อดีตประธานศาล รธน. ชี้การเมืองไทยถึงทางตัน-มองอนาคตไม่ออก!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ชี้การเมืองไทยถึงทางตัน-มองอนาคตไม่ออก ต้นตอสำคัญวิกฤตความไว้เนื้อเชื่อใจ-การเปลี่ยนผ่านกติกาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ บรรยายพิเศษบนเวทีวิชาการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 (วปอ.68) ในหัวข้อ “การเมืองและสังคมไทยสำหรับอนาคต” ภายหลังพ้นจากวาระประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ทำให้ไม่สามารถมองเห็นหรือคาดการณ์ทิศทางอนาคตการเมืองไทยได้เลย ปัจจุบันมีความซับซ้อนและผันผวนสูง

แต่สามารถสะท้อนภาพการเมืองไทยแต่ละยุคว่าขึ้นอยู่กับกับอุปนิสัยหรือพฤติกรรมของตัวบุคคล ทำให้ฝ่ายต่าง ๆ ยังคงต้องใช้วิธีคุมเชิงและช่วงชิงจังหวะกันอยู่เสมอ

อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ
ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ

ศ.ดร.นครินทร์ บอกอีกว่า หากมองย้อนกลับไปจะเห็นพัฒนาการของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ยุคสำคัญ

ยุคแรก ปี 2475-2500 คือ ช่วง 25 ปีแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งเป็นยุคที่คณะราษฎรมีบทบาทนำทางการเมืองและการบริหารประเทศ

ยุคที่สอง ปี 2500-2516 คือ ยุคคณะปฏิวัติ ซึ่งเป็นช่วงที่อำนาจทางการเมืองถูกรวมศูนย์ ภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร

ยุคที่สาม ปี 2516-2540 คือ ยุคของการแบ่งปันอำนาจ ซึ่งอำนาจทางการเมืองไม่ได้อยู่ในมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการแบ่งสรรปันส่วนระหว่างกลุ่มข้าราชการประจำ กองทัพ กลุ่มทุน และพรรคการเมือง จนนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสม

ยุคที่สี่ ปี 2540-ปัจจุบัน คือ ยุคการปฏิรูปและการออกแบบกติกาใหม่ โดยมีความพยายามสร้างรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระขึ้นมา เพื่อทำให้ฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็ง แก้ปัญหาการทุจริต และสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุล แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจในสังคม

ศ.ดร.นครินทร์ บอกว่า ปัญหาสำคัญของการเมืองไทยในเวลานี้อาจไม่ได้อยู่ที่เรื่องของกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่คือวิกฤตความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ Trust Crisis ที่เกิดขึ้นในสังคม ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ การเมืองไทยเหมือนกับการสร้างบ้านที่คนในบ้านไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะใช้โครงสร้างแบบใด เมื่อสร้างไปได้ระยะหนึ่งก็กลับมาทุบตู้ ต่อเติมห้องน้ำ หรือรื้อห้องรับแขกใหม่อยู่ตลอดเวลา ทำให้บ้านไม่สามารถสร้างให้เสร็จและมั่นคงได้

ความสำคัญของความไว้เนื้อเชื่อใจ โดยเปรียบเทียบว่า หากระบบขาดความเชื่อมั่น แม้แต่สถาบันการเงินหรือธนาคารก็ย่อมไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ประชาชนฝากเงินและเชื่อว่าจะได้รับเงินคืนได้ เช่นเดียวกับการเมืองไทย หากทุกฝ่ายยังขับเคลื่อนด้วยความหวาดระแวง ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ และไม่สามารถยอมรับกติกากลางร่วมกันได้ ประเทศก็ยากที่จะก้าวไปสู่อนาคตที่มีเสถียรภาพและยั่งยืน

ยกตัวอย่างการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งเป็นการทำประชามติครั้งที่ 3 ของไทย มีประชาชนออกเสียงประชามติถึง 36 ล้านคน ในจำนวนนี้ลงมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญสูงถึงกว่า 21 ล้านเสียง แต่กลับยังติดหล่มและไม่สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและทางตันเชิงโครงสร้างกติกาของการเมืองไทยที่วิกฤตความไว้เนื้อเชื่อใจ และการเปลี่ยนผ่านกติกา

เช่นเดียวกับกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจและองค์กรอิสระต่าง ๆ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และองค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่น ๆ ที่มักมีการปรับเปลี่ยนกติกา รวมถึงกระบวนการสรรหา เมื่อเกิดการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจ ผลที่ตามมาคือ สังคมไทยยังไม่สามารถสร้างกติกาที่เป็นสากลและมีความนิ่งพอให้ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้อย่างแท้จริง

ศ.ดร.นครินทร์ ยังได้ตั้งคำถามสำคัญถึงความยั่งยืนและผลสัมฤทธิ์ของการเมือง ว่า การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถดำเนินการทางการเมืองได้ ไม่ได้หมายความว่าสังคมส่วนรวมจะให้การยอมรับ ประเด็นสำคัญคือประโยชน์สุขตกอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่หรือจำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มพวกพ้อง ซึ่งถือเป็นโจทย์เรื้อรังระยะยาวของการเมืองไทย

ในช่วงหนึ่งของงานซึ่งเปิดให้ผู้เข้าร่วมตั้งคำถามกับ รศ.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ได้ตั้งคำถามถึงทิศทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังประชาชน 21 ล้านเสียงลงมติเห็นชอบ โดยเปรียบเทียบว่า หากถึงทางแยกระหว่างรัฐธรรมนูญสีน้ำเงินเข้มกับรัฐธรรมนูญสีน้ำเงินแบบเดิม จะเลือกเดินไปทางใด

ศ.ดร.นครินทร์ ตอบว่า รัฐธรรมนูญต้องเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของสีใดสีหนึ่ง และต้องมีช่องทางโดยชอบธรรมให้ทุกฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นหรือแสดงความไม่พอใจได้ แต่ปัญหาขณะนี้คือยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จริงหรือไม่ ทั้งที่มีการลงประชามติแล้ว

นอกจากนี้ ศ.ดร.นครินทร์ ยังกล่าวว่า ประเทศไทยน่าจะได้รับบทเรียนจากการให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้เขียนร่างรัฐธรรมนูญ เพราะบางครั้งผู้เชี่ยวชาญก็อาจพารัฐธรรมนูญลงเหวได้เช่นกัน

ศ.ดร.นครินทร์ เล่าต่อว่า ตนรู้จักกับประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเคยบอกกับตนว่า สิ่งที่เสียใจมากที่สุดคือความผิดพลาดของกรรมการยกร่างฯ ในการออกแบบระบบ สว. โดยระบุว่า “เราทำกันแบบนี้ ก็ต้องรับชะตากรรมกันแบบนี้” แต่คำถามสำคัญคือ จะยอมรับระบบดังกล่าวต่อไป หรือจะปรับปรุงแก้ไข

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ