เป็นเวลา 1 เดือนเต็มแล้ว หลังจากที่กลุ่มตาลีบันเข้ายึดกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานได้ในวันที่ 15 ส.ค. และหวนคืนสู่ตำแหน่งผู้ปกครองของอัฟกานิสถาน หลังเวลาผ่านไปนานถึง 20 ปี ท่ามกลางคำที่สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า อัฟกานิสถานจะไม่ลิดรอนเข้มงวดเหมือนในอดีต
แต่ใน 1 เดือนที่ผ่านมานี้ เรามาดูกันดีกว่าว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างในอัฟกานิสถานภายใต้การปกครองของกลุ่มตาลีบัน
ยอดขายผ้าคลุมหน้าพุ่ง หลังตาลีบันหวนคืนอำนาจในอัฟกานิสถาน
โดยในด้านเศรษฐกิจของอัฟกานิสถานเอง ที่ผ่านมาก็อยู่ในสภาวะพังพินาศมาโดยตลอด แม้จะมีการลงทุนพัฒนาไปหลายแสนล้านดอลลาร์ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาก็ตาม
ภัยแล้งและความอดอยากทำใหประชาชนหลายพันคนต้องเดินทางออกจากประเทศไปยังเมืองต่าง ๆ และโครงการอาหารโลก (WFP) เกรงว่า อาหารจะหมดไปจากอัฟกานิสถานภายในสิ้นเดือนนี้ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้คนกว่า 14 ล้านคนต้องอดอยาก
ในขณะที่ชาติตะวันตกให้ความสนใจเป็นอย่างมากว่า รัฐบาลตาลีบันใหม่จะรักษาคำมั่นสัญญาที่จะปกป้องสิทธิสตรีหรือให้ที่พักพิงแก่กลุ่มติดอาวุธอย่างอัลกออิดะห์หรือไม่ สำหรับชาวอัฟกันจำนวนมาก สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการเอาชีวิตรอดให้ได้
อับดุลลาห์ หนึ่งในชาวเมืองคาบูลกล่าวว่า “เด็ก ๆ ชาวอัฟกันทุกคนหิวโหย พวกเขาไม่มีแป้งหรือน้ำมันสำหรับทำอาหารแม้แต่ถุงเดียว”
ขณะที่ตามธนาคารยังคงมีผู้คนออกมาต่อคืวเพื่อถอนเงิน ซึ่งปัจจุบันีการกำหนดวงเงินการถอนรายสัปดาห์ไว้ที่ 20,000 อัฟกานี (ราว 7,400 บาท) เพื่อป้องกันไม่ให้เงินทุนสำรองของประเทศร่อยหรอลงไป
แม้จะมีเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศหลายพันล้านดอลลาร์ เศรษฐกิจของอัฟกานิสถานก็ยังต้องดิ้นรนต่อไป โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจล้มเหลวตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง งานหรืออาชีพต่าง ๆ มีน้อย แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากเองก็ไม่ได้รับค่าจ้างมาอย่างน้อยตั้งแต่เดือน ก.ค.
ต้องติดตามต่อไปว่า รัฐบาลตาลีบันใหม่ จะแก้ไขปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชนชาวอัฟกันอย่างไร จะมีการดีลค้าขายกับต่างประเทศหรือไม่ แต่คาดว่าน่าจะมีจีนและรัสเซียเป็นคู่ค้าหรือพันธมิตรหลัก
ส่วนในเรื่องของการยอมรับจากนานาชาติ นอกจากจีนและรัสเซียแล้ว ยังไม่มีการแสดงท่าทียอมรับอื่นใดในระดับนานาชาติ แม้รัฐบาลตาลีบันกล่าวว่า พวกเขาตั้งใจจะไม่นำกฎเกณฑ์อันเข้มงวดรุนแรงมาใช้เหมือน 20 ปีก่อน พวกเขาพยายามโน้มน้าวให้โลกภายนอกเห็นว่า พวกเขาเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม มีรายงานเกี่ยวกับพลเรือน กลุ่มต่อต้าน ที่ถูกตาลีบันสังหาร มีนักข่าวและประชาชนบางคนถูกซ้อม ตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานี้
ในวันที่ 18 ก.ย. เพียง 2-3 วันหลังตาลีบันยึดกรุงคาบูล ได้มีกลุ่มต่อต้านออกมาเดินประท้วงในเมืองหลกอย่างจาลาฮาบัด ส่งผลให้มีผู้ชุมนุม 3 รายถูกสังหาร
และในช่วงเวลาดังกล่าวก็เป็นช่วงที่มีข่าวว่า ชาวอัฟกันจำนวนมากพยายามหนีออกจากประเทศ ทั้งที่เบียดกันขึ้นเครื่องบิน ที่เบียดเสียดมีการเหยียบกันจนมีผู้เสียชีวิต ที่มีคนเกาะล้อเครื่องบินขึ้นไปจนตกมาถึงแก่ความตาย หรือกระทั่งส่งลูกในอ้อมแขนให้กับทหารอเมริกันเพื่อให้ลูกตัวเองได้ออกไปจากอัฟกานิสถาน
เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องราวและภาพอันน่าหดหู่ใจที่สะท้อนให้เห็นว่า ในสายตาชาวอัฟกันจำนวนมากนั้น การกลับมาของกลุ่มตาลีบันไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เลยักนิด
หลังจากนั้น ท่ามกลางสายตาชาวโลกที่คอยจับจ้องว่า รัฐบาลจะรักษาสิทธิสตรีไว้ตามคำสัญญาหรือไม่ ก็ปรากฏว่า มีคำสั่งให้ผู้หญิงแต่งกายมิดชิด เปิดเผยได้แค่ดวงตา ไม่ควรออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น ส่วนการทำงานและการศึกษา สามารถทำได้ แต่ต้องแยกพื้นที่การเรียน/การทำงานระหว่างชายหญิง และก็มีบางรายถึงขั้นถูกให้ออกจากงาน
นอกจากนี้ โลกภายนอกรวมถึงชาวอัฟกันเอง ยังมีความไม่ไว้วางใจต่อบุคคลสำคัญของคณะรัฐบาล เช่น รัฐมนตรีมหาดไทยคนใหม่ สิราจุดดิน ฮักคานี ซึ่งกำหนดสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นผู้ก่อการร้ายระดับโลก มีค่าหัวสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ อัฟกานิสถานยังได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก หลังสนามบินในประเทศเริ่มเปิดทำการได้ปกติ ทำให้มีเที่ยวบินนำความช่วยเหลือมาให้ โดยนานาประเทศให้คำมั่นสัญญาว่า จะให้ความช่วยเหลือรวมมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “การล่มสลายของประเทศ”
อนาคตอัฟกานิสถานและโลก ในวันที่ “ตาลีบัน” หวนคืนอำนาจ
ไทม์ไลน์ "ตาลีบัน" ยึดอัฟกานิสถาน ปฏิบัติการฟ้าแลบโค่นรัฐบาลใน 3 เดือน
เรียบเรียงจาก Reuters
ภาพจาก AFP / Getty Image