“Fast Fashion” เมื่อเสื้อผ้าทำร้ายโลก ก่อขยะ-มลพิษ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

มีเสื้อผ้ากองเป็นภูเขาเลากา อาจเป็นคำเปรียบเปรยถึงการมีเสื้อผ้ามากมายเต็มตู้ แต่มีสถานที่แห่งหนึ่งที่มีเสื้อผ้าจำนวนมหาศาลกองสูงเป็นภูเขาอยู่จริง ๆ อยู่ที่กลางทะเลทรายประเทศชิลี อาตากามา เป็นหนึ่งในทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุดในโลก ปัจจุบันกลายมาเป็นจุดทิ้งเสื้อผ้าขนาดใหญ่ยักษ์ เกือบทั้งหมดเป็นเสื้อผ้าที่ถูกโยนทิ้งเพราะตกรุ่นแล้ว

ต้นทางหลัก ๆ ของเสื้อผ้าเหล่านี้คือ ประเทศที่มีการใช้แรงงานอย่างเข้มข้นซึ่งเป็นแหล่งผลิต Fast Fashion เช่น จีน กัมพูชา บังกลาเทศ ในแต่ละปี เสื้อผ้าที่ตกรุ่นหรือขายไม่ออกกว่า 60,000 ตัน จะถูกส่งไปท่าเรืออิกีเก้ ที่ตั้งอยู่ในเขตปลอดภาษีของประเทศชิลี บางส่วนมีคนมาซื้อเพื่อส่งขายต่อให้กับประเทศในแถบอเมริกาใต้ ส่วนที่เหลือก็จะถูกขนมาทิ้งไว้ที่ทะเลทรายแห่งนี้ แต่ละวันจะมีคนรายได้น้อย หรือผู้อพยพจึงมารื้อค้นเพื่อเอาไปใส่กันร้อนกันหนาว

 

Fast Fashion คือ การผลิตเสื้อผ้าในราคาที่ไม่แพงมาก เป็นแฟชั่นวงจรสั้น ๆ เน้นการขายในปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็ว  เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 1990 ซึ่งเป็นช่วงการเติบโตของชนชั้นกลางโดยเฉพาะในเอเชีย สิ่งที่อุตสาหกรรม Fast Fashion ทำคือ การสร้างพฤติกรรมการบริโภครวดเร็ว เบื่อเร็ว เปลี่ยนง่าย ทิ้งเร็ว ก่อนช่วงปี 1990 การผลิตเสื้อผ้าจะเน้นตามฤดูกาลซึ่งมักจะมี 2 รอบต่อปี รอบแรกคือคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน และรอบที่สองคือ ฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว แต่การมาถึงของ Fast Fashion ทำให้วงจรของแฟชั้นสั้นลง เมื่อผู้ผลิตใช้การตลาดเชิงจิตวิทยาให้ผู้บริโภครู้สึกว่า ต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ตลอดเวลาเพื่อตามแฟชั่นให้ทัน

 

รายงานของสหประชาชาติที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2019 ระบุว่า ในระหว่างปี 2000-2014 ปริมาณการผลิตเสื้อผ้าบนโลกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะกระแสความนิยมของ Fast Fashion

Fast Fashion ถูกตั้งคำถามในหลายเรื่อง ในช่วงแรกๆ คือ เรื่องจริยธรรม เมื่อพบการใช้แรงงานเด็กหรือการใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรมในหลายประเทศ ส่วนในช่วงหลัง ๆ อุตสาหกรรมนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงในประเด็นของการทำลายสิ่งแวดล้อม

ลดต้นทุน เน้นการผลิตให้มาก ขายให้มากและเร็วที่สุด คือ หัวใจของอุตสาหกรรมนี้ เมื่อต้องผลิตเยอะและเร็ว ที่ตามมาคือ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มข้น การใช้ทรัพยากรอย่างเข้มข้นเริ่มตั้งแต่วัตถุดิบที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมนี้อย่างฝ้าย

ฝ้ายเป็นพืชที่ต้องการน้ำมหาศาล  ข้อมูลจาก World Wildlife Fund หรือกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลระบุว่า ผ้าฝ้ายที่ผลิตเสื้อ 1 ตัวต้องใช้น้ำเพื่อปลูก 2,700 ลิตร หรือเท่ากับปริมาณน้ำที่เรากินได้ถึง 3 ปี  หากเราดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร ส่วนถ้าผลิตกางเกงยีนส์ 1 ตัวต้องใช้น้ำ 7,500 ลิตร หรือเท่ากับปริมาณน้ำที่เรากิน 7 ปี ถ้าเราดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร

การผลิตฝ้ายทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก ทะเลสาบอารัลในเอเชียกลางเหือดแห้งจนกลายเป็นทะเลทรายเพราะการดึงน้ำไปใช้ในไร่ฝ้ายต่อเนื่องหลายสิบปี ส่วนที่บูกินาร์ฟาโซ  ประเทศในแอฟริกาตะวันตกก็ไม่ต่างกัน การระดมปลูกฝ้ายทำให้ผืนดินแห้งผาก ฝนที่ขาดช่วงหลายปีทำให้ไม่มีน้ำพอสำหรับปลูกฝ้ายอีกต่อไป  เสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่ผลิตออกมาผ่านการใช้งานน้อยครั้งหรือไม่ได้ถูกใช้เลย ก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองและมลพิษในทุกขั้นตอน  ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง  แต่สุดท้ายลงเอยด้วยการเป็นขยะกลางทะเลทราย  ซึ่งก็ยังก่อปัญหามลพิษอย่างไม่หยุด เมื่อการผลิตฝ้ายเริ่มมีข้อจำกัด อุตสาหกรรมแฟชั่นเริ่มเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบอย่างอื่น เช่น ใยสังเคราะห์โพลีเอสเตอร์

แต่นั่นไม่ใช่ทางออก เมื่อสารสังเคราะห์ตัวนี้ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่าฝ้ายในหลายมิติ  หนึ่งในนั้น คือ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตใยสังเคราะห์โพลีเอสเตอร์อย่างน้ำมันปิโตรเลียม เป็นต้นเหตุหนึ่งของการก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ยังไม่นับรวมถึงสิ่งที่หลุดจากเสื้อผ้าใยสังเคราะห์ในทุก ๆ ครั้งที่เราซักอย่างไมโครพลาสติกที่หลุดไปปนเปื้อนกับสิ่งแวดล้อมทั้งในน้ำและดิน

 

อีกหนึ่งมิติปัญหาที่เกิดจากอุตสาหกรรม คือ น้ำเสีย รายงานของสหประชาติเมื่อปี 2019 ระบุว่า อุตสาหกรรม Fast Fashion ปล่อยน้ำเสียคิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำเสียทั้งโลก และน้ำจำนวนมากจากอุตสาหกรรมมีสารพิษนับพันชนิดนี้ถูกปล่อยออกมาโดยยังไม่ได้รับการบำบัดอย่างถูกต้อง

โดยรวม อุตสาหกรรมนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง คือประมาณร้อยละ 5 ของก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยทั้งโลก เสื้อผ้าแต่ละตัวใช้ทรัพยากรมหาศาลในการผลิต แต่พวกมันถูกใช้งานอย่างไม่คุ้มค่า ส่วนใหญ่ถูกใช้ไม่กี่ครั้ง เพราะการตลาดกระตุ้นให้คนซื้อของใหม่อยู่เรื่อย ๆ เพื่อตามกระแสให้ทัน

ไม่ใช่ Fast Fashion เท่านั้น เสื้อผ้าที่ไม่ใช่ Fast Fashion ก็กำลังถูกตั้งคำถามในวันที่โลกกำลังเผชิญกับหายนะด้านสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมแฟชั่นซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อส่งแวดล้อมมากที่สุด ข้อมูลจาก World Resource Institution ระบุว่า โดยรวมอุตสาหกรรมแฟชั่นคือภาคการผลิตที่ใหญ่เป็นที่ 2 ของโลก และทั้งอุตสาหกรรมปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นร้อยละ 8 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก แม้จะไม่ฉาบฉวย มาเร็วไปเร็วอย่าง Fast Fashion แต่แฟชั่นชั้นสูงก็มีส่วนในการก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมเมื่อวัตถุดิบที่มาจากการทำลายสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็น

ในฐานะอุตสาหกรรมผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกหมายเลข 2 ของโลก ผู้อยู่ในวงการนี้ถูกเชิญเข้าร่วมประชุม แฟชั่นดีไซเนอร์ชั้นนำของโลก สเตลลา แม็กคาร์ตนีย์ เป็นตัวแทนนำเสนอข้อมูลและชี้แนะแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากเสื้อผ้าและสิ่งทอต่อที่ประชุม เธอพูดถึงเรื่องความจำเป็นในการเสาะหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่มุมหนึ่งของพื้นที่จัดงาน มีเสื้อผ้าจากวัตถุดิบที่เรียกว่า Low carbon หรือวัตถุดิบที่ผลิตโดยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับที่ต่ำมากจัดแสดง เธอบอกว่า หายนะของสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นจากการบริโภคแบบไม่ลืมหูลืมตา

อย่างไรก็ตาม ทัศนคติของคนเริ่มเปลี่ยน โดยเฉพาะคนเจเนอเรชั่น X,Y และ Z  เธอบอกว่า อีกไม่นาน แฟชั่นที่ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อม แฟชั่นที่สกปรกจะไม่มีที่มีทางอีกต่อไป และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะคืออนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่น

เสื้อผ้าไม่กี่ตัวหรือไม่กี่ตู้คงไม่ถึงขั้นทำลายสิ่งแวดล้อม  แต่หลายตัวและหลายตู้รวมกันกลายเป็นภูเขา  ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่คือหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่หายนะของโลก

จากสิ่งประดิษฐ์พื้นฐานที่มีเพื่อกันหนาวกันร้อน เสื้อผ้าถูกแต่งเติมเรื่องราว บ่งบอกตัวตนและชนชั้น  แต่เสื้อผ้าที่มีมากเกินไป และเข้าถึงง่ายเกินไปในปัจจุบันกำลังก่อขยะและมลพิษ  ใครจะคาดคิดว่าวันหนึ่ง เสื้อผ้าธรรมดา ๆ จะกลายมาเป็นปัจจัยเร่งอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้น  เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะบรรเทาปัญหาได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้บริโภคทุกคน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

ทันโลก express

ทันโลก express

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ