประมาณรายการนี้ลดลง เป็นผลมาจากการตรวจพบปัญหากำลังพลผีหรือไม่ หากใช่ จะมีการตรวจสอบเอาผิดกับกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอย่างไร และจะมีการเรียกเงินคืนหรือไม่ หรือจะปล่อยให้เรื่องดังกล่าวผ่านไป
แต่หากคำตอบคือไม่ใช่ ก็ต้องตั้งคำถามต่อว่า เหตุใด กอ.รมน. จึงยื่นขอแปรญัตติงบประมาณกลับคืนมาเต็มจำนวนพอดีถึง 1,052 ล้านบาท แม้กระทั่งตัวเลขทศนิยมยังตรงกันอย่างละเอียด
"ผมคิดว่าเรื่องนี้ ประธานกรรมาธิการ รวมถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน. น่าจะต้องให้คำตอบกับพวกเรา" นายรอมฎอนกล่าว
นายรอมฎอนกล่าวต่อว่า ปัญหานี้อาจเป็นปัญหาใหญ่ แต่ยังมีเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น เพราะต่อให้ไม่มีปัญหากำลังพลผี ระบบงบประมาณที่ใช้แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังอาจมีช่องทางให้เกิดการรั่วไหล โดยตนเรียกว่าเป็น "กระเป๋าที่สอง"
เนื่องจากในระบบงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีงบประมาณในลักษณะค่าตอบแทนพิเศษสำหรับผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ ถึง 46 หน่วยงาน รวมวงเงินกว่า 2,000 ล้านบาท โดยเฉพาะ กอ.รมน. มีงบประมาณในส่วนนี้ประมาณ 685 ล้านบาท ซึ่งเป็นคนละส่วนกับงบกำลังพลและการดำเนินงาน
จึงต้องตรวจสอบว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เจ้าหน้าที่ทหารคนเดียวกัน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน จะได้รับเงินตอบแทนจากหลายช่องทาง โดยเฉพาะกองทัพบกที่ยังมีงบประมาณแยกต่างหากอีกประมาณ 155 ล้านบาทตามตารางงบประมาณ
นายรอมฎอนยังตั้งข้อสังเกตถึงงบอำนวยการและการบริหารที่ กอ.รมน. ขอแปรญัตติกลับคืนมา โดยระบุว่า เมื่อตรวจสอบรายละเอียดพบว่า แม้จะขอวงเงินกลับคืนมาในจำนวนเดิม แต่รายละเอียดภายในกลับแตกต่างออกไป เนื่องจากบางรายการ เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าซ่อมบำรุงยานพาหนะ และค่าเวชภัณฑ์ยา ไม่ได้รวมอยู่ในรายการดังกล่าว จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงขอวงเงินเดิมกลับคืนมา แต่มีรายละเอียดการใช้จ่ายภายในแตกต่างไปจากเดิม
นายรอมฎอนกล่าวทิ้งท้ายว่า หลังจากตั้งข้อสังเกตเรื่องกำลังพลผีและกระเป๋าที่สองแล้ว สิ่งที่อยากฝากไว้คือ การออกแบบระบบงบประมาณของรัฐควรเป็นระบบที่จูงใจให้หน่วยงานภาครัฐระดมสรรพกำลังเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ยุติลง
โดย กอ.รมน. เคยชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการว่า หากมีการยกเลิกพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งหนึ่งในข้อเสียที่ระบุไว้คือ บทบาทและงบประมาณของ กอ.รมน. อาจลดลงหรือปรับเปลี่ยนไป
"ตกลงแล้วระบบของเรา เป็นระบบที่จูงใจให้หน่วยงานภาครัฐระดมสรรพกำลังเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้จบ หรือเป็นระบบที่จูงใจให้ปัญหาคงอยู่ต่อไป เพราะทุกครั้งที่ปัญหายังไม่จบ งบประมาณและอำนาจของหน่วยงานความมั่นคงก็ยังคงอยู่" นายรอมฎอนกล่าว
ทั้งนี้ นายรอมฎอนกล่าวว่า ขอท้วงติงเรื่องดังกล่าวและเสนอให้มีการตัดลดงบประมาณของ กอ.รมน. ในส่วนนี้เพียงร้อยละ 1 ซึ่งเป็นการตัดลดในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อเรียกร้องให้มีการปรับปรุงระบบการจ่ายเงินให้กำลังพล ให้เงินงบประมาณส่งไปถึงผู้ปฏิบัติงานจริง ผู้ที่เสียสละ และผู้ที่เผชิญความเสี่ยงในพื้นที่อย่างแท้จริง พร้อมฝากประเด็นดังกล่าวไปยังประธานกรรมาธิการและรัฐบาลให้ดำเนินการตรวจสอบต่อไป
“อรรถกร” ชี้งบกลางปี 70 ไม่ได้ “ปรุงจืด” หลังตั้งวงเงินเกือบ 7 แสนล้าน จี้ทบทวนใช้งบช่วยชาวนา
ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ทำหน้าที่เป็นประธาน
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในส่วนของมาตราที่เกี่ยวข้องกับงบกลาง ภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีการแก้ไขและปรับลดงบประมาณ โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของการจัดสรรงบประมาณ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาใช้งบกลางเพื่อดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
นายอรรถกร กล่าวว่า เนื่องจากมาตราดังกล่าวมีการแก้ไขโดยคณะกรรมาธิการ จึงขอใช้สิทธิอภิปรายแสดงความเห็นต่อการปรับลดงบประมาณ โดยยกคำพูดของ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ที่เคยให้ฉายางบประมาณปี 2570 ว่าเป็น “งบปรุงจืด” แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด โดยเฉพาะงบกลาง กลับพบว่าไม่ได้จืดอย่างที่กล่าว เพราะมีวงเงินจำนวนมาก
“งบกลางไม่ได้จืดครับ งบกลางเข้มข้นพอสมควร รัฐบาลตั้งงบกลางไว้ประมาณ 699,000 ล้านบาท และคณะกรรมาธิการฯ ยังมีการแปรญัตติเพิ่มงบกลางอีกกว่า 6,000 ล้านบาท จึงถือเป็นวงเงินที่มีขนาดใหญ่มาก“
นายอรรถกร กล่าวย้ำว่า ไม่ได้ติดใจการตั้งงบกลาง แต่ยังมีข้อสงสัยว่ากองทุนขนาดใหญ่นี้ สามารถนำไปแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเรื่องเงินช่วยเหลือเกษตรกรและชาวนา
พี่น้องประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงประชาชนในพื้นที่อื่น เช่น จังหวัดตากและสระบุรี ต่างสอบถามถึงมาตรการช่วยเหลือชาวนาในปีนี้ เพราะในการตั้งงบประมาณปกติอาจไม่มีงบสนับสนุนในส่วนดังกล่าว แต่เมื่อรัฐบาลมีงบกลางเกือบ 700,000 ล้านบาท จึงเห็นว่ายังสามารถนำกลับมาทบทวน และพิจารณาแนวทางช่วยเหลือชาวนาได้
“ผมเชื่อว่ามันทำได้ จากสิ่งที่ติดตามข่าวอาจบอกว่าปีนี้ราคาข้าวดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน แต่รัฐบาลไม่ควรคำนึงถึงราคาข้าวเฉพาะปีนี้ เพราะชาวนาบ้านผมขาดทุนสะสมมาหลายปี จะต้องคิดรวบรวมกัน” นายอรรถกร กล่าว
นายอรรถกร ยังกล่าวถึงกรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนที่มีประชาชนจำนวนมากถูกตัดสิทธิ โดยยอมรับว่าเข้าใจและชื่นชมความกล้าหาญของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการดำเนินนโยบาย แต่จากเสียงร้องเรียนในพื้นที่พบว่า ประชาชนหลายล้านคนที่ถูกตัดสิทธิรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
“หากรัฐบาลต้องการหางบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว งบกลางถือเป็นแหล่งงบประมาณที่มีความเหมาะสมที่สุด เพราะมีวงเงินจำนวนมาก และสามารถนำมาเติมในส่วนที่ประชาชนได้รับผลกระทบได้ ถ้าจะไปหางบตรงไหน ผมเชื่อว่างบในก้อนนี้ที่เป็นงบกลางมีความเหมาะสมที่สุด ที่จะไปเติมในสิ่งที่ผมเชื่อว่ารัฐบาลตัดออกไป” นายอรรถกร กล่าว
นอกจากนี้ นายอรรถกร ยังตั้งข้อสังเกตต่อการปรับลดงบประมาณของคณะกรรมาธิการฯ โดยระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณในปีก่อน คณะกรรมาธิการฯ มีการปรับลดงบประมาณรวมประมาณ 11,162 ล้านบาท ขณะที่มีการเพิ่มงบให้กับหน่วยรับงบประมาณบางส่วน ทั้งงบกลาง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐสภา องค์กรอิสระ สำนักงานอัยการ และหน่วยงานอื่น ๆ
“นพ.วรงค์” กังวลรัฐทุ่ม 1.55 หมื่นล้านซื้อประกันภัยพิบัติ
ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ลุกขึ้นอภิปราย โดยขอสงวนคำแปรญัตติเพื่อตัดลดงบประมาณในส่วนงบกลางลง 10% จากวงเงินงบกลางที่ตั้งไว้ 693,180 ล้านบาท
นพ.วรงค์ กล่าวว่า งบกลางครอบคลุมกิจกรรมหลายส่วนที่รัฐบาลดำเนินการ ซึ่งสมาชิกได้อภิปรายกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถพยาบาล การขึ้นเงินเดือน หรือเงินบำนาญ แต่สิ่งที่ตนต้องการให้ทุกฝ่ายมุ่งเน้น คือเงินสำหรับใช้ดูแลประชาชนในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งตั้งงบประมาณไว้สูงถึง 100,000 ล้านบาท
"ผมอยากเรียนท่านกรรมาธิการด้วยหัวใจเลย และถือโอกาสนี้ฝากไปยังพี่น้องประชาชน ตั้งใจฟังผมสักนิดหนึ่ง เพราะผมมีเรื่องที่ไม่สบายใจอย่างมาก งบ 100,000 ล้านบาท สำหรับดูแลพี่น้องประชาชนยามฉุกเฉินหรือจำเป็น มันคือเงินก้อนใหญ่ หากประชาชนและพวกเราไม่ได้ติดตาม เราจะไม่รู้เลยว่ามีอะไรยัดไส้อยู่ข้างในหรือไม่ และวันนี้การยัดไส้ได้เกิดขึ้นแล้ว มันคืบคลานเข้ามาด้วยความรวดเร็วและเงียบมาก" นพ.วรงค์ กล่าว
นพ.วรงค์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินโครงการซื้อประกันภัยพิบัติให้แก่ประชาชนจำนวน 30 ล้านครัวเรือน หรือเท่ากับทุกครัวเรือนทั่วประเทศตามการประมาณการ โดยตั้งงบประมาณไว้ 15,500 ล้านบาท เพื่อใช้จ่ายเป็นเบี้ยประกัน ซึ่งเงินดังกล่าวมาจากงบกลางในส่วนงบฉุกเฉินหรือจำเป็น
ทั้งนี้ หลักการของโครงการคือรัฐบาลจะให้ความคุ้มครองภัยพิบัติแก่ประชาชน 30 ล้านครัวเรือน โดยประชาชนไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันเอง ซึ่งตนเห็นว่าหลักการสามารถรับฟังได้ แต่รัฐบาลจะต้องจ่ายเบี้ยประกันสูงถึง 15,500 ล้านบาท ขณะที่ความคุ้มครองมีเพียง 2 เรื่อง ได้แก่ กรณีประชาชนเสียชีวิต จะได้รับเงิน 2 ล้านบาท และกรณีบ้านเรือนได้รับความเสียหาย
นพ.วรงค์ ย้ำว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมความเสียหายของถนน สะพาน หรือโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความเสียหายจากภัยพิบัติต่อพืชผลทางการเกษตร โดยสาเหตุของภัยที่ได้รับความคุ้มครองมีเพียง 3 ประเภท คือ น้ำท่วม ลมพายุหรือวาตภัย และแผ่นดินไหว
นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ทำให้ตนกังวลคือความรวดเร็วในการผลักดันโครงการ โดยระบุว่า รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม มอบหมายให้มีการประชุมเพื่อหาแนวทางดำเนินการ โดยอ้างว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณและดูแลประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้นมีการประชุมเมื่อวันที่ 27 และต่อมาเพียงไม่นาน โครงการก็เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและมีมติใช้งบประมาณ 15,500 ล้านบาทเป็นเบี้ยประกันภัย เพื่อดูแลประชาชนทั่วประเทศ โดยมีสิทธิประโยชน์หลักเพียงกรณีเสียชีวิตและบ้านเรือนได้รับความเสียหาย
นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตนออกมาคัดค้านโครงการดังกล่าว เนื่องจากเรื่องนี้มีที่มาจากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ซึ่งที่ประชุมได้มีการหารือเรื่องภัยพิบัติและศึกษาข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2546 ถึงปี 2569 โดยพบว่า ตลอดระยะเวลาเฉลี่ย 23 ปี รัฐบาลใช้งบประมาณเพื่อดูแลประชาชนจากภัยพิบัติเฉลี่ยปีละประมาณ 5,300 ล้านบาท
"คำถามที่ผมต้องถามคือ ในเมื่อรายงาน ครม. มีเอกสารชัดเจนว่ารัฐบาลจ่ายเงินเพื่อดูแลภัยพิบัติเฉลี่ยปีละประมาณ 5,300 ล้านบาท แต่วันนี้จะทำประกันภัยพิบัติและจ่ายเบี้ยประกันถึง 15,500 ล้านบาท มันเกิดอะไรขึ้น" นพ.วรงค์ กล่าว
นอกจากนี้ นพ.วรงค์ ยังโต้แย้งข้อมูลที่ระบุว่ารัฐบาลปัจจุบันต้องจ่ายค่าภัยพิบัติปีละประมาณ 40,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง พร้อมระบุว่าตนมีเอกสารยืนยัน และไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลอ้างว่า การจ่ายเบี้ยประกัน 15,500 ล้านบาทจะทำให้ได้รับผลตอบแทนหรือความคุ้มครองกลับมาสูงถึง 40,000 ล้านบาท จึงเป็นห่วง ท่านกรรมาธิการจะปล่อยงบ 100,000 ล้านบาทไปให้รัฐบาลวางแผนรุกคืบหาผลประโยชน์ไม่ได้
นพ.วรงค์ ยังยกตัวอย่างโครงการประกันภัยพืชผลทางการเกษตร ซึ่งดำเนินการมาเป็นเวลาหลายปี โดยอ้างข้อมูลของสมาคมวินาศภัยเกี่ยวกับช่วงปี 2554-2565 ว่า ประชาชน รัฐบาล และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ร่วมกันจ่ายเบี้ยประกันรวม 18,560 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละกว่า 1,000 ล้านบาท สำหรับการประกันภัยพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปี
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาดังกล่าวมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทน 14,612 ล้านบาท ทำให้มีส่วนต่างระหว่างเบี้ยประกันที่จ่ายกับค่าสินไหมทดแทนจำนวน 3,948 ล้านบาท
นพ.วรงค์ กล่าวว่า การทำประกันภัยพืชผลทางการเกษตรยังมีการแบ่งพื้นที่ตามระดับความเสี่ยง หรือการทำโซนนิ่ง โดยพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงและมีโอกาสเกิดน้ำท่วมมาก จะมีค่าเบี้ยประกันสูงกว่า ขณะที่พื้นที่เสี่ยงปานกลางและพื้นที่เสี่ยงต่ำจะมีอัตราเบี้ยประกันแตกต่างกัน ซึ่งถือว่ามีเหตุผลตามระดับความเสี่ยง
แต่กรณีที่รัฐบาลจะทำประกันภัยให้แก่ประชาชน 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ตนมองว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอ เพราะไม่มีการแบ่งโซนนิ่งหรือพิจารณาพื้นที่ตามความเสี่ยง ทั้งที่ประเทศไทยมีบางพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูง บางพื้นที่มีความเสี่ยงปานกลาง และบางพื้นที่แทบไม่เคยประสบปัญหาน้ำท่วม
"การเหมาหลงจู๊แบบนี้มันทำให้เรากังวลใจ ว่าทำไมรัฐบาลกล้าที่จะจ่ายเงินปีละ 15,500 ล้านบาทเป็นเบี้ยประกัน และย้ำว่าจ่ายแล้วหมดเลย" นพ.วรงค์ กล่าว
นพ.วรงค์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงระยะเวลาการดำเนินโครงการที่รัฐบาลกำหนดไว้เพียง 2 ปี โดยตั้งคำถามว่า หากเป็นโครงการที่ดีจริง เหตุใดจึงดำเนินการเพียง 2 ปี ก่อนจะระบุว่าหลังจากนั้นจะเปลี่ยนไปเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
นพ.วรงค์ กล่าวว่า "ผมอยากจะย้ำว่า ถ้าท่านจริงใจ กรรมาธิการจริงใจ ท่านตรวจสอบตรงนี้ อย่างน้อยเอาเงินก้อนนี้ปีละ 15,500 ล้านบาท ให้หน่วยงานรัฐเป็นคนดูแลไปก่อน ปีสองปีหลังจากนั้นแล้ว ถ้าท่านมีการจัดตั้งกองทุน ร่วมมือกับบริษัทประกันภัยเอกชนอะไรผมไม่ว่า แต่ผมเป็นห่วงว่า 15,500 ล้านบาทเนี่ย มันมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่"
"จุดที่น่ากังวลใจก็คือ การทำประกันชีวิต การทำประกันภัย มีคอมมิชชัน ท่านประธาน 50% น่ะ 15,000 ล้านเท่าไหร่ ถ้า 20% เท่าไหร่ ดังนั้น ผมถือว่าเรื่องนี้มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว จนเราวิตกกังวลใจ ใช้เวลาแค่อาทิตย์เศษ ๆ โครงการนี้ออกมาด้วยความเงียบ รวดเร็ว ผมจึงเสนอท่านกรรมาธิการ ตรวจสอบ แล้วก็ถ้าพิจารณานะ เชื่อผม ตัดงบก้อนนี้เลย และเอาไปใช้ระบบเดิมสักปี 2 ปี แล้วหลังจากนั้นค่อยร่วมมือกับเอกชน" นพ.วรงค์ กล่าว
“อภิสิทธิ์” ซัดงบ70 ผิดวินัยการเงินการคลัง ส่อทำผิดรัฐธรรมนูญ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปราย ว่า ตนขอเสนอตัดงบในภาพรวม จำนวน1.5 แสนล้านบาท เพราะมีเงินนอกงบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาประเทศ รวมถึงเป็นปีที่รัฐบาลมีพระราชกำหนด( พ.ร.ก.) กู้เงิน ทำให้จะมีเงินเติมในระบบอีก 2 แสนล้านบาท นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาถึงสถานะของประเทศในประเด็นหนี้สาธารณะเกือบชนเพดาน และยังมีหนี้ที่ค้างในรัฐวิสาหกิจ หรือ ธนาคารของรัฐอีก เป็นเรื่องอันตราย
“ผมผิดหวังที่ กมธ.ไม่พยายามรีดไขมัน เพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลัง ช่องว่างในการรับมือสถานการณ์วิกฤติ ที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ย้ำว่ายังมีวิกฤติ ที่ยังไม่สิ้นสุด”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า หากอยากสะสางโครงสร้างงบประมาณ และหากกังวลต่อกับดักงบประมาณที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ต้องเริ่มจากการทำงานและพูดความจริง ทั้งนี้เมื่อมีรายละเอียดงบประมาณปรากฎ พบว่างบประมาณปีนี้ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการรักษาวินัยการเงินการคลัง อย่างเคร่งครัดเพื่อให้มีเสถียรภาพ มั่นคงยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งกำหนดให้มีงบรายจ่าย งบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% และไม่น้อยกว่าวงเงินที่ขาดดุลของบประมาณ แต่งบประมาณที่ถูกเสนอ รายจ่ายลงทุนผ่านเกณฑ์แบบฉิวเฉียด เกิน 3 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับการขาดดุล เกินมาเพียง 1.7 พันล้านบาท
“กมธ.เห็นรายละเอียดงบแล้ว ไม่ตั้งคำถามหรือ ที่นับเป็นรายจ่ายลงทุน เป็นรายจ่ายลงทุนจริงหรือไม่ เพราะที่ผมเห็นใน 2 รายการ ที่ไม่น่าจะใช่ คือ งบกลาง เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน ตั้งไว้ 1 แสนล้านบาท บอกว่ามี 6 หมื่นล้านบาท คือ รายจ่ายลงทุน ทั้งที่งบฉุกเฉินไม่มีโครงการ ไม่มีแบบ ไม่มีสถานที่ บอกว่า 60% ของยอดที่นายกฯ หรือ ครม.อนุมัติเป็นงบลงทุน ผมไม่เชื่อ เพราะหากดูตัวเลขใช้จ่ายงบฉุกเฉินปีผ่านมาเติมโคงการไม่ใช่รายจ่ายลงทุนในสัดสวนที่สูงมาก และนับค่าบริการคลาวน์ภาครัฐ 4.5 พันล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายลงทุน ผมมองว่าไม่ใช่ เพราะไม่ใช่ลงทุนเรื่องคลาวน์ ส่วนการจัดเก็บข้อมูลเพื่อภารกิจประจำ หรือรายจ่ายประจำ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อมีกฎหมายใช้ ก็ต้องบังคับใช้จริงจัง หากรัฐบาลจัดไม่ได้ต้องแถลงต่อสภา แต่ทำไมถึงไม่ทำอย่างตรงไปตรงมา หรือบังคับใช้กฎหมายเที่ยงธรรม ตนยืนยันว่าควรตัดลดวงเงินงบประมาณ รายจ่ายที่ไม่จำเป็น สุ่มเสี่ยงทุจริตและจัดเพิ่มงบลงทุนและให้มีพื้นที่การคลังเพื่อแก้ปัญหา เรื่องดังกล่าวตนจะติดตาม เพราะงบแสนล้านบาทที่นายกฯ หรือ ครม.อนุมัติ จะดูว่ามีเจตนาเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง และใช้งบกลาง 60% เพื่อรายจ่ายลงทุน หากไม่ใช่ แปลว่าผิดกฎหมาย ตนมีหน้าที่ตรวจสอบต่อไป
ขณะที่นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานกมธ. ชี้แจงยืนยันว่า ทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
จากนั้นที่ประชุมลงมติในมาตรา 4 เห็นด้วย 281 เสียง ไม่เห็นด้วย 133 เสียง งดออกเสียง 46 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง
“นายกฯ” ร่วมถกงบฯ 70 วาระ 2-3 ก่อนเดินทางนอร์เวย์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าสภาเพื่อร่วมประชุมในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระ 2-3
โดยกล่าวว่า วันนี้มาฟังการอภิปรายของสภาฯ ซึ่งตนต้องมาให้มากที่สุดในช่วงที่ยังไม่เดินทาง เพราะคืนนี้จะเดินทางไปประเทศนอร์เวย์ เนื่องจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์ ซึ่งต้องออกเดินทางในคืนนี้ โดยช่วงก่อนออกเดินทางก็จะได้มาใช้สิทธิลงมติรายมาตรา
เมื่อถามว่าการอภิปรายพระราชบัญญัติงบประมาณใช้เวลา 3 วัน แต่นายกฯ ไม่ได้อยู่ในประเทศ มีความเป็นห่วงอะไรหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีการติดตามประสานงานกันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ ก็อยู่สภาเพื่อชี้แจงประเด็นข้อสงสัยต่าง ๆ ให้กับสมาชิกอยู่แล้ว ซึ่งเป็นวาระ 2-3 เมื่อแล้วเสร็จต้องเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาต่อ ยังมีเวลา
"เอกนิติ"แจงปรับลดงบ 11,162 ล้าน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกมธ.ฯ รายงานผลการพิจารณาว่า กมธ.ฯ ร่วมกันพิจารณารายละเอียดของหน่วยรับงบประมาณรวม 3,286 หน่วยรับงบประมาณ ซึ่งกมธ.ฯ ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินภาระกิจเพื่อแก้ไขปัญหาความเดิอดร้อนของประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถ รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ตอบสนองต่อความท้าทายต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งแผนปฎิบัติราชการของกระทรวง โดยพิจารณาตามความจำเป็นและภาระกิจของหน่วยรับงบประมาณ และแผ่นพัฒนาพื้นที่ความต้องการของประชาชน ตลอดจนคำนึงถึงฐานะการคลัง ภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนหน่วยรับงบประมาณภายใต้หลักธรรมาภิบาล สุจริต โปร่งใส และเป็นธรรมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่ามีข้อเสนอสำคัญเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการเกี่ยวกับ สถานการณ์เศรษฐกิจในปีงบประมาณ2570 ซึ่งสภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง จึงควรหาแนวทางบริหารความเสี่ยงโครงการต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่อาจส่งผลกระทบได้และการบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้ลดลงในระยะยาว เพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังไว้ในกรณีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพการคลังและวินัยการเงินการคลังของประเทศในอนาคต พร้อมทั้งควรทบทวนปรับลดหน่วยงานที่หมดความจำเป็น ที่มีภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐ รวมทั้งควรพิจารณาปรับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับความครอบคลุมแหล่งเงินหรือเงินนอกงบประมาณเพื่อให้เกิดการพิจารณางบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า มีการปรับลดงบประมาณ 11,162 ล้านบาท โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งเป้าหมายและผลการดำเนินงานจริง ความคุ้มค่า ความพร้อม และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณตลอดจนให้ความสำคัญกับเงินนอกงบประมาณหรือรายได้ที่จัดเก็บเองของหน่วยรับงบประมาณ คือ1.รายการผลการดำเนินงานดำเนินงานที่มีผลล่าช้ากว่ากำหนดไว้และคาดว่าไม่สามารถจ่ายเงินได้ทันในปีงบประมาณหรือรายการผูกพันงบประมาณเดิมที่มีผลการจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่างบประมาณที่เสนอไว้ 2.รายการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งไม่เป็นค่าใช้จ่ายในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ 3.รายการที่สามารถชะลอได้โดยไม่คบต่อการให้บริการประชาชนหรือทบทวนโครงการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
และ4. การที่ยกเลิกโครงการหรือสามารถใช้เงินจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากเงินงบประมาณได้ สำหรับการเพิ่มงบประมาณนั้นทางกมธ.ฯได้พิจารณาเพิ่มงบประมาณตามความเหมาะสมจำเป็นให้เพียงพอกับการปฎิบัติหน้าที่ของหน่วยงาน เช่นงบกลาง ซึ่งตนและกมธ.ฯยินดีตอบข้อซักถามสมาชิกต่อไป
"ทวี" ซัดงบประมาณไม่ตอบโจทย์ประชาชน
จากนั้นพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ขอสงวนคำแปรญัตติต่อชื่อร่างพระราชบัญญัติ ประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ตนได้สงวนเปลี่ยนชื่อเป็น ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม งบประมาณที่ดีไม่ใช่แค่จ่ายครบ แต่ต้องทำงานสำเร็จแล้วประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น เงินทุกบาทต้องตรวจสอบได้
หลักนิติธรรมเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับงบประมาณ เนื่องจากงบประมาณที่ผ่านมา เราไปติดยึดกับยุทธศาสตร์ชาติ เวลาจะจัดงบประมาณตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา เราจะบอกว่าเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติแล้วพบว่า วันนี้ไม่ว่าจะหน่วยราชการหรือบุคคลต่าง ๆ เดินเข้าไปที่หน่วยรับงบประมาณ จะเห็นว่าเกิดความเหลื่อมล้ำมากที่สุดเกิดความยากจนมากที่สุด ที่สำคัญงบประมาณไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนเพียงแต่ใช้งบประมาณเสร็จ แต่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ การที่ตนวางหลักเพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมนั้นอย่างน้อยที่สุดงบประมาณ ตั้งแต่การจัดเก็บตั้งงบและใช้ จะต้องมีหลักการที่ส่งเสริมป้องกันการทุจริตไว้ด้วย ในงบประมาณที่ตั้งไว้ครั้งนี้เราจะพบว่ามีงบประมาณที่เกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐ ยังไม่รวมท้องถิ่นเราใช้งบถึง 37.9%
พ.ต.อ.ทวี ยังกล่าวว่า ที่ตนขอเปลี่ยนชื่อเป็น ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม เพราะว่าจะเป็นเข็มทิศที่จะล็อคเรื่องงบประมาณของปีนี้ และตนเห็นว่ารัฐมนตรีมารายงานในสภาเรื่องการจัดเก็บงบประมาณ มีการประมาณการว่าจะเก็บภาษีได้ 3 ล้านล้านบาทในปี 2568 ซึ่งสภาก็เชื่อ แต่พอเชื่อแล้วทำไม่ได้ก็ต้องไปกู้ ตนจึงคิดว่าถึงเวลาที่ต้องไปตรวจสอบ ความรับผิดชอบของคนที่มาจัดทำงบประมาณแล้วมาอ้างต่อสภาว่าจะจัดเก็บงบประมาณได้เท่าไหร่
"การใช้งบไม่ธำรงหลักนิติธรรม เอาแค่ง่าย ๆ แค่ทุจริตการสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น ผู้แทนของท่านปกรณ์มาชี้แจงว่า ข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยโดย กสถ. เข้าไปแก้ไฟล์เกือบ 6,000 ครั้ง ความผิดทำสำเร็จแล้วแต่ตอนหลังเกิดความย่ามใจ กลัวคนมาร้องเรียน แต่งชุดข้าราชการไปแก้ไขคำตอบ เมื่อความเชื่อมั่นในระบบราชการมันล้มเหลว ดังนั้นผมจึงคิดว่าการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมควรจะนำมาเขียน " พ.ต.อ.ทวีกล่าว
พ.ต.อ.ทวี ยังได้เสนอแนวทางการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม คือ 1. ส่งเสริมความโปร่งใสและป้องกันการทุจริต 2. ต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุล 3. ต้องเชื่อมโยงรายจ่ายกับผลลัพธ์ และ 4. ส่งเสริมการกระจายอำนาจ ดังนั้นตนจึงอยากให้มีคำว่าเพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมเพื่อล็อคไว้ว่าหลังจากนี้การใช้งบประมาณ จะต้องยึดมั่นในจุดนี้
ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมากขอยืนยัน ตามร่างที่ได้เสนอต่อสภา
โดยพ.ต.อ.ทวี ยังคงติดใจต่อการชี้แจงขิงกรรมาธิการ ประธานในที่ประชุมจึงเรียกให้สมาชิกลงมติ โดยมีผู้ลงมติเห็นด้วย 292 คนไม่เห็นด้วย 0 งดออกเสียง 93 คนและไม่ลงคะแนน 1 คน เป็นอันว่า สมาชิกในที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมการเสียงข้างมาก คือขอยืนยันตามร่างเดิมที่ได้เสนอไว้ต่อรัฐสภา
"พริษฐ์" ฉะงบปี 70 เท 6 พันล้านซุก "งบกลาง"
เวลา 11.10 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ นัดพิเศษ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง เป็นวันแรก โดยในการพิจารณามาตรา 4 ภาพรวมของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้อภิปรายว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง หากนำสถิติมาเปรียบเทียบกับปีก่อน ๆ ทางคณะกรรมาธิการงบประมาณตัดงบประมาณได้เพียงแค่ 11,000 กว่าล้านบาท คิดเป็น 0.29% หากเจาะจงไปในรายละเอียด ก็จะเห็นว่ามีหลายโครงการหลายกิจกรรมที่ความจริงแล้วกรรมาธิการควรตัดลดลงได้แต่ตัดสินใจไม่ตัด สิ่งที่น่าผิดหวังกว่าการที่กรรมาธิการปรับลดงบลงได้ไม่เยอะเท่าที่ควรนั้น คือการตัดสินใจของกรรมาธิการว่าจะนำ งบประมาณที่ปรับลดนั้นไปจัดสรรให้กับภารกิจหรือโครงการอะไร หากดูรายละเอียดเห็นว่าการตัดสินใจของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งประกอบด้วย สัดส่วนครม.และ สส. ของรัฐบาล เป็นการตัดสินใจที่บ่งชี้ว่ารัฐบาลดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับอนาคตของตนเองมากกว่าอนาคตของประเทศ
"ผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นมีการจัดสรรงบประมาณที่ปรับลดลงได้ไปเพื่อภารกิจที่ดูเหมือนเป็นการส่งเสริมอนาคตตนเองเป็นหลัก ที่พูดแบบนี้เพราะผมเห็นว่า 54% ของบประมาณที่ถูกปรับลดลงนั้นหรือคิดเป็น 6,000 ล้านบาทจาก 11,000 กว่าล้านบาท ถูกเทลงไปที่งบกลาง พอขึ้นชื่อว่างบกลางพวกเราก็ทราบดีว่าสภาอาจไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างเข้มข้น " นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์ ยังกล่าวว่า การมีเงินสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉินไม่ใช่เรื่องผิดยิ่งในสภาวะโลกปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงความผันผวนสูงก็อาจมีความจำเป็นมากขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่กรรมาธิการฯเทงบเพิ่มในงบกลา งบประมาณสำรองจ่ายปีนี้ก็สูงกว่าปีที่แล้ว 2,000 ล้านบาท งบกลางในปีนี้ก็สูงกว่าปีที่แล้วเกือบ 10% มีการตั้งงบประมาณสำหรับการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานไว้อีก 12,000 กว่าล้านบาทมีความสุ่มเสี่ยงที่จะซ้ำซ้อนกับเงิน 4 แสนล้านบาทที่ออกเป็น พ.ร.ก. เงินกู้
การที่กรรมาธิการเสียงข้างมากจากซีกรัฐบาลตัดสินใจเทงบประมาณอีก 6,000 ล้านบาทเข้าไปในงบกลางทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าตรงนี้เป็นความพยายามของรัฐบาล ที่จะดึงงบมาไว้ที่ตัวเองให้ได้มากที่สุดเพื่อใช้ตามอำเภอใจและหลีกหนีการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร มีเพื่อนสมาชิกจากกรรมาธิการมาเล่าให้ฟังว่า ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากพยายามอธิบายว่าเหตุผลที่ต้องเทงบ 6,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพื่อใช้กับค่าโง่คลองด่าน แต่ยังสับสนอยู่ดีว่ามีการตั้งงบประมาณส่วนนี้อยู่แล้ว แต่กลับไปปรับลดแล้วมาเทลงงบกลางอีกเท่าตัวนึงจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร ขณะที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเทงบประมาณในงบกลางซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความพยายามใช้งบกลางเป็นอาวุธประคองรัฐบาลในอนาคต แต่กลับไม่จัดสรรงบประมาณเพื่ออนาคตประเทศมากเท่าที่ควร คือ เรื่องคนและองค์ความรู้
นายพริษฐ์ ยังกล่าวว่า สิ่งที่เห็นกรรมาธิการเลือกที่จะไม่จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับ กยศ. ทั้งที่เวลานี้มีนักเรียนจำนวนมากเสี่ยงตกหล่นหรือถูกคัดออกจากการเข้าถึงเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ตอนกังวลว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะหน้านั้นอาจทำให้ผู้ที่รับกรรมเป็นเยาวชนที่อดเรียนต่อ ด้านองค์ความรู้หรือการวิจัยและพัฒนาแม้จะเพิ่มงบประมาณเพิ่มเติมให้กับกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) จำนวน 4,000 ล้านบาท ยังได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยกว่าปีที่แล้วถึง 2,000 ล้านบาท ซึ่งมีความน่ากังวลอย่างยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบรายจ่าย ด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศกับ GDP หรือรายได้รวมของประเทศ ก็จะเห็นว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนสมาชิก OECD ถึงสองเท่า
"หากกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่สามารถให้เหตุผลที่รับฟังได้ ผมก็ไม่สามารถเห็นด้วยได้กับการจัดสรรงบประมาณในภาพรวม ตามการทำหน้าที่ของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ผมเห็นว่าเป็นการจัดสรรเพื่ออนาคตของรัฐบาลมากกว่าอนาคตของประเทศ " นายพริษฐ์กล่าว