สถาบันโลวี (Lowy Institute) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของออสเตรเลียระบุว่า ขณะนี้เมียนมากำลังจะกลายเป็น "รัฐล้มเหลว หรือ Failed State" และจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศทั่วโลกจะต้องร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อคลี่คลายวิกฤตการณ์ในเมียนมา
เฮิร์ฟ เลมาเฮ ผู้อำนวยการของสถาบันโลวีกล่าวว่า สถานการณ์ในเมียนมามีความซับซ้อนมากขึ้น และเป็นเรื่องยากที่จะรับมือได้ เนื่องจากกองทัพเมียนมายังคงปกครองประเทศด้วยอำนาจปืน ด้วยเหตุนี้เมียนมาจึงถลำเข้าสู่การเป็นประเทศที่ไร้เสถียรภาพมากขึ้น และปกครองได้น้อยลงในแต่ละวัน
รู้จักกะเหรี่ยง KNLA กองพลน้อยที่ 5 เปิดศึกกองทัพเมียนมา ต้านรัฐประหาร
ซึ่งการปะทะกันบนท้องถนนของเมียนมา คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในปี 2517, 2531 และ 2550 แต่การออกมาแสดงอารยะขัดขืนในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่าย (ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย และ กองทัพมเียนมา) ต่างก็ได้เรียนรู้บทเรียนจากอดีตอย่างชัดเจน และสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นในยุทธวิธีของพวกเขา
จุดเริ่มต้นของการต่อต้านรัฐประหาร เริ่มจาก การตีหม้อ เคาะกระทะ ออกมาบีบแตรรถยนต์ ในตอนกลางคืน วันที่ 2 ของการก่อรัฐประหาร (ก่อรัฐประหารวันที่ 1 ก.พ.64) ตามมาด้วยการเดินขบวนอย่างสงบของผู้คนนับหมื่นในตอนกลางวัน ทั้งในย่างกุ้งเมืองหลวงเก่า และตามเมืองต่างๆ จะมีก็เพียงแต่ป้ายเรียกร้องให้ปล่อยตัว นางอองซาน ซูจี ป้ายภาพต่อต้าน นายพลอาวุโส มินออง หล่าย ผู้นำการรัฐประหาร
แต่เมื่อการออกมาเดินขบวนเรียกร้องและต้านรัฐประหารเริ่มมีจำนวนผู้คนมากขึ้น ขยายวงกว้างมากขึ้น กองกำลังฝ่ายความมั่นคง จึงเริ่มต้นด้วยการสร้างเครื่องกีดขวางบนท้องถนน เริ่มใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง ด้านผู้ประท้วงยกระดับการป้องกันตนเอง ตั้งแต่ สวมหมวกกันน็อกพลาสติก แว่นตาและหน้ากากป้องกันระเบิดน้ำตา ระเบิดแก๊สชั่วคราว บางคนถือโล่โลหะ ก่อนที่จะเริ่มตอบโต้ฝ่ายกองกำลังความมั่นคง ด้วยการขว้างปาก้อนหิน ใช้หนังสติ๊กยิง เป็นต้น
ควบคู่ไปกับการต่อต้านในเชิงจิตวิทยาและความเชื่อ เช่น การวางภาพ นายพลอาวุโสมินออง หล่าย ไว้บนถนน เพื่อสกัดกองกำลังเจ้าหน้าที่ ที่จะเหยียบย่ำภาพของผู้บัญชาการ นำเสื้อผ้าของผู้หญิงมาแขวนไว้ตามถนนหนทาง โดยความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าใครก็ตามที่เดินอยู่ต่ำกว่าของเหล่านั้น จะสูญเสียพลังทางจิตวิญญาณไป
ชาวเมียนมาต่อสู้กับกองทัพด้วยเทคโนโลยีและความเชื่อ
ผู้ประท้วงเมียนมา ใช้กลยุทธ์ใหม่ รับมือการถูกปราบปราม
ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนยังใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย (เมื่อรัฐบาลไม่ถูกปิดกั้น) และร้องเรียนต่อนานาชาติ โดยป้ายประกาศส่วนใหญ่ถูกเขียนเป็นภาษาอังกฤษ
ทูตเมียนมาโดนกองทัพปลดจาก UN หลังชู 3 นิ้ว กลางที่ประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ
จนกระทั่งกระสุนจริงนัดแรกดังขึ้น คร่าชีวิต มะ เมียะ เทว็ต เทว็ต ข่าย (Ma Mya Thwet Thwet Khine) เป็นนักศึกษาหญิงวัย 20 ปี กำลังศึกษาอยู่ในคณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่สถาบันแห่งหนึ่ง จากนั้นก็รุนแรง บานปลาย จนกลายเป็นเหตุนองเลือด จนถึงปัจจุบัน (31 มี.ค.) มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 500 คน
“มะ เมียะ เทว็ต เทว็ต ข่าย” นศ.เมียนมาเลือกตั้งครั้งแรกและครั้งสุดท้าย หลังถูกยิงเสียชีวิต
กระสุนของกองทัพ กับการลุกฮือของชาวเมียนมา
ทหารเมียนมาจัดปาร์ตี้ฉลองในคืนนองเลือด-บุกยิงปืนในงานศพผู้เสียชีวิต
กลับมาที่การเป็น "รัฐล้มเหลว หรือ Failed State" มีตัวชี้วัดความมีเสถียรภาพของรัฐ ซึ่งประกอบด้วย ปัจจัยทางด้านสังคม 4 ตัว เป็นทางด้านเศรษฐกิจ 2 ตัว และทางด้านการเมือง 6 ตัว จากนั้นนำมาจัดกลุ่มสีว่าประเทศใดเป็นประเทศที่มีการบริหารจัดการที่ดี (สีเขียว) ปานกลาง (สีเหลือง) มีคำเตือน (สีส้ม) และล้มเหลว (สีแดง)
การจัดอันดับจะอาศัยคะแนนรวม ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก 12 ตัวชี้วัด แต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 10 คะแนนเป็น 0 หมายถึงมีระดับความรุนแรงต่ำสุด (มีเสถียรภาพที่สุด) และ 10 หมายถึง มีระดับความรุนแรงสูงสุด (ไร้เสถียรภาพที่สุด) มีคะแนนรวมเท่ากับ 120 คะแนน จาก 12 ตัวชี้วัด โดยมีช่วงคะแนนตั้งแต่ 0-120
ซึ่ง เมียนมา มีคะแนนในปี 2020 ยังอยู่ในระดับ เตือนภัย (94 คะแนน จาก 120 คะแนน)
ตัวชี้วัดทั้ง 12 ตัวประกอบด้วย
1.แรงกดดันทางประชากรศาสตร์
2.การย้ายถิ่นฐานของประชาชน
3.กรณีความขัดแย้งของแต่ละกลุ่มชน ซึ่งเป็นผลจากความไม่พอใจในอดีต
4.ปัญหาการไหลออกของทุนมนุษย์ (สมองไหล)
5.ความไม่แน่นอนของการพัฒนาการทางเศรษฐกิจ โดยพิจารณาถึงความไม่เสมอภาคของประชากร (ความเหลื่อมล้ำ) ซึ่งสามารถเห็นได้จากโอกาสทางการศึกษา การงาน และสถานะทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังสามารถวัดได้โดยตัวเลขกลุ่มคนยากจน อัตราการเกิดการตาย หรือระดับการศึกษา
6.ความชัดเจน และ/หรือ ความรุนของการถดถอยของเศรษฐกิจ
7.การปกครองของรัฐที่ไร้ความเป็นธรรม
8.ความเสื่อมถอยของการให้บริการสาธารณะ
9.การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่แพร่หลาย
10.การใช้เครื่องมือที่ใช้รักษาความมั่นคง ที่เรียกว่า ‘State within a state’ เป็นลักษณะการปรากฏตัวของกลุ่มอำนาจสูงสุดของรัฐ โดยอาศัยการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่คุกคามฝ่ายตรงข้าม หรือพลเรือนที่มีความเห็นไม่ตรงกับรัฐ หรือมีความเห็นที่สนับสนุนกลุ่มตรงข้ามรัฐ เปรียบกับการสร้าง “กลุ่มกองกำลังภายในกองกำลังเดียวกัน” เพื่อรับใช้แสวงหาผลประโยชน์ให้กับกองทัพหรือกลุ่มการเมือง ซึ่งในที่สุดจะก่อให้เกิดกลุ่มต่อต้านทั้งในรูปของทหารพลเรือน กองโจร กองกำลังเอกชนติดอาวุธ หรือการใช้ปฏิบัติการต่างๆ ที่ทำให้ความรุนแรงแผ่ขยายออกไป เพื่อต่อต้านกับกองกำลังของรัฐ
11.การก่อตัวของกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางความคิด
12.การแทรกแซงกิจการภายในจากรัฐอื่น หรือปัจจัยภายนอก
โดยในปี 2020 มี 4 ประเทศที่มีการเตือนภัยสูงมาก มีความเสี่ยงในการเป็นรัฐล้มเหลว คือ เยเมน โซมาเลีย เซาท์ซูดาน ซีเรีย ขณะที ไทย อยู่ในระดับเฝ้าระวัง (70.8 คะแนน)
สำหรับการจัด "รัฐล้มเหลว หรือ Failed State" เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา โดยสหรัฐอเมริกา กองทุนเพื่อสันติภาพ และนิตยสาร Foreign Policy ได้ตีพิมพ์รายงานประจำปีที่เรียกว่า “Failed States Index” ซึ่งเป็นการจัดอันดับสถานะของแต่ละประเทศ โดยประเทศที่ได้ถูกนำเสนอในรายงานนั้นจะต้องเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติเท่านั้น ส่วนเขตการปกครองซึ่งไม่ถูกจัด หรือมีสถานภาพเป็นประเทศที่ได้รับการรับรองโดยองค์การสหประชาชาติ จะไม่ถูกเข้ามาพิจารณาในรายงานนี้ เช่น ไต้หวัน ปาเลสไตน์ นอร์ทเทิร์นไซปรัส คอซอวอ และเวสเทิร์นซาฮาร่า เป็นต้น
คงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า "เมียนมา" จะเข้าสู่การเป็นรัฐล้มเหลวหรือไม่ในอนาคตหากเหตุการณ์การปะทะและนองเลือดยังคงดำเนินอยู่ต่อไป ซึ่งตามประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า ไม่มีทางใดที่จะสามารถทำลายระบอบทหารในเมียนมาได้ ตราบใดที่กองกำลังความมั่นคงยังคงภักดีและเหนียวแน่นกับกองทัพและการแทรกแซงจากต่างประเทศก็ถือเป็นความคาดหวังที่เลือนราง
เรียบเรียงจาก : fragilestatesindex / interpreter