ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาหัวข้อ “โฉมหน้าอนุรักษนิยมไทย : อะไรคืออนุรักษนิยม” โดยมี ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ, ศ.ดร.สมเกียรติ วันทะนะ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ศ.ดร.นครินทร์ กล่าวว่า การมาร่วมพูดคุยในหัวข้อนี้ไม่ได้เป็นหัวข้อที่ตนคิดขึ้นเอง แต่ถูกเชิญให้มาบรรยาย และตั้งใจจะพูดใน 3 ส่วน
ส่วนแรกต้องการเชื่อมโยงกับคณะรัฐศาสตร์ และชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแอของวงวิชารัฐศาสตร์ที่ควรยอมรับ โดยเฉพาะการศึกษาความคิดทางการเมืองไทย พร้อมย้อนเล่าว่า ตนเข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์ในปี 2520 และในเวลานั้นยังไม่มีวิชาความคิดทางการเมืองไทย นักรัฐศาสตร์จำนวนมากไม่ยอมรับว่าคนไทยมีความคิดทางการเมือง ถึงขั้นมีผู้เสนอรายงานหรือวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับความคิดทางการเมืองไทยแล้วถูกปฏิเสธ
ขณะที่ความรู้เกี่ยวกับความคิดทางการเมืองไทยกลับกระจายอยู่ในแวดวงประวัติศาสตร์ การเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษา ประชาชน และงานเขียนทางการเมือง ส่วนความคิดทางการเมืองตะวันตกกลับมีการเรียนการสอนและตำราอย่างเป็นระบบ
ศ.ดร.นครินทร์ กล่าวว่า ต่อมาเมื่อเข้ามาเป็นอาจารย์ในปี 2532 พบว่าคณะรัฐศาสตร์มีการบรรจุวิชา ประวัติความคิดทางการเมืองไทย เป็นวิชาเลือก ซึ่งเข้าใจว่าเกิดขึ้นจากการปรับปรุงหลักสูตรครั้งใหญ่ และตนได้สอนวิชานี้ประมาณ 5-6 ปี ก่อนจะไปสอนสัมมนาความคิดทางการเมืองไทยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกหลายปี ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่า การศึกษาความคิดทางการเมืองไทยสามารถทำได้อย่างน้อย 3 แนวทาง โดยแนวทางแรกคือ
การศึกษาผ่านบุคคลกับตัวบท ต้องระบุให้ได้ว่าใครคือนักคิด และต้องมีตัวบทที่บุคคลนั้นเขียน พูด บรรยาย ปาฐกถา ให้สัมภาษณ์ หรือบันทึกไว้ เพราะหากไม่มีตัวบทมายืนยัน ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นความคิดของบุคคลนั้น แต่อาจกลายเป็นเพียงความคิดของผู้ศึกษาที่พยายามอธิบายแทน
ส่วนแนวทางที่สอง ศ.ดร.นครินทร์ กล่าวว่า คือการศึกษาผ่านกลุ่มแนวคิด เช่น อนุรักษนิยม สังคมนิยม อำนาจนิยม ประชาธิปไตย และชาตินิยม แต่ปัญหาคือเมื่อการศึกษาบุคคลและตัวบทมีน้อย การแบ่งกลุ่มแนวคิดก็จะเกิดความคลุมเครือ เพราะบุคคลหนึ่งอาจมีความคิดได้หลายแบบในเวลาเดียวกัน และความคิดของคนคนเดียวก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขและช่วงเวลา ยกตัวอย่างเช่น หลวงวิจิตรวาทการ อาจถูกมองว่าเป็นนักคิดชาตินิยม แต่จะเป็นอนุรักษนิยมหรือไม่ก็ต้องพิจารณาตามช่วงเวลา ดังนั้น แนวคิดทางการเมืองจึงไม่ได้ตายตัวอยู่กับบุคคลหนึ่งตลอดชีวิต
แนวทางที่สาม คือการศึกษาความคิดทางการเมืองแบบทั้งยุคสมัย โดยต้องดูว่าแนวคิดหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด เพราะบริบท ตัวบท และตัวแสดงทางการเมืองย่อมแตกต่างกัน เช่น หากศึกษาชาตินิยม ก็ต้องแยกว่าศึกษาชาตินิยมก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือช่วงสงครามเย็น เพราะบริบททางการเมืองและนักคิดที่มีบทบาทย่อมไม่เหมือนกัน
ทั้งหมดนี้นำกลับมาสู่คำถามว่า อนุรักษนิยม เป็นความคิดทางการเมืองหรือไม่ โดย ศ.ดร.นครินทร์ กล่าวว่า หากมองตามแนวคิดของ Russell Kirk อนุรักษนิยมอาจไม่ได้มีหลักการตายตัวในลักษณะความคิดทางการเมือง แต่เป็นความรู้สึกหรือปฏิกิริยาตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่ถอนรากถอนโคน อย่างไรก็ตาม หากจะถือว่าเป็นความคิดทางการเมืองจริง ก็จำเป็นต้องมีหลักการ คุณค่า และ Core Idea ที่ชัดเจน
ศ.ดร.นครินทร์ กล่าวว่า หากลองมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ไทย จะเห็นว่าอนุรักษนิยมเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะ เหตุการณ์ และยุคสมัยทางการเมือง เช่น อนุรักษนิยมในช่วงการปฏิรูปสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรืออนุรักษนิยมในช่วงการปฏิวัติ 2475 ดังนั้น ความคิดอนุรักษนิยมที่เป็นปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนหรือฉับพลัน จึงปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของแต่ละยุคสมัย
ศ.ดร.นครินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า คณะรัฐศาสตร์ควรจัดสรรกำลังคนเพื่อกลับมาสอนและศึกษาวิชา ความคิดทางการเมืองไทย อย่างจริงจัง โดยต้องใช้เวลาในการสืบค้นข้อเท็จจริงและตัวบทในแต่ละช่วงประวัติศาสตร์ ไม่ควรยึดอยู่กับความคิดทางการเมืองตะวันตกแล้วนำหลักการดังกล่าวมาอธิบายสังคมไทยแบบครอบจักรวาล แต่ต้องลงไปศึกษาว่าอนุรักษนิยมในช่วงปฏิวัติ 2475 คือใคร อนุรักษนิยมในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยแรกและสมัยที่สองคือใคร เพราะในบางช่วงอนุรักษนิยม อำนาจนิยม และสังคมนิยมสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ ไม่ได้หมายความว่าความคิดหนึ่งความคิดใด จะเติบโตขึ้นจนกลายเป็นกระแสหลักที่ครอบงำทั้งหมด