เมื่อวันที่ 28 มีนาคม มีรายงานว่า จากเหตุการณ์การสู้รบ ในฝั่งเมียนมา ระหว่างกลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยู ที่สู้รบกับทหารเมียนมา ทางชายแดนไทยฝั่งอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งล่าสุดกองทัพเมียนมา ใช้เครื่องบินรบ ทิ้งระเบิดใส่ฐานกองกำลังกะเหรี่ยงแล้วนั้น
เมื่อเวลาประมาณ 19.40 น. Poppy Mcpherson นักข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์ทวีตว่า ผู้อพยพชาวเมียนมา 3,000 คน เดินทางหนีมาฝั่งไทย หลังเกิดจากสู้รบและทิ้งระเบิดใส่กองกำลังกะเหรี่ยง
พีพีทีวี ตรวจสอบข้อมูลไปยัง พล.ต.ต.อนุชา อ่วมเจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน(ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน) ระบุว่ายังไม่มีรายงานการลี้ภัยสงคราม ลอบข้ามแดนของกลุ่มกะเหรี่ยง หรือผู้อพยพ 3,000 ราย ตามรายงานข้างต้น แต่ยอมรับว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้อพยพ 5 คนเดินทางข้ามแดนลี้ภัยมายังประเทศไทย โดยเข้ามาทางด่านแม่สามแลบ จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งขณะนี้ทั้ง 5 คนอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่แล้ว ทั้งนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข่าวที่สื่อต่างประเทศรายงาน
พล.ต.ต.อนุชา กล่าวว่า เป็นไปได้ว่าผู้อพยพจากเมียนมาอาจลักลอบหนีข้ามพรมแดนธรรมชาติเข้ามา โดยจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพรมแดนติดกับเมียนมา 483 กิโลเมตร เป็นทางพบ แนวเขากว่า 300 กิโลเมตร แม่น้ำ กว่า 100 กิโลเมตร แต่ตำรวจภูธรแม่ฮ่องสอนยังไม่ได้รับรายงานข้อมูลนี้ ต้องขอตรวจสอบก่อน
ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน เผยด้วยว่า ทางการไทยโดยกองทัพ และฝ่ายปกครอง ได้กำหนดแผนรองรับผู้หนีภัยสงคราม เพื่อมนุษยธรรมไว้แล้ว เตรียมสถานที่รองรับไว้ 12 แห่ง ในพื้นที่ 6 อำเภอของจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยรองรับผู้ที่อาจลี้ภัยมาได้นับพันคน
ขณะที่มีรายงานจากหน่วยความมั่นคงระบุว่า ขณะนี้มีผู้อพยพจากเมียนมาหนีภัยสงครามเข้ามาพำนักในพื้นที่ผ่อนปรนแนวชายแดนไทยเมียนมา ฝั่ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน จำนวน 313 คน ขณะที่มีรายงานว่ามีชาวเมียนมา เข้าขอลี้ภัยที่ศูนย์อพยพ ของยูเอ็นเอชซีอาร์(UNHCR) ในฝั่งเมียนมา ติดชายแดนไทย ฝั่งอ.แม่สะเรียง ราว 2,000 คน
8 เดือน หลังลงนามหยุดยิง กระบวนการสันติภาพในเมียนมาร์ไม่คืบหน้า
(ภาพปก แฟ้มภาพจาก Gettyimages)