ที่อาคารรัฐสภา นายบุญรวี ยมจินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมใจไทย แถลงข่าวกรณีกะเพราไทย โดยนำต้นกะเพรามาแสดงต่อสื่อมวลชน พร้อมกล่าวเปิดประเด็นว่า “เอากะเพราพวกเราคืนมา”
นายบุญรวีกล่าวว่า นี่คือหลักการสำคัญที่ต้องการสื่อสาร เพราะแม้หลายสื่อจะรายงานว่าเรื่องดังกล่าวน่าจะจบลงแล้ว และมีนักวิชาการหลายคนออกมาวิเคราะห์ว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชน แต่ตนมองว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบแล้ว และหากปล่อยให้ดำเนินต่อไป อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย
นายบุญรวีกล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับจากนักชีววิทยา มีการอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างกะเพราทั่วไปกับกะเพราที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ โดยระบุว่ากะเพราป่า กะเพราบ้าน และกะเพราภูเขา มีโครโมโซมที่เรียกว่า N2 ส่วนกะเพราที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์มีโครโมโซม N4 ทั้งนี้ หากปลูกอยู่ใกล้กันอาจเกิดการผสมกันได้ แต่ไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อได้ ตามข้อมูลที่ตนได้รับ
ดังนั้น ประชาชนไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับผลกระทบทางกฎหมายจากการปลูกกะเพราทั่วไป หรือการนำมาบริโภคและจำหน่าย แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ กะเพราป่าและกะเพราบ้านที่ประชาชนปลูกกันมาแต่เดิมอาจค่อย ๆ สูญหายไปในอนาคต เนื่องจากกะเพราที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์เข้ามาแทนที่ โดยไม่ได้มีเพียงบริษัทเดียวเท่านั้น แต่ยังมีบริษัทอื่น ๆ ที่ยื่นคำขอเกี่ยวกับพันธุ์พืชด้วย
นายบุญรวีกล่าวต่อว่า กะเพราที่ปลูกและจำหน่ายอยู่ในตลาดปัจจุบันมีราคาค่อนข้างสูง โดยยกตัวอย่างกะเพราของบริษัทแห่งหนึ่งที่ตนได้รับข้อมูลว่ามีการส่งจำหน่ายวันละประมาณ 1.5 ตัน หรือ 1,500 กิโลกรัม ทั้งที่เพิ่งเริ่มดำเนินการ พร้อมยกตัวอย่างกะเพราบรรจุ 40 กรัม ราคา 20 บาท ซึ่งตนมองว่าหากแนวโน้มดังกล่าวขยายตัว อาจส่งผลให้ต้นทุนอาหารของประชาชนสูงขึ้น และกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
ประเด็นที่กังวลมากที่สุดคือ การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งใช้มานานถึง 27 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมาย โดยเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ยังมีข้อบกพร่องหลายประการ และจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
นายบุญรวีกล่าวว่า ในช่วงปี 2567-2568 มีการยื่นคำขอจดทะเบียนพันธุ์พืชประมาณ 3,000 คำขอ ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่ามีจำนวนมากผิดปกติ และต้องการให้ตรวจสอบว่ามีเหตุผลหรือเบื้องหลังอย่างไร โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ผ่านการจัดตั้งบริษัทและใช้บุคคลไทยเป็นตัวแทนหรือนอมินี เพื่อยื่นคำขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืช
นายบุญรวีกล่าวว่า จากข้อมูลที่ตนมี คำขอประมาณ 3,000 คำขอ แบ่งเป็นกลุ่มพืชไร่ 686 คำขอ และข้าวโพด 530 คำขอ ขณะที่กลุ่มพืชผักมี 484 คำขอ โดยมีพืชหลายชนิดที่ประชาชนบริโภคกันเป็นประจำ เช่น แตงกวา แตงร้าน พริกกะเหรี่ยง พริกจินดา และมะเขือเทศ ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
นายบุญรวีกล่าวว่า กังวลว่าหากพันธุ์พืชเหล่านี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มทุนต่างชาติ อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชนในระยะยาว โดยเฉพาะหากมีการนำสิทธิในพันธุ์พืชไปใช้ในเชิงพาณิชย์ จนอาจทำให้ต้นทุนการผลิตและราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีพืชเศรษฐกิจประเภทอื่น ๆ ที่ตนเป็นห่วง ทั้งกล้วยไม้สกุลหวาย ไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ยืนต้น เช่น ส้มเขียวหวานและทุเรียน ซึ่งควรตรวจสอบว่ามีการยื่นคำขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชอย่างไร และมีบุคคลหรือกลุ่มทุนใดอยู่เบื้องหลังหรือไม่
นายบุญรวีกล่าวว่า ในส่วนของกรณีกะเพราของบริษัทดัง ตนเห็นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบการขออนุญาตเกี่ยวกับพันธุ์กะเพราแล้ว โดยต้องตรวจสอบว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมายหรือไม่ ซึ่งรัฐมนตรีระบุว่าจะชี้แจงภายใน 7 วัน แต่จากข้อมูลข่าวที่ตนติดตาม คาดว่าอาจมีการแถลงความคืบหน้าเร็วกว่ากำหนด
นายบุญรวีย้ำว่า ประชาชนที่ซื้อกะเพรามาบริโภค ปลูกไว้รับประทานเอง หรือปลูกแล้วนำมาจำหน่าย ไม่ต้องกังวลว่าจะมีความผิดตามกฎหมายจากการกระทำดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือผลกระทบในระยะยาว ซึ่งอาจทำให้กะเพราป่าและกะเพราบ้านที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิมค่อย ๆ สูญหายไป หากถูกแทนที่ด้วยกะเพราพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์
นายบุญรวีกล่าวว่า แม้การพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาพันธุ์พืชดั้งเดิมของไทยเอาไว้ เพราะกะเพราและพืชผักพื้นบ้านถือเป็นทรัพยากรที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เป็นทั้งมรดกทางวัฒนธรรมและมรดกทางการเกษตรของคนไทย
นายบุญรวีตั้งข้อสังเกตว่า การใช้ชื่อสามัญว่า “กะเพรา” ในทางการค้าอาจไม่เหมาะสม หากเป็นพันธุ์ที่ผ่านการพัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยเสนอว่าควรใช้ชื่อเฉพาะของพันธุ์ เช่น “แก้วจูรี 01” และระบุรายละเอียดคุณสมบัติของพันธุ์ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับกะเพราพันธุ์ดั้งเดิม ทั้งนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของตนที่ต้องการให้มีการพิจารณาอย่างเหมาะสม
นายบุญรวีกล่าวอีกว่า ปัจจุบันกะเพราบ้านที่ประชาชนปลูกไว้ตามครัวเรือนเริ่มมีจำนวนลดลง เนื่องจากผู้บริโภคและผู้ปลูกบางส่วนหันไปใช้เมล็ดพันธุ์จากบริษัทที่มีจำหน่ายในตลาด ซึ่งอาจทำให้กะเพราพันธุ์ดั้งเดิมค่อย ๆ หายไป โดยตนมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาของกะเพราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพืชผักและผลไม้ไทยอีกหลายชนิดที่ควรได้รับการดูแลรักษา
นายบุญรวีจึงเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบคำขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชทั้งหมดประมาณ 3,000 คำขอ โดยเฉพาะคำขอจากบริษัทที่มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังว่ามีบริษัทใดบ้างที่ยื่นคำขอ มีการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และมีการใช้บุคคลไทยเป็นนอมินีเพื่อดำเนินการแทนกลุ่มทุนต่างชาติหรือไม่
นายบุญรวีกล่าวว่า หากปล่อยให้มีการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชโดยไม่มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ ประเทศไทยอาจสูญเสียความสามารถในการรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุ์พืชของตนเอง ซึ่งอาจกระทบต่อเอกราชทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร และทำให้ราคาอาหารของประชาชนสูงขึ้นในอนาคต
นายบุญรวีกล่าวทิ้งท้ายว่า กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายที่ใช้มานานกว่า 20 ปี จึงควรได้รับการแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยตนพร้อมสนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายในฐานะสมาชิกรัฐสภา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ตัวแทนหรือนอมินีของกลุ่มทุนเข้ามาถือครองหรือแสวงหาผลประโยชน์จากพันธุ์พืชทางการเกษตรของไทย จนนำไปสู่การสูญเสียทรัพยากรและผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว