สองเดือนที่ผ่านมาของการประท้วงต้านรัฐประหารในเมียนมา นอกเหนือจากป้ายข้อความเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี ซึ่งพบได้ในทุกม็อบแล้ว ยังมีอีกข้อความหนึ่งปรากฏไปทั่วเช่นกัน มันคือ “R2P” ซึ่งย่อมาจาก Responsibility to Protect หมายถึงหลักการความรับผิดชอบในการปกป้อง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นานาชาติเข้าแทรกแซง ช่วยเหลือทางมนุษยธรรมได้ หากพบว่าประเทศนั้นๆ กำลังเข่นฆ่าประชาชน
เมื่อไม่อาจสู้รบกับกองทัพที่มีอาวุธครบมือ ทั้งยังไม่มีแนวโน้มที่จะรามือจากการทำรัฐประหารง่ายๆ ขณะนี้ชาวเมียนมากำลังคาดหวังว่า R2P จะเป็นทางออก R2P คือภาพสะท้อนของความรุนแรงที่มนุษย์กระทำต่อกัน ซึ่งไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัยก็ยังคงเกิดขึ้น ที่มาของ R2P ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน ในช่วงปี 1991 ช่วงเวลาที่สหภาพโซเวียตล่มสลายใหม่ๆ การล่มสลายของมหาอำนาจส่งผลกระทบตามมาเป็นลูกโซ่
ไม่ไกลจากโซเวียต ในยุโรปตะวันออก บริเวณคาบสมุทรบอลข่านมีประเทศขนาดใหญ่ชื่อ ยูโกสลาเวีย เกิดขึ้นจากการรวมเอาผู้คนหลากหลายเชื้อชาติต่างภาษาและความเชื่อราว 21 ล้านคนไว้ใต้การปกครองระบอบสังคมนิยม
การล่มสลายของโซเวียตซ้ำเติมด้วยความตายของผู้นำ โยซิป บรอซ ติโต ผู้รวมชาติยูโกสลาเวีย บรรดากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เริ่มทยอยแยกตัวเป็นเอกราช บางรัฐสามารถทำได้อย่างสันติ ในขณะที่หลายรัฐอิสรภาพก็แลกมากับชีวิตของประชาชนจำนวนมากมาย
หนึ่งในรัฐที่เกิดปัญหาคือ บอสเนีย ดินแดนที่ตอนนั้นประกอบด้วยประชากร 3 กลุ่ม และไม่อาจตกลงกันได้ว่าจะประกาศเอกราช หรือเข้าร่วมกับประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ชาวบอสเนียเชื้อสายโครแอก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในโครเอเชีย ก็อยากรวมกับโครเอเชีย
ส่วนชาวบอสนีแอก ที่นับถือศาสนาอิสลาม ต่างกับชาวยุโรปส่วนใหญ่ อยากแยกตัวเป็นเอกราช ความขัดแย้งตามมาด้วยสงคราม เซอร์เบียและโครเอเชียส่งกองทัพสนับสนุนชาวบอสเนียที่มีเชื้อชาติเดียวกับตน คงเหลือแต่ชาวบอสนีแอกที่โดดเดี่ยว และต้องต่อสู้ด้วยตนเอง ในตอนนั้น ชุมชนของชาวบอสนีแอกถูกหลายกลุ่มจับมือกันถล่ม เด็กๆ ถูกฆ่า ผู้หญิงถูกจับไปข่มขืน ประมาณกันว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตมีมากถึง 33,000 คน
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ต่างอะไรจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ชาวยิวจำนวน 6 ล้านคนถูกนาซีสังหารโลกตกตะลึง เพราะผ่านเวลามาหลายสิบปี ความเลวร้ายที่มนุษย์กระทำต่อกันยังไม่หายไป สงครามจบลงด้วยการแทรกแซงของยูเอ็นและนาโต้ ส่งทหารเข้าช่วยเหลือผู้คน และโต้กลับ ปี 1995 ทุกฝ่ายตกลงเจรจากันที่สหรัฐอเมริกา ก่อกำเนิดเป็นประเทศบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา แต่ในช่วงเวลานั้น มีอีกความเลวร้ายเกิดขึ้น
ไกลจากยุโรปตะวันออก ที่รวันดา ประเทศในแอฟริกา ในเดือนเมษายน ปี 1994 เกิดเหตุเครื่องบินที่ จูเวนัล ฮับยาริมานา ประธานาธิบดีรวันดา และไซเปรียน ทายามิรา ประธานาธิบดีของบุรุนดี ถูกยิงตก
เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังทั้งคู่เพิ่งจะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ยุติความขัดแย้งระหว่างชาวฮูตูและชาวทุตซี ประธานาธิบดีรวันดาตอนนั้นเป็นชาวฮูตู ส่งผลให้กลุ่มหัวรุนแรงชาวฮูตูกล่าวหาว่ากลุ่มอาร์พีเอฟ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาวทุตซีอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตี ความโกรธเกรี้ยวนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชาวฮูตูคว้ามีด ไม้ ดาบ ออกบุกตามบ้านเรือน ลากตัวชาวทุตซีออกมาฆ่ากลางถนน เด็กๆ ก็ไม่เว้น ส่วนผู้หญิงจำนวนมากถูกจับไปขังเป็นทาสกาม ภายใน 100 วันของความวุ่นวายมีผู้เสียชีวิตมากถึง 800,000 คน จะเห็นว่าทั้งสองเหตุการณ์คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในโลกยุคใหม่
โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกระตุ้นให้ทางสหประชาชาติหาเครื่องมือในการป้องกันและแก้ปัญหา แนวคิด R2P จึงเกิดขึ้น โดยมี โคฟี อันนัน เลขาธิการใหญ่ในเวลานั้นเป็นผู้ผลักดัน ในช่วงแรกมีเสียงคัดค้าน หลายชาติกังวลว่า R2P อาจเป็นเครื่องมือที่ชาติตะวันตกใช้แทรกแซงประเทศอื่นๆ
แต่ในที่สุด ปี 2005 ทางสหประชาชาติก็ลงมติยอมรับหลักการดังกล่าว โดยกำหนดให้ R2P เป็นบรรทัดฐาน ไม่ใช่กฎหมายระหว่างประเทศ นั่นหมายความว่ากระบวนการแทรกแซง ส่งกองทัพ ส่งความช่วยเหลือยังคงใช้ข้อกำหนดตามกฎหมายระหว่างประเทศ
หลักการของ R2P ก็คือ แต่ละรัฐชาติมีอำนาจและความรับผิดชอบในการปกป้องประชาชนจากอาชญากรรม 4 ประเภท ได้แก่
1. การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
2.การกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์
3. การก่ออาชญากรรมสงคราม
4.การก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ดังนั้นหากรัฐชาติใดล้มเหลวในการปกป้องประชาชนจาก 4 ข้อนี้ นั่นหมายความว่า ประชาคมโลกมีสิทธิอันชอบธรรม ในการแทรกแซงเข้าไปหยุดอาชญากรรมดังกล่าว
หลังจากนั้น R2P ก็ถูกใช้ครั้งแรกในปี 2007 เพื่อช่วยเหลือผู้คนจากความรุนแรงในวิกฤตการเมืองเคนยา แต่ที่โด่งดังที่สุดคือการเข้าแทรกแซงในเหตุการณ์อาหรับสปริงที่ลิเบีย ปี 2011 เวลานั้นชาวลิเบียพากันออกมาประท้วง แต่ถูกรัฐบาลที่นำโดยมูอัมมาร์ กัดดาฟี ปราบปรามอย่างรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิตมากถึง 800 คน และนำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มกบฏต่อสู้กับทหารของรัฐบาล
เหตุประท้วงเริ่มขึ้นกลางเดือนกุมภาพันธ์ ผ่านไปเพียงเดือนเดียว คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติลงมติใช้หลักการ R2P วันที่ 19 มีนาคม ปี 2011 กองกำลังจากนานาชาติเริ่มเข้าแทรกแซง และนำไปสู่จุดจบของกัดดาฟี ผู้นำที่ครองอำนาจเบ็ดเสร็จในลิเบียมานานกว่า 42 ปี
นับแต่นั้น R2P ยังคงถูกใช้เรื่อยมา ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศของแอฟริกา เช่น แอฟริกากลาง โซมาเลีย ซูดานใต้ นอกทวีปแอฟริกาก็มี ซีเรียและเยเมน จะเห็นว่าหากผ่านการตกลงร่วมกัน R2P ก็สามารถใช้ได้ทันที แต่ในกรณีของเมียนมา ความรุนแรงเกิดขึ้นมา 2 เดือนแล้ว อุปสรรคใหญ่คือเสียงที่แตกบนโต๊ะประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เมื่อจีนและรัสเซียยังคงสนับสนุนกองทัพเมียนมา
อีกวิธีที่ทำได้คือให้กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน หรือในประเทศภูมิภาคตกลงประชุมกันยื่นเรื่องขอ R2P ซึ่งก็คือบรรดาประเทศอาเซียน โดยเฉพาะไทยที่มีพรมแดนติดกับเมียนมา
แต่ความท้าทายก็คือ ปัจจุบันท่าทางของอาเซียนก็ยังไม่ได้ชัดเจนเป็นปึกแผ่นว่าจะต่อต้านการรัฐประหารของกองทัพ มากกว่านั้นยังมีความกังวลว่า การใช้ R2P อาจนำไปสู่สงครามตัวแทนแบบเดียวกับซีเรีย และส่งผลให้นานาชาติที่เข้าไปพัวพันต้องเสียกำลังคนและกำลังทรัพย์ในความขัดแย้งที่ตนไม่ได้ก่อ ด้วยปัจจัยและความซับซ้อนเหล่านี้ ภาพทหารยูเอ็นและทหารนาโต้ในเมียนมาที่หลายคนวาดหวังจึงอาจยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน