การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ ตามระเบียบวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 เป็นวันที่สอง
โดยสำหรับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 มีผู้เสนอคำแปรญัตติ 154 คน แต่มีผู้ถอนคำแปรญัตติไป 2 คน โดยเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ยังคงตั้งงบประมาณไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท และมติคณะกรรมาธิการวิสามัญให้ปรับลดทั้งสิ้นราว 11,162 ล้านบาท
“รักชนก” เปิดภาพ “ปิยะ” รับ “อนุทิน” กลางสภา จี้ปมว่าที่อธิบดี DSI
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในมาตรา 21 โดยมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม
นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายมาตรา 21 กระทรวงยุติธรรม ในส่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เอกสารในชั้นคณะอนุกรรมาธิการฯ ทำให้ตั้งคำถามว่า DSI ตั้งโครงการมาตอบโจทย์สิ่งที่กำลังมีปัญหาหรือไม่ แผนการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ บุคลากรทั้งหมด 165 ราย 70% ระบุว่าขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการวิเคราะห์เส้นเงิน ซึ่งจัดอยู่ในลำดับความเสี่ยงที่ 3 ที่ DSI เห็นว่ามีความเสี่ยง
นางสาวรักชนกกล่าวต่อว่า ตนเองเป็นกังวลว่า DSI จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์เส้นเงินและคดีหรือไม่ เพราะในคดีอั้งยี่ฟอกเงินจากการโกง สว. ที่ DSI เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เมื่อดูผลงานของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ชี้มูลว่าเห็นควรให้มีการสั่งฟ้อง 229 คน
เมื่อดูในงบประมาณโครงการพัฒนาระบบแสดงความสัมพันธ์การทำธุรกรรมทางการเงินและวิเคราะห์เส้นเงินเพื่อสนับสนุนการสืบสวนคดีพิเศษ วงเงิน 27 ล้านบาท ตนเองรู้สึกดีใจที่มีการตั้งของบประมาณในสิ่งที่กำลังขาด เดาว่าหนีไม่พ้นซอฟต์แวร์ของ i2 ที่จัดสำหรับองค์กร DSI น่าจะมีความคุ้นเคยเพราะเคยจัดซื้อมาแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน
สิ่งที่ตนเองกังวลคือคนที่จะมากุมบังเหียน DSI ใช้ซอฟต์แวร์สืบเส้นเงินตัวนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่ใช่คนที่ไปยืนกุมเป้าที่สนามบินบุรีรัมย์และรอไหว้สวย ๆ รับคณะบุคคลที่ถูกกล่าวหาในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. ที่สรุปว่าบางคนในนั้นมีมูลความผิดเรื่องคดีโกง สว.
จากนั้นนางสาวรักชนกได้อภิปรายต่อโดยมีการนำภาพคณะบุคคลที่ไปต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สนามบินบุรีรัมย์ ซึ่งถูกเซ็นเซอร์หน้าของคณะบุคคล ก่อนจะโชว์ภาพเดียวกันที่ได้มีการปริ้นต์ออกมาทั้งใบใหญ่ใบเล็ก โดยระบุว่า ไม่ได้จะโชว์อะไร เพียงแต่จะนำมาติดหน้าคอมพิวเตอร์เท่านั้น
จากนั้นนายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงว่า นางสาวรักชนกกำลังออกนอกประเด็น จึงขอให้ประธานในที่ประชุมควบคุมการประชุม ก่อนที่นางสาวรักชนกจะอภิปรายต่อว่า ตนเองโดนเซ็นเซอร์สไลด์อีกแล้ว ทั้งที่ในสไลด์ได้มีการเซ็นเซอร์หน้ามาให้แล้ว ดูไม่รู้ว่าเป็นใคร หรือหากดูแล้วว่าเป็นนายอนุทิน ท่านก็เป็น สส. สามารถมาชี้แจงได้ในสภาฯ ว่า ใครที่ยืนไหว้ท่าน โดย ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ มีชื่อลือหึ่งว่าจะขึ้นเป็นอธิบดี DSI กังวลว่าซอฟต์แวร์ที่ได้มีการของบประมาณจะได้ใช้อย่างตรงไปตรงมาในสิ่งที่ขาดแคลนหรือไม่
ก่อนที่นายเลิศศักดิ์จะเตือนให้ระมัดระวังการกล่าวถึงบุคคลภายนอก นางสาวรักชนกจึงกล่าวว่า ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะทราบอยู่แล้วว่า ร.ต.อ.ปิยะ จะขึ้นมาเป็นอธิบดี แต่สิ่งที่ไม่รู้จะเสียหายหรือไม่คือ ร.ต.อ.ปิยะ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ทำให้นายเลิศศักดิ์ขอให้ระมัดระวัง ไม่เอ่ยชื่อบุคคลภายนอกอีกครั้งหนึ่ง
นางสาวรักชนกกล่าวว่า หากอธิบดี DSI คนใหม่ได้ดำรงตำแหน่ง สิ่งที่กังวลอย่างมากคือ ข้าราชการตัวเล็กตัวน้อย หากใครที่ไม่ได้ขายตัวขายวิญญาณรับใช้ระบอบสีน้ำเงินกำลังโดนไล่ล่าอย่างหนัก ทำให้นายร่มธรรมลุกขึ้นประท้วงขอให้ประธานควบคุมการประชุม
นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการฯ ได้ลุกขึ้นประท้วง ขอให้ประธานควบคุมการประชุม นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ประท้วงด้วยว่า ตนเองเข้าใจผู้อภิปรายดีถึงความกังวลที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่วันนี้สิ่งที่พูดเป็นความคิดของท่านเอง เรากำลังพิจารณางบประมาณ ขอให้อยู่ในประเด็นนี้ อย่าไปพาดพิงบุคคลอื่น และขณะนี้หมดเวลาอภิปรายแล้ว
นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า ในฐานะที่อภิปรายเสียดสี ไม่สุภาพ กำลังดูถูก DSI ตัวเล็กตัวน้อย “ถ้าไม่ขายตัว” ถือเป็นการดูถูกองค์กร คาดคะเนไปเอง เมื่อวานตนเองชื่นชมนางสาวรักชนก เป็นคนพูดเองว่าให้ทุกคนมีมารยาท แต่วันนี้ถ้าจะให้ทุกคนมีมารยาท ต้องสะกดคำว่า มารยาทของตนเองให้สภาฯ เห็นก่อน
ก่อนที่นายยศวัฒน์จะลุกขึ้นประท้วงอีกครั้งว่า มารยาทที่ผู้อภิปรายได้พูดมา ยังมาใส่ร้ายส่อเสียดหาว่าคนในครอบครัวหรือ DSI ขายตัว ถือว่าไม่ถูกต้อง ตนเองไม่รู้ว่าผู้อภิปรายชินกับคำว่า “ขายตัว” หรือรู้รายละเอียดคำว่าขายตัวอย่างไร
โดยระหว่างนั้น สส.พรรคภูมิใจไทย อาทิ นายอาสพลธ์ และนายสนอง ได้ลุกขึ้นประท้วง ระบุว่า เวลานี้ท่านกำลังดูถูกองค์กร DSI ซึ่งตัวเล็กตัวน้อยถ้าไม่ยอมขายตัว นี่คือการคาดคะเนไปเอง ทั้งที่เมื่อวานนี้นางสาวรักชนกพูดเองว่าขอให้ทุกคนมีมารยาท แต่ถ้าจะให้ทุกคนมีมารยาท ท่านต้องสะกดคำว่า มารยาทของตนเองให้สภาฯ ได้เห็นก่อน ซึ่งนายเลิศศักดิ์ได้พยายามปรามนางสาวรักชนกแล้วว่า ขอให้เข้าเนื้อหา อย่าพาดพิง และวินิจฉัยให้จบ ไม่ต้องพูดต่อ
นางสาวรักชนกขอใช้สิทธิพาดพิงว่า ตนเองรักษามารยาทมาก ๆ แล้ว แต่ถ้าวันนี้ตนเองจะพูดคำหยาบขึ้นมา ก็อาจจะพูดกับนายสนองรายแรก
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังนางสาวรักชนกอภิปรายเสร็จสิ้น นางสาวรักชนกได้นำภาพที่ปริ้นต์ออกมาเพื่อจะติดหน้าคอมพิวเตอร์ไปให้นายอาสพลธ์ และเจ้าหน้าที่บริเวณหน้าบัลลังก์ โดยเจ้าหน้าที่ได้นำภาพไปให้ทางด้านนายเลิศศักดิ์ ประธานในที่ประชุมขณะนั้นดูต่อ
“อดิศร” งัดภาพปลัด มท.ไหว้ย่อ “อนุทิน” กลางสภา ฟาดระบบศักดินา
นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมอภิปรายว่า กระทรวงมหาดไทยมีการแก้ไขและมีการปรับลดแผนงานยุทธศาสตร์ พัฒนาการบริการประชาชน และการพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ โครงการสนับสนุนการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ตนคิดว่าการบริหารราชการแผ่นดินและบริหารคน รวมถึงบริหารงานต้องสอดคล้องกัน การปรับลดงบประมาณเพื่อให้งานกระทรวงมหาดไทยเดินหน้าต่อไป บำบัดทุกข์บำรุงสุขเป็นสิ่งที่ดี
นายอดิศร กล่าวว่า การปรับลดและกรรมาธิการได้ไปประชุมกัน 2 เดือน ได้พูดหรือไม่ว่างานกระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วหรือเชื่องช้า บริหารโดยเจ้าขุนมูลนายเป็นศักดินาหรือไม่ การปรับลดหรือให้งบประมาณแก่กระทรวงมหาดไทย ตนติดตามข่าวเร็ว ๆ นี้ เห็นภาพแล้วเข่าทรุดเลย ว่าตนจะอนุมัติงบประมาณตามที่กรรมาธิการปรับลดหรือไม่
โดยนายอดิศรได้เปิดภาพนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไหว้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บริเวณหน้าตึกทำเนียบรัฐบาล แต่เบลอภาพนายอรรษิษฐ์ไว้เพราะกลัวถูกฟ้อง
นายอดิศร กล่าวต่อว่า นั่นนายกรัฐมนตรีแน่นอน มีคนหนึ่งพินอบพิเทา นั่งย่อ ๆ ไหว้ นี่คือข้าราชการ จารีตของกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ ขอบคุณที่ได้อยู่ต่อ พฤติกรรมอย่างนี้ การบริหารคนเพื่อให้เป็นแบบอย่างในการทำให้กระทรวงมหาดไทยรับใช้ประชาชน ตนเห็นแล้วแทบจะไม่มีความหวัง ตนไม่ได้โทษนายกรัฐมนตรี
แต่เห็นคนคนนี้ นายกฯ ไปไหนเป็นเงาตลอด บริหารที่กระทรวงมหาดไทยหรือเปล่า มันเป็นเรื่องที่จะต้องพูด เพราะนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พูดเรื่องกระจายอำนาจมีหลักการที่ดี แต่ไปเจอข้าหลวงหรือลูกน้องที่พินอบพิเทาเอาใจเจ้านายอย่างนี้แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร
นายอดิศร กล่าวว่า ตนอยากให้กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่นำในการบริหารราชการแผ่นดิน ศักดิ์ศรีของราชการมี นักการเมืองอยู่ไม่นาน แต่ก็มีเรื่องเล่าว่านักการเมืองเราบางคนไปอยู่กระทรวงมหาดไทยนานไป ถูกปรับออกจากรัฐมนตรี ต้องมาประชุมสภา พอถึงสภาแล้วลงไม่ได้ เพราะไม่มีใครเปิดประตูให้ นั่นคือจารีตที่มหาดไทยทำไว้
“วันนี้ต้องขออภัยข้าราชการเป็นอย่างสูง ขออภัยท่านนายกรัฐมนตรี ระบบศักดินา เจ้าขุนมูลนายอย่างนี้ เลียแข้งเลียขาอย่างนี้ต้องหมดไปจากมหาดไทย ต้องหมดไปจากประเทศไทย จึงไม่ทราบว่าจะปรับจะลดอย่างไร คนมันเป็นจริยธรรมอยู่ในตัว จึงหวังไว้อย่าให้เห็นภาพแบบนี้อีก ถ้าผมมีโอกาสเป็น มท.1 ผมไม่ให้เป็นปลัดมหาดไทย” นายอดิศรกล่าว
“ชัยชนะ” อัดงบมหาดไทย 2.27 แสนล้าน “อยู่ผิดที่ผิดทาง”
นายชัยชนะ เดชเดโช สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายขอสงวนคำแปรญัตติเพื่อปรับลดงบประมาณกระทรวงมหาดไทยลงร้อยละ 10 โดยระบุว่า งบประมาณรวมกว่า 2.27 แสนล้านบาทของกระทรวงมหาดไทยยังคงถูกจัดสรรอย่างผิดที่ผิดทาง ไม่ตอบโจทย์การบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนอย่างแท้จริง
นายชัยชนะ อภิปรายชี้ให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ 3 ประเด็น โดยประเด็นแรกคือ ปัญหาการบำบัดผู้ติดยาเสพติด ที่รัฐบาลสั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปไล่จับกุมเพื่อนำตัวเข้าบำบัดในค่ายกองร้อย อส. แต่กลับไร้ระบบติดตามผลหลังจากส่งกลับสู่สังคม ส่งผลให้มีผู้ป่วยกลับไปเสพซ้ำสูงถึงร้อยละ 70-80 กลายเป็นภาระผูกพันงบประมาณของท้องถิ่นและอำเภออย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงเสนอให้นำงบประมาณกลุ่มจังหวัดที่ถูกตัดทอนมาเพิ่มเติมในส่วนนี้แทน
ประเด็นที่สอง การแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน นายชัยชนะ เปิดเผยถึงกระบวนการทุจริตงบเร่งด่วนช่วยเหลือภัยพิบัติในระดับพื้นที่ โดยระบุว่าเมื่อส่องดูเนื้องานจริงกลับพบการตีกินงบประมาณอย่างรุนแรง เช่น สเปกหิน 100 คิว ใส่จริงเพียง 50-70 คิว หรือการขุดลอกสเปก 1,000 คิว แต่ขุดจริงแค่ 500 คิว ทำให้ประชาชนที่บอบช้ำจากน้ำท่วมอยู่แล้ว ต้องทนใช้ถนนและสิ่งก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน
ประเด็นที่สาม งบประมาณและบุคลากรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายชัยชนะ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลส่วนกลางเข้าตรวจสอบการมีตัวตนจริงของบุคลากร พลอาสา และลูกจ้างที่แต่งตั้งลงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนใต้ หลังจากลงพื้นที่ตรวจสอบด่านตรวจแล้วพบว่า เจ้าหน้าที่บางรายยังตอบไม่ได้ว่าตนเองดำรงตำแหน่งอะไร จนเกิดข้อสงสัยว่าเป็นข้าราชการจริงหรือไม่ รวมทั้งขอให้ตรวจสอบงบจัดซื้อเสื้อเกราะของกรมการปกครองวงเงิน 400 ล้านบาท ว่ามีการส่งมอบและใช้งานจริงหรือไม่
"ผมขอปรับลดงบกระทรวงมหาดไทยลง 10% เพื่อให้นำงบที่ใช้อย่างผิดที่ผิดทางกลับมาอยู่ในจุดที่ถูกต้อง และไม่อยากจะคิดเลยว่า วันนี้คนที่จะเติบโตเป็นอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดในกระทรวงมหาดไทยได้ ต้องบินไกลไปถึงชายแดน ต้องวิ่งไปดูมอเตอร์จีพี ไปดูฟุตบอล ถึงจะได้มีโอกาสเติบโตทางราชการ กระทรวงมหาดไทยกลายเป็นศูนย์ต่อรองอำนาจไปแล้วหรืออย่างไร" นายชัยชนะ กล่าวทิ้งท้ายพร้อมส่งกำลังใจให้ข้าราชการที่ตั้งใจทำงาน
ซัดงบมหาดไทย กลายเป็น “มุบมิบทุกรายการ”
เวลา 09.52 น. นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย โดยขอตัดลดงบประมาณ 2% ในส่วนสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปีนี้ได้งบ 4,356 ล้านบาท มีโครงการจัดซื้อเก้าอี้ 11 จังหวัด ทั้งหมด 1,041 ตัว วงเงินทั้งหมด 6 ล้านบาท ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตอยู่ 3 โครงการ ว่าทำไมทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้ ได้แก่
โครงการที่ 1 จังหวัดลำพูนจัดซื้อ 205 ตัว แบ่งเป็นสองห้อง คือห้องปฏิบัติการ 46 ตัว เก้าอี้นั่งทั่วไปราคาตัวละ 12,000 บาท ทุกอย่างแบบเดียวกัน และห้องประชุมจามเทวี 80 ตัว ราคาตัวละ 19,500
โครงการที่ 2 จังหวัดแพร่ ที่ศาลากลางจังหวัดแห่งใหม่ แบ่งเป็นสองห้อง ห้องจดหมายเหตุกับห้องเวียงโกศัย ห้องจดหมายเหตุซื้อเก้าอี้แบบประธานทั้งหมด 3 ตัว ตัวละ 6,600 บาท ส่วนห้องเวียงโกศัย ซื้อเก้าอี้แบบเดียวกัน แต่ตัวละ 5,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีการจัดซื้อเก้าอี้แบบทั่วไป ห้องจดหมายเหตุซื้อตัวละ 3,000 บาท ทั้งหมด 164 ตัว แต่ห้องเวียงโกศัย ซื้อ 64 ตัว ราคา 2,270 บาท
โครงการที่ 3 จังหวัดอ่างทอง จัดซื้อแบ่งเป็นสามห้อง ห้องป่าโมก ห้องโพธิ์ทอง และห้องสามโก้ จัดซื้อเก้าอี้แบบประธานเหมือนกัน แต่ห้องป่าโมกซื้อ 4,000 บาท ห้องโพธิ์ทองซื้อ 4,500 บาท ห้องสามโก้ซื้อ 3,800 บาท ส่วนเก้าอี้แบบทั่วไป ห้องป่าโมกซื้อ 2,800 บาท ห้องโพธิ์ทองซื้อ 2,900 บาท ห้องสามโก้ซื้อ 2,600 บาท
นายกันต์พงษ์ ตั้งคำถามว่า ทั้งที่การจัดซื้อเกิดขึ้นในศาลากลางจังหวัดเดียวกัน แต่ทำไมถึงจัดซื้อในราคาที่ต่างกัน หากนับเฉพาะแค่สามโครงการที่ตนยกตัวอย่างมา แล้วจะซื้อด้วยราคาที่ถูกสุดเหมือนกัน ก็จะลดงบประมาณได้ถึง 740,000 บาท
นายกันต์พงษ์ ยังอภิปรายถึงโครงการจัดซื้อปั๊มน้ำที่ สำหรับบ้านพักข้าราชการรสำหรับ 12 คน จ.ฉะเชิงเทรา ที่ตั้งงบประมาณจัดซื้อไว้ 250,000 บาท ทั้งที่ราคาประเมินไว้ 190,000 บาท หมายความว่าจัดซื้อแพงกว่าปกติ ตนจึงไปสืบดูก็พบว่าเป็นของจริงคือ “บูสเตอร์ปั๊ม” 3 แรง ราคาที่ประเมินไว้คือ 160,000 บาท แต่ราคาของจริงคือ 1 แสนนิดๆ แต่ในใบเสนอราคาคือ 190,000 แสดงว่าแพงกว่า 7-8 หมื่น ส่วนท่อที่ใช้ร่วมกับปั๊ม คือท่อ HDPE ที่ทนแรงกดดันนํ้าได้สูง จากที่ตนไปดูราคามาหลายที่ ตนประเมินไว้ว่าราคาสูงสุดไม่ควรเกิน 450 บาทต่อเมตร แต่ท่านวางงบประมาณซื้อท่อไว้ 45,000 บาท คำนวณแล้วสามารถสร้างได้ 100 เมตร เท่ากับตึก 20 ชั้น ทั้งที่เป็นโครงการบ้านพักสำหรับ 12 คน ขนาดรัฐสภายังมีแค่ 11 ชั้น
นายกันต์พงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า มท.คือกระทรวงมหาดไทย แต่ถ้าจัดงบประมาณแบบนี้ มท.จะกลายเป็น “มุบมิบทุกรายการทุกเม็ด”
แฉ อปท.ซื้อเสาไฟโซลาร์เซลล์แพงเว่อร์ 10 เท่า
นายอิทธิพล ชลธารศิริ สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน อภิปรายว่า โครงการเสาไฟโซลาร์เซลล์ ผ่านบัญชีนวัตกรรมไทย ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีราคาแพงผิดปกติ 4-10เท่า ของราคาที่จัดซื้อ เปิดช่องการล็อกสเปกอย่างถูกกฎหมาย เสาไฟมีหน้าที่ส่องถนน แต่วันนี้เราต้องมาส่องเสาไฟกันบ้าง เพาะขณะนี้อปท.หลายแห่งตั้งโครงการจัดซื้อเสาไฟโซลาร์เซลล์ ตามบัญชีนวัตกรรมไทย ราคาต้นละ 6-7หมื่นบาท เทียบกับราคาที่อปท.เคยจัดซื้อเองตามปกติ อยู่ที่ 6,900 -16,500 บาทต่อต้น ต้นตอปัญหาไม่ได้อยู่ที่เสาไฟ แต่อยู่ที่กลไกบัญชีนวัตกรรมไทยที่เปิดช่องให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าในราคาที่ตั้งไว้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องมีการแข่งขัน
ที่ป.ป.ช.เคยเตือนตั้งแต่ปี2567ว่า เป็นช่องว่างทางกฎหมายนำไปสู่ตลาดผู้ขายผูกขาด การทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ผู้ขายรายใดโดยเฉพาะ ขณะที่สตง.ก็เคยตรวจสอบเสาไฟโซลาร์เซลล์ท้องถิ่น ตามบัญชีนวัตกรรมไทย พบว่ามีราคาแพงเกินจริง วิธีการฮั้วตามบัญชีนวัตกรรมไทยคือ เซลล์จะนำสินค้าไปเสนอนายกอบต. เซลล์บางรายไปถ่ายรูปคู่นายกอบต.เป็นหลักฐานว่า จองสินค้าไว้แล้ว รายอื่นห้ามเข้ามา จากนั้นจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ไม่ต้องแข่งขันราคา จบที่ราคาเต็มเพดาน ตามราคานวัตกรรม ล็อกสเปกกันสบายๆ ส่วนต่าง4-10 เท่า แตกย่อยให้ใครระหว่างทางหรือไม่
“หมอวรงค์” ซัดรัฐบาลทำประกันภัยพิบัติ เบี้ยสูง-แพงสุดในโลก
เวลา 11.07 น. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย โดย ขอตัดงบประมาณ 10% เน้นสื่อสารไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พร้อมระบุว่า ความรู้สึกของประชาชนไม่ได้ต้องการการเยียวยา แต่ต้องการไม่ให้เกิดภัยพิบัติ ดังนั้นภารกิจสำคัญของ ปภ.คือการป้องกันภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่ตนอยากสื่อสารคือ ข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายราชการต้องการทำ เพราะข้อมูลที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง อาทิเช่น ที่นายกรัฐมนตรีเคยระบุว่า เราเสียค่าเยียวยาปีละ 4 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมาดูเอกสารจริง ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมทั้งหมด 4 ปี เมื่อเฉลี่ยออกมาเหลือเพียงปีละ 9,877 ล้านบาท แต่การที่นายกรัฐมนตรีออกมาตรการทำประกันภัยพิบัติ วงเงิน 15,500 ล้านบาท ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล และไม่แฟร์กับประชาชน เพราะเป็นการอ้างอิงจากตัวเลขของปี 2569 ปีเดียว
นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตามหลักวิชาการในเรื่องสัดส่วนเบี้ยประกันต่อทุนประกัน วงเงิน 15,500 ล้านบาท สัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท คิดเป็น 20% เท่ากับว่า ภัยพิบัติใหญ่ของประเทศเฉลี่ยจะเกิด 5 ปีต่อ 1 ครั้ง ต้องถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยของทั่วโลก การทำประกันภัยพิบัติในแต่ละประเทศ รวมถึงธนาคารโลก มีค่าเฉลี่ยสัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 4-8% แต่รัฐบาลชุดนี้ปล่อยงบออกไป 20% ถือว่าแพงที่สุดในโลก ประเด็นคือ ไม่ควรนำภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมาคิดคำนวณ
นพ.วรงค์ เสนอว่า รัฐบาลควรทำตามมาตรฐานของหลายประเทศทั่วโลก โดยยกตัวอย่างว่า หากวงเงินประกัน 15,500 ล้านบาทเก็บเข้ากองทุน 5 พันล้านบาท ก็ทำประกันกับบริษัทประกัน จะกี่บริษัทก็ได้ หากเกิดความเสียหายในวงเงิน 1 หมื่นกว่าล้าน ก็ใช้เงินกองทุนดูแลได้ หลังจากนั้นค่อยให้บริษัทประกันต่างประเทศเข้ามาดูแล ดังนั้น หากยังเดินหน้าในรูปแบบเดิม ก็เท่ากับเอาภาษีประชาชนไปเสียเปรียบ และประชาชนจะมองว่า มีคนบางกลุ่มต้องการคอมมิชชั่นจากการทำประกัน
สภาฯ ถกงบปี 70 วันสุดท้าย
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดประชุมในเวลา 09.37 น. ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อในมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย นางสาวชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพมหานคร เสนอตัดงบประมาณของกระทรวงมหาดไทย 5% โดยเฉพาะงบประมาณโครงการจัดหาระบบวิเคราะห์และสำเนาข้อมูลโทรศัพท์มือถือเพื่อการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลของกรมการปกครอง วงเงิน 100 ล้านบาท ซึ่งจัดการชี้แจงในคณะอนุกรรมมาธิการไอซีทีฯ กรมการปกครองไม่สามารถบอกได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่จะซื้อเป็นซอฟต์แวร์ตัวไหน
ทั้งนี้จากการสืบราคาที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บริษัทแรกมีรายได้ 0 บาท ส่วนบริษัทที่สองมีรายได้ 480,000 บาท ช่วงนี้คำว่า “ฮั้ว” เซนซิทีฟสำหรับคนบางกลุ่ม ดังนั้นงบประมาณ 100 ล้านบาทจะต้องชี้แจงให้ได้อย่างโปร่งใส สำหรับความปลอดภัยของข้อมูล หน่วยงานอ้างว่าข้อมูลอ่อนไหวขึ้นคลาวด์ภาครัฐไม่ได้ เพราะเป็นข้อมูลสำคัญและเป็นความลับ แต่กลับส่งไปยังระบบภายนอก เพื่อให้ช่วยประมวลผลได้
นางสาวชลณัฏฐ์ ตั้งคำถามว่า ซื้อมาแล้วใช้งานได้จริงแค่ไหน เพราะทุกวันนี้ตำรวจและหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานมีระบบตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์อยู่แล้ว เหตุใดกรมการปกครองถึงซื้อระบบของตนเอง
นาวาโท กิตติพงษ์ ส ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงงบประมาณการจัดซื้อเสื้อเกราะกันกระสุน จำนวน 14,814 ตัว วงเงิน 482 ล้านบาท ประกอบด้วย เสื้อเกราะของกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน 4,977 ตัว ราคาตัวละ 46,000 บาทวงเงิน 228 ล้านบาท ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน 1,200 ตัว ราคาตัวละ 46,000 บาทวงเงิน 55 ล้านบาท รวมถึงเสื้อเกาะอ่อนระดับ IIIA สำหรับกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน 8,637 ตัวราคาตัวละ 23,000 บาท วงเงิน 198 ล้านบาท
หากเทียบเสื้อเกราะของ กอ.รมน. ซึ่งมีสเปคเดียวกันกับกรมการปกครองจัดซื้อมาในราคาตัวละ 31,000 บาท ที่ราคาต่างกันเพราะแต่ละหน่วยงานไปสืบราคาด้วยตนเองและนำใบเสนอราคามาตั้งคำของบประมาณ จึงขอเสนอให้สำนักงบประมาณนำข้อมูลของกรมบัญชีกลางและระบบที่เกี่ยวข้องมาสร้างฐานข้อมูลเปรียบเทียบราคา สินค้ามาตรฐานที่รัฐบาลซื้อซ้ำ ๆ ควรเร่งผลักดันนโยบาย E-shopping ให้หน่วยงานเปรียบเทียบราคาและจัดซื้อผ่านระบบกลางได้
จากข้อมูลหนึ่งในบริษัทที่หน่วยงานไปสืบราคามาประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการขายเสื้อนักเรียน แต่เสนอราคาขายเสื้อเกราะเข้ามา รายได้ทั้งปีรวมกัน 12,000 บาท แต่เสื้อเกราะ 1 ตัว ราคาตัวละ 46,000 บาท หมายความว่าเสื้อเกราะ 1 ตัว มีราคาสูงกว่ารายได้ของบริษัททั้งปี จึงขอให้สำนักงบประมาณประสานและเชื่อมข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อช่วยตรวจสอบบริษัทที่ใช้เป็นแหล่งสืบที่มาราคา อย่างน้อยต้องรู้ว่าบริษัทนี้ประกอบธุรกิจประเภทใด มีสถานะอย่างไร ข้อมูลทางธุรกิจสอดคล้องกับสินค้าที่เสนอราคาหรือไม่ พร้อมทำแบบฟอร์มกลางผ่านระบบสารสนเทศสำหรับการเสนอโครงการ ให้ทุกหน่วยงานกรอกข้อมูลที่มีความสำคัญในลักษณะเดียวกัน ตั้งแต่วัตถุประสงค์ ปัญหาที่ต้องแก้ ที่มาของราคา และหลักฐานประกอบเพื่อเสนอราคา เพื่อให้เปรียบเทียบราคาของแต่ละหน่วยงานและตรวจสอบความผิดปกติได้