การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ ตามระเบียบวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่สี่
โดยสำหรับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 มีผู้เสนอคำแปรญัตติ 154 คน แต่มีผู้ถอนคำแปรญัตติไป 2 คน โดยเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ยังคงตั้งงบประมาณไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท และมติคณะกรรมาธิการวิสามัญให้ปรับลดทั้งสิ้นราว 11,162 ล้านบาท
โดยการประชุมสภาฯเมื่อวานนี้ภายหลังการลงมติมาตรา 23 กระทรวงวัฒนธรรมแล้วเสร็จ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า เนื่องด้วยสภายังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 ไม่แล้วเสร็จ จึงมีความจําเป็นที่จะงดการประชุมในวาระปกติของวันที่ 10 ก.ย. แต่นัดประชุมสภาฯ ครั้งที่ 8 เป็นพิเศษในวันที่ 10 ก.ย.แทน เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 ต่อ
สภาฯ ไฟเขียว! เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ด้วยมติ 338 ต่อ 144 เสียง
เวลา 20.35 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระ 2-3 เสร็จสิ้นครบ 41 มาตรา ภายหลังที่ได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยที่ประชุมมีมติในวาระ 3 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 338 ต่อ 144 งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรใช้เวลาอภิปรายเป็นเวลา 4 วัน ในการตัดลดงบประมาณ และให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานรับงบประมาณเพื่อการใช้งบเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ตามขั้นตอนต่อไป จะส่งไปยังวุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบไม่สามารถที่จะตัดลดงบประมาณได้ ซึ่งวุฒิสภานัดการประชุมในวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 หลังจากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแล้ว จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายฯ ประกาศบังคับใช้ต่อไป
โดยประธานในที่ประชุมสั่งปิดประชุมในเวลา 20:38 น. ทั้งนี้คาดว่าพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นฝ่ายค้านได้ร่วมลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฯ 2570 ในครั้งนี้ด้วย
“อภิสิทธิ์” เสนอตัดงบองค์กรอิสระ 10%
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายมาตรา 32 งบประมาณหน่วยงานองค์กรอิสระและองค์กรอัยการ เสนอปรับลดงบประมาณ 10% โดยระบุว่า องค์กรอิสระถือเป็นเสาหลักสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่ด้วยความเป็นอิสระทำให้ช่องทางตรวจสอบมีข้อจำกัด การพิจารณางบประมาณจึงเป็นอีกกลไกหนึ่งที่สภาสามารถใช้ตรวจสอบได้
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า การเสนอปรับลดงบมาจากปัญหาความเชื่อมั่น โดยเฉพาะ กกต. ที่ผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าพบว่าได้รับความน่าเชื่อถือต่ำและลดลงจากอดีต สะท้อนปัญหาความเชื่อมั่นต่อการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม
ส่วนคดีฮั้ว สว. นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีการทุจริต กกต. มีหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา โดยที่ผ่านมา กกต. เคยส่งกรณีแลกคะแนนให้ศาลพิจารณาแล้ว พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดกรณีปัจจุบันที่มีทั้งผู้สมัครได้ 0 คะแนน การทำโพย และการประชุมในโรงแรม จึงยังไม่ส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา
นายอภิสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานระหว่างดีเอสไอกับ กกต. หลังดีเอสไอส่งข้อมูลให้ กกต. ประกอบการพิจารณา แต่ กกต. ไม่รับ ขณะที่ดีเอสไอขอข้อมูลจาก กกต. ก็ไม่ได้รับเช่นกัน ทำให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบ
พร้อมจับตาการพิจารณาคดีในวันที่ 14 กันยายน โดยระบุว่า กกต. 4 คนที่จะร่วมตัดสินมาจาก สว. ที่ถูกกล่าวหา หากมีมติเป็นคุณกับผู้ถูกกล่าวหา อาจถูกตั้งคำถามเรื่องการมีส่วนได้เสีย การตอบแทนผู้มีพระคุณ หรือผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเห็นว่างบประมาณของ กกต. จำเป็นต้องถูกปรับลด
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังเสนอให้ปรับลดงบสำนักงาน ป.ป.ช. โดยตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการพิจารณาคดี พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงระบบตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ย้ำว่าการตัดงบองค์กรอิสระ 10% เป็นการส่งสัญญาณให้ปรับปรุงการทำงานให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและหลักธรรมาภิบาล
“พริษฐ์” เปิดปมโกง สว. 229 คน กลางสภา เจอ สส.ภูมิใจไทยรุมประท้วง หลังอภิปรายโยงงบ กกต.
ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 มาตรา 27 โดยมีนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน อภิปราย โดยสงวนคำแปรญัตติขอปรับลดงบประมาณ และตั้งคำถามว่าการที่สภาจะอนุมัติงบให้หน่วยงานใด ควรขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นว่าหน่วยงานนั้นจะนำงบไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์หรือไม่ โดยระบุว่า กกต. ของบประมาณปี 2570 จำนวน 2,700 ล้านบาท เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งมีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับว่าสุจริตและเที่ยงธรรม
แต่จากการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ผ่านมา ตนไม่มั่นใจว่างบประมาณจะถูกใช้เพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตย พร้อมยกกรณีการโกง สว. ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเป็นกรณีศึกษา โดยตั้งข้อสังเกตว่าขบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา กกต. และสังคมกำลังกังวลว่าในอีก 4 วัน กกต. จะมีมติตัดตอนเรื่องดังกล่าวไม่ให้ไปถึงศาล
นายพริษฐ์กล่าวว่า เดิมตั้งคำถามว่า กกต. ปล่อยปละละเลยต่อขบวนการโกง สว. หรือไม่ แต่เมื่อได้รับรู้ข้อมูลและหลักฐานมากขึ้น กลับกังวลว่า กกต. หรืออย่างน้อยบางส่วน อาจรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการดังกล่าวตั้งแต่แรก โดยย้อนลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงเริ่มกระบวนการเลือก สว. ซึ่งมีการวางแผน แบ่งทีม และแบ่งงบเพื่อยึดวุฒิสภา
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากฎระเบียบของ กกต. บางส่วนเอื้อต่อการทำโพย เช่น การกำหนดให้ผู้สมัคร สว. ใช้หมายเลขเดียวกันในช่วงเช้าและช่วงบ่าย ทำให้สามารถจัดทำโพยได้ง่ายขึ้น
ขณะที่ช่วงรับสมัครมีการจัดตั้งและจ้างคนมาลงสมัครจำนวนมาก เพื่อโหวตให้บุคคลตามที่ขบวนการต้องการ แต่ กกต. กลับปล่อยให้ผู้สมัครจำนวนมากผ่านเข้าสู่กระบวนการเลือก ทั้งที่มีคุณสมบัติที่สามารถตรวจสอบได้ เช่น ความเป็นพ่อแม่ลูกหรือสามีภรรยา
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า เมื่อเข้าสู่การเลือกระดับประเทศ มีการนำโพยใบสั่งที่จัดทำตามโรงแรมต่าง ๆ ในช่วง 1-2 วันก่อนเลือก สว. มาใช้ในการลงคะแนน ขณะที่ กกต. เพิ่งเริ่มเตือนในช่วงบ่าย และถึงขั้นต้องเดินไปริบโพยจากผู้สมัคร แต่ไม่ได้ดำเนินคดีต่อ จนบางคนที่ถูกริบโพยกลายเป็น สว. หรือแม้แต่ประธานวุฒิสภา
พร้อมเปรียบเทียบเส้นทางของขบวนการโกง สว. กับการทำหน้าที่ของ กกต. ว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และยกคลิปเสียงเหตุการณ์ที่โรงแรม D2 จ.ปทุมธานี 1 วันก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ ซึ่งเจ้าของเสียงยืนยันว่าเป็นเสียงของตนเอง
โดยมีเนื้อหาว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในจะดูแลผู้สมัคร และสิ่งที่ทำเป็นภารกิจเพื่อข้างบน นายพริษฐ์ระบุว่า เพื่อความเป็นธรรมกับ กกต. ตนไม่เชื่อว่าคำว่า “ข้างบน” หมายถึง กกต. แต่ตั้งคำถามว่า หากไม่ใช่ กกต. แล้ว เจ้าของเสียงหมายถึงใคร
จากนั้นนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.พรรคภูมิใจไทย ประท้วงว่า ต้องการฟังประเด็นงบประมาณวาระ 2 ว่า นายพริษฐ์จะตัดงบประมาณส่วนใด และท้วงติงกรรมาธิการในประเด็นอะไร เพราะการอภิปรายที่ผ่านมาใช้เวลาประมาณ 20 นาที
แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงบประมาณที่จะใช้ประกอบการตัดสินใจลงมติ ขณะที่นางสาวมัลลิกากล่าวว่า ช่วงเช้าได้พูดคุยกันว่าจะเดินหน้าการประชุมอย่างเรียบร้อย จึงขอให้นายพริษฐ์เข้าเรื่องวาระ 2 ว่าจะตัดงบเท่าใดและเพราะอะไร โดยไม่ต้องลงรายละเอียดเหตุการณ์ที่ผ่านมา
นายพริษฐ์ตอบว่า การประท้วงอาจช้าไปเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านั้นเพิ่งอ่านชื่อโครงการที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ พร้อมย้ำว่า การตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของ กกต. เชื่อมโยงกับงบประมาณโดยตรง โดยเฉพาะกิจกรรมหลักที่ 2 โครงการอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับต้น งบประมาณ 11.9 ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การสืบสวนไต่สวน และการดำเนินคดีในศาล งบประมาณ 4.8 ล้านบาท
จากนั้นอธิบายการตรวจสอบคดีโกง สว. ว่าแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกคือคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 16 ซึ่งเป็นคณะพิเศษที่ทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ กกต. และ DSI มีการสอบพยานกว่า 700 ปาก และจัดทำเอกสารกว่า 900 หน้า ก่อนมีความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ประกอบด้วย สว. 138 คน และรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 21 คน
นายพริษฐ์กล่าวว่า ในขั้นตอนที่ 2 เรื่องถูกส่งต่อให้เลขาธิการ กกต. โดยคดีนี้เป็นรองเลขาธิการ ครรชิต ที่ทำหน้าที่และออกความเห็นแทน ซึ่งยังไม่ทราบผลอย่างเป็นทางการทั้งหมด
แต่ข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะระบุว่ามีความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาหลายร้อยคน รวมถึง สว. อย่างน้อย 136 คนที่ปรากฏในโพย และรัฐมนตรีหรือ สส. พรรคภูมิใจไทยอย่างน้อย 3 คน
จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนที่ 3 คือคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งชุดที่ 36 ซึ่งนายพริษฐ์ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นคณะที่ใช้งบประมาณแผ่นดินและมีเบี้ยประชุม โดยเห็นว่ามีปัญหา 3 ประเด็น ทั้งการตั้งคณะชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นพิเศษ ทั้งที่ กกต. มีคณะอนุกรรมการอยู่แล้ว 35 คณะ และจากกรรมการ 7 คนในชุดที่ 36 อย่างน้อย 4 คนเป็นกรรมการใน 35 คณะเดิม จึงมองว่าเหตุผลที่ กกต. อ้างว่าคณะเดิมมีภาระงานมากจนต้องตั้งคณะใหม่ฟังไม่ขึ้น
ต่อมา นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.พรรคภูมิใจไทย ประท้วงตามข้อ 69 โดยถามว่าสิ่งที่นายพริษฐ์อภิปรายมีพยานหลักฐานมากน้อยเพียงใด เพราะขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหา และขอให้รอวันที่ 14 ซึ่ง กกต. จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาว่าใครมีความผิดอย่างไร เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
พร้อมระบุว่าเรื่องขบวนการโกงหรือฮั้วไม่ควรนำมาเล่าเป็นฉากเป็นตอนและพาดพิงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยจนทำให้พรรคเสียหาย โดยขอให้ประธานให้ความเป็นธรรม ด้านนางสาวมัลลิกาวินิจฉัยให้นายพริษฐ์กลับเข้าสู่ประเด็นวาระ 2 โดยระบุว่าให้พูดถึงการตัดงบ ตัดเท่าใด และเพราะเหตุใด ไม่ต้องลงรายละเอียดการทำงานหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ เพราะยังไม่มีคำตัดสิน
นายพริษฐ์กล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นข้อกล่าวหา แต่หากต้องการพิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่ เหตุใดจึงไม่เรียกร้องให้เปิดประชุมเพื่อรับฟังรายงาน กกต. และซักถาม กกต. ด้วยตนเอง ก่อนยืนยันว่าจะทำตามคำวินิจฉัยของประธานและกลับเข้าสู่วาระงบประมาณ
พร้อมตั้งคำถามต่อการทำงานของคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 โดยระบุว่าจากเอกสารบันทึกการประชุมที่ปรากฏต่อสาธารณะ พบว่าคณะดังกล่าวพยายามตีตกหลักฐาน โดยใช้มาตรฐานเสมือนศาล ทั้งที่ กกต. ไม่ได้มีหน้าที่พิพากษาว่าใครผิดหรือไม่ผิด แต่มีหน้าที่สั่งฟ้องไปยังศาลเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิด
นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่าการทำงานของคณะชุดที่ 36 อาจสอดรับกับธงทางการเมืองบางฝ่าย ทั้งการตีกรอบกฎหมายเพื่อไม่ให้หลักฐานเชื่อมโยงไปถึงนักการเมือง และพยายามปฏิเสธว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่ได้เชื่อมโยงกันเป็นขบวนการ
ระหว่างนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย ประท้วงตามข้อ 9 ว่า นายพริษฐ์กำลังจะนำเนื้อหาในสำนวนซึ่งเป็นความลับของราชการมาอภิปราย และขอให้ประธานวินิจฉัยว่าสามารถกระทำได้หรือไม่ โดยนายพริษฐ์ชี้แจงว่า ตนกำลังวิเคราะห์จากเอกสารบันทึกการประชุมของคณะชุดที่ 36 ที่ปรากฏต่อสาธารณะ ไม่ได้พูดถึงสำนวน พร้อมใช้สิทธิพาดพิงนายศุภชัยกรณีเคยแถลงข่าวกล่าวหาว่าตนนำเอกสารมาเผยแพร่
และระบุว่าการกล่าวหาดังกล่าวเป็นเท็จ ทำให้เกิดการโต้เถียงกันเรื่องการถอนคำพูด โดยนางสาวมัลลิกาสั่งให้นายพริษฐ์ถอนคำว่า “เท็จ” เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปว่าเป็นจริงหรือเท็จ ขณะที่นายพริษฐ์ยืนยันว่า หากตรวจสอบจากเทปการแถลงข่าวจะเห็นข้อเท็จจริง และไม่ขอถอนคำพูด
ด้านนายศุภชัยชี้แจงว่า เอกสารที่นำไปแถลงข่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับนายเอกรินทร์ ดอนดง ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนในคดี DSI และต่อมาเป็นอนุกรรมการคณะ 26 พร้อมระบุว่าไม่ได้กล่าวหานายพริษฐ์ตามที่เข้าใจ
ช่วงหนึ่งนายพริษฐ์เปิดคลิปเสียงที่นายศุภชัยเคยแถลงข่าว และยืนยันว่าประเด็นที่ตนกล่าวว่านายศุภชัยพูดเท็จ หมายถึงการแถลงข่าวดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องอื่น ก่อนกลับเข้าสู่ประเด็นงบประมาณ โดยระบุว่า หาก กกต. ใช้งบประมาณเพื่อสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่สุดท้ายคณะอนุวินิจฉัยกลับตีตกหลักฐาน งบประมาณก็อาจสูญเปล่า
พร้อมยกตัวอย่างว่าคณะอนุฯ ชุดที่ 36 มีข้อสรุปว่าขบวนการโกง สว. ไม่มีอยู่จริง และไม่มีผู้ถูกกล่าวหารายใดที่ควรถูกสั่งฟ้อง แม้มีหลักฐานเรื่องโพยที่ตัวเลขตรงกับลำดับในบัตรเลือกตั้ง การโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. หลายคน การเสนอเงินหรือประโยชน์ และเส้นทางการจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัคร สว. รวมถึงพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการประชุมของผู้ถูกกล่าวหา
นายณัฏฐ์ชนนประท้วงอีกครั้ง โดยระบุว่าเหลือเวลาอภิปราย 3 นาที และต้องการทราบให้ชัดว่า นายพริษฐ์เสนอให้ตัดงบโครงการใด จำนวนเท่าใด เพื่อให้ตนในฐานะกรรมาธิการสามารถชี้แจงได้ หากชี้แจงได้ชัดเจนก็พร้อมพิจารณาลงมติเห็นด้วย แต่หากไม่ชัดเจนก็จะใช้สิทธิ สส. ลงมติไม่เห็นด้วย นางสาวมัลลิกาจึงขอให้นายพริษฐ์พูดให้จบ และเชิญนายณัฏฐ์ชนนขึ้นมานั่งด้านบนหากต้องการชี้แจง
ขณะที่นายพริษฐ์ย้ำเป็นครั้งที่ 3 ว่าเสนอปรับลดงบกิจกรรมอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับต้น 11.9 ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การสืบสวนไต่สวน และการดำเนินคดีในศาล 4.8 ล้านบาท รวมถึงเสนอให้ตัดงบด้านการสอบสวนและเบี้ยประชุมคณะอนุวินิจฉัยทั้งหมด เพราะหากผลการทำงานไม่สามารถนำหลักฐานไปสู่การดำเนินคดีได้ งบประมาณที่ใช้สอบสวนก็อาจสูญเปล่า
พร้อมเตือนว่าหาก กกต. มีมติสวนทางกับพยานหลักฐานที่สังคมเห็น จะยิ่งทำให้สภาไม่มั่นใจว่างบประมาณจะไม่กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรรมทางประชาธิปไตย ก่อนยืนยันข้อเสนอปรับลดงบประมาณ กกต.
ช่วงท้าย นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.พรรคประชาชน ประท้วงนายศุภชัยตามข้อ 69 โดยขอให้ประธานพิจารณาคำพูดที่นายศุภชัยใช้ระหว่างประท้วง ได้แก่ “ไม่อยากเถียงกับเด็ก” และ “อย่าฮึกเหิม” ซึ่งเห็นว่าเป็นคำเสียดสีและไม่ควรใช้ในสภา พร้อมขอให้นายศุภชัยถอนทั้ง 2 คำ และย้ำว่าสมาชิกทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอายุ การศึกษา หรือสถานะใด
ด้านนายศุภชัยชี้แจงว่า คำว่า “เด็ก” หมายถึงตนมองว่าตัวเองอายุมากกว่า และคำว่า “ฮึกเหิม” เป็นการพูดถึงท่าทางของนายณัฐวุฒิ แต่เมื่อมีการขอให้ถอนก็ยอมถอนทั้ง 2 คำ โดยกล่าวว่า ถอนคำว่า “เด็ก” และถอนคำว่า “ฮึกเหิม” เพื่อให้การประชุมเดินหน้าต่อไป
“รอมฎอน” แซะแรง ขอหั่นงบตำรวจชายแดนใต้แค่ 229 บาท
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระ 2 มาตรา 27 โดยมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม
นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า งบประมาณที่ใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของตำรวจมีมากกว่า 1,700 ล้านบาท ใน 58 งาน ซึ่งถือว่าเป็นงบประมาณจำนวนไม่น้อย ตำรวจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องทำหน้าที่หลายด้าน ทั้งการเฝ้าระวัง ป้องกัน รับมือเหตุการณ์ความรุนแรง และดำเนินคดีความมั่นคง จึงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน
จากสถิติคดีความมั่นคงของ ศปก.ตร.ส่วนหน้า ซึ่งอัปเดตถึงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่า ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา จังหวัดชายแดนภาคใต้มีคดีความมั่นคงสะสม 11,808 คดี โดยร้อยละ 74 ไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำความผิดได้ มีเพียงประมาณ 1 ใน 4 ที่สามารถระบุตัวผู้กระทำความผิดได้ และในคดีที่เข้าสู่ชั้นศาล มีโอกาสถูกยกฟ้องร้อยละ 5.7 ขณะที่มีการลงโทษเพียงร้อยละ 5.4 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดในการทำงานสืบสวนสอบสวนและการอำนวยความยุติธรรมโดยภาพรวม จึงเป็นเหตุผลที่หน่วยงานต้องพึ่งพาเทคโนโลยี ซึ่งด้านหนึ่งสามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการรวบรวมพยานหลักฐานและเพิ่มขีดความสามารถในการติดตามผู้กระทำผิดมาลงโทษ รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการซ้อมทรมานในกระบวนการซักถามแบบเดิม แต่อีกด้านหนึ่งก็มาพร้อมความเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ความเป็นส่วนตัว และข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน
สำหรับรายการงบประมาณแรก คือ โครงการต่ออายุสิทธิ์และปรับปรุงพัฒนาระบบสืบค้นข้อมูลจากโทรศัพท์แบบเคลื่อนที่และคอมพิวเตอร์พร้อมประมวลผล วงเงิน 57.42 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการไม่ได้ตัดลดงบประมาณ โดยภายในเป็นการจัดซื้อไลเซนส์ของระบบ Cellebrite InSight ซึ่งเป็นโซลูชันสำหรับจัดการข้อมูลจากโทรศัพท์ของบริษัทเทคโนโลยีจากอิสราเอล
นายรอมฎอน ระบุว่า เอกสารที่ส่งให้คณะอนุกรรมาธิการ ICT ระบุคุณสมบัติของระบบว่าสามารถเจาะเข้าถึงโทรศัพท์มือถือ ทะลุผ่านรหัสผ่านและไฟล์ต่าง ๆ ได้ โดยเครื่องมือดังกล่าวมีประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานสำหรับดำเนินคดีกับผู้ต้องหาหรืออาชญากรทางเทคโนโลยี แต่มีข้อกังวลหากถูกนำมาใช้กับประชาชนและพลเรือน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงกรณีการจับกุมโดยไม่ได้ตั้งข้อหา ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพ และยังมีรายงานจากสื่อต่างประเทศ เช่น Al Jazeera ที่กล่าวถึงเทคโนโลยีลักษณะดังกล่าวในฐานะ Blood Tech หรือเทคโนโลยีเลือด โดยมีการรายงานถึงการนำไปใช้ต่อพลเรือนในการปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา ซึ่งมีข้อกล่าวหาจากนานาชาติว่าเกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และถูกใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือในการยึดครองปาเลสไตน์
นายรอมฎอน ระบุว่า ไม่ได้เรียกร้องให้ตำรวจยกเลิกการใช้เครื่องมือในลักษณะดังกล่าว แต่ต้องการให้พิจารณาถึงความจำเป็นและผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะหลักการสากลขององค์การสหประชาชาติ หรือ UN ในเรื่อง Business and Human Rights ซึ่งให้ความสำคัญกับหน้าที่ของรัฐในฐานะผู้ซื้อรายใหญ่ในการตรวจสอบประวัติด้านสิทธิมนุษยชนของเทคโนโลยีก่อนจัดซื้อ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะราคาและคุณสมบัติทางเทคนิค พร้อมระบุว่าเรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชนจากเทคโนโลยีมีความสำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเข้าร่วม OECD
อีกประเด็นคือ โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านความมั่นคง ระยะที่ 2 วงเงิน 50 ล้านบาท ซึ่งในวงการเรียกว่า ระบบรวงผึ้ง เป็นระบบรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์และจัดการฐานข้อมูลดังกล่าว โดยมีศูนย์ข้อมูลตั้งอยู่ที่จังหวัดยะลา และมีระบบสำรองที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 จังหวัดสงขลา
นายรอมฎอน ระบุว่า จากการสอบสวนกรณีลอบสังหาร ส.ส.สมมุติศักดิ์ พบว่าตำรวจอาศัยอำนาจของ กอ.รมน. ขอให้บริษัทโทรศัพท์มือถือส่งข้อมูลการใช้โทรศัพท์จำนวน 2 ล้านเลขหมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเก็บไว้ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญและข้อกฎหมาย
เนื่องจากการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นฐานทางกฎหมายในการออกคำสั่งดังกล่าว ไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3-4 จังหวัด แต่ครอบคลุมเพียงบางพื้นที่เท่านั้น จึงเกิดข้อกังวลว่าการที่บริษัทโทรศัพท์มือถือส่งข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนให้กับหน่วยงานรัฐ มีฐานทางกฎหมายเพียงพอหรือไม่ และหากฐานทางกฎหมายมีความไม่ชัดเจน จะเป็นการนำงบประมาณไปสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่
ส่วนงบประมาณศูนย์นิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงิน 53.5 ล้านบาท โดยระบุว่า ที่ผ่านมามีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเก็บสารพันธุกรรม หรือ DNA ที่ดำเนินการโดยไม่สมัครใจ จึงตั้งข้อสังเกตว่าหากมีการอนุมัติงบประมาณแล้ว จะมีหลักประกันอย่างไรว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะปฏิบัติงานโดยไม่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายและสิทธิของประชาชน
นายรอมฎอน กล่าวถึงงบประมาณเบี้ยเลี้ยงของกำลังพลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยก่อนหน้านี้ได้อภิปรายถึงงบประมาณของ กอ.รมน. ซึ่งพบลักษณะการจัดสรรงบประมาณ 2 กระเป๋า และยังมีข้อสงสัยเรื่องการจ่ายซ้ำซ้อน ขณะที่งบประมาณของตำรวจพบลักษณะการจัดสรรถึง 3 กระเป๋า จึงขอคำอธิบายจากคณะกรรมาธิการว่าได้ตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ว่า เบี้ยเลี้ยงที่จัดสรรให้กำลังพลในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการแบ่งสรรอย่างไร และมีโอกาสเกิดการจ่ายเบี้ยเลี้ยงซ้ำซ้อนหรือไม่ แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นงบประมาณในแผนงานบุคลากรที่อาจไม่สามารถเข้าไปพิจารณาได้ แต่ยังมีงบประมาณที่มาจาก กอ.รมน. อีกกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งควรได้รับคำชี้แจงถึงการจัดสรรและการใช้จ่ายอย่างชัดเจน
นายรอมฎอน ระบุว่า การตัดลดงบประมาณในประเด็นดังกล่าวอาจทำได้ยาก จึงเสนอปรับลดงบประมาณในเชิงสัญลักษณ์จำนวน 229 บาท เพื่อสะท้อนว่าการตั้งงบประมาณในครั้งต่อไปควรให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และการตรวจสอบประวัติด้านสิทธิมนุษยชนของเทคโนโลยีที่ภาครัฐนำมาใช้