นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ให้สัมภาษณ์กับ PPTV ระบุว่ากรณีของตัวเองทราบว่าถูกโทรศัพท์มือถือถูก “สปายแวร์เพกาซัส” พยายามเจาะเข้าระบบพร้อม ๆ กับกลุ่มนักเคลื่อนไหว และนักวิชาการ ในช่วงคาบเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองปี 63–64 จากข้อมูลที่เตือนมาโดยบริษัท Apple ลักษณะเดียวกัน
จนนำไปสู่การยื่นฟ้องทั้งเอกชนเจ้าของ “สปายแวร์เพกาซัส” และหน่วยงานรัฐ 9 หน่วยงาน ต่อศาลปกครอง
พร้อมกับ นายอานนท์ นำภา ทนายความและนักเคลื่อนไหว ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย เพื่อขอให้ศาลสั่งห้ามรัฐใช้ล้วงข้อมูลประชาชน และเรียกค่าเสียหาย
นายยิ่งชีพ ระบุว่า ขณะนี้ศาลปกครองยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและจะนัดเพื่อกำหนดฟังคำพิพากษาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569
หน่วยงานที่ยื่นฟ้อง เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงดีอี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองทัพฯ ซึ่งมีอำนาจโดยใช้กรอบเรื่องของความมั่นคง สามารถจัดซื้อเครื่องมือเจาะระบบหรือสปายแวร์ตัวนี้ โดยให้เหตุผลเรื่องของการปราบปรามอาชญากรรม
โดยไปพบข้อมูลทั้งสเปกคำสั่งจัดซื้อของหน่วยงานภาครัฐที่ตรงกับสเป็กของ “สปายแวร์เพกาซัส” งบประมาณจัดซื้อราว 300 ล้านบาท และรายชื่อบริษัทเอกชนที่ลักษณะเป็นตัวกลางในการจัดซื้อเชื่อมโยงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แต่เมื่อถามไปที่แต่ละหน่วยงาน สิ่งที่ตอบกลับมาคือ “ปฏิเสธ” ว่าไม่เคยมีการใช้และตัดจบเท่านั้น
ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดกับ 2 แกนนำพรรคฝ่ายค้าน นายยิ่งชีพเชื่อว่าเชื่อมโยงกับเรื่องของการตรวจสอบทางการเมือง โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อพยายามจะล้วงหรือติดตามข้อมูล ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นกับหลายประเทศทั่วโลกที่รัฐบาลใช้ “สปายแวร์เพกาซัส” ในการเจาะระบบและติดตามข้อมูลทั้งฝ่ายค้าน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กลุ่มผู้เห็นต่าง หรือแม้กระทั่งสื่อมวลชน
ส่วนที่กระทรวงดีอีออกมาระบุว่าไม่พบการใช้สปายแวร์นี้ ก็อาจเป็นไปได้ว่าไม่รู้ก็ได้ แต่คำถามคือก็ควรจะต้องตรวจสอบและรักษาสิทธิข้อมูลส่วนตัวของประชาชน
ส่วนหน่วยงานหลัก ๆ ที่มีอำนาจในการใช้ “สปายแวร์เพกาซัส” และน่าตั้งคำถามมาก นายยิ่งชีพ ระบุว่า คือสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน เป็นหน่วยงานของรัฐในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี