ในเวลาอีก 1 เดือนหลังจากนี้ คาดว่าเชื้อไวรัสโควิด สายพันธุ์โอมิครอน จะเข้ามาแทนที่สายพันธุ์เดลตา โดยเปรียบเทียบ จากอัตรา การแพร่กระจาย เพราะขณะที่ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา 1 คนสามารถแพร่เชื้อต่อได้ 8 คน แต่กับสายพันธุ์โอมิครอน ผู้ติดเชื้อ 1 คน สามารถแพร่เชื้อต่อได้ถึง 16 คน และจำนวนผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้น 2 เท่า ทุก 3 วัน และเห็นตัวอย่างได้จากหลายประเทศที่พบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้ ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนโอมิครอนก็แพร่ระบาดกลายเป็นสายพันธุ์หลักแทนเดลต้า
ดังนั้น ถ้าการ "แพร่ได้ไว ไปได้เร็ว" คือจุดแข็งของสายพันธุ์ โอมิครอน จุดอ่อน ของสายพันธุ์นี้ ก็น่าจะเป็น ความรุนแรง ที่น้อยกว่าเดลต้า น้อยจนบางรายอาจไม่แสดงอาการ นั่นหมายความการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน อาจกลายเป็นตัวพลิกเกมส์ ซึ่ง นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ์
ได้ประเมินสถานการณ์หากเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนเข้ามาแทนที่สายพันธุ์เดลตาเป็นสายพันธุ์หลัก ว่า สถานการณ์การติดเชื้อในปีหน้าอาจจะไม่รุนแรงเท่าปีนี้ และคาดว่านี่คือการระบาด ในรอบสุดท้าย โดยมีโอมิครอนเป็นสายพันธุ์สุดท้ายของการระบาด
นั่นเป็นเพราะหากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ก็จะส่งผลให้คนจำนวนมากเหล่านี้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ต่อทุกสายพันธุ์และจะไม่เกิดการติดเชื้ออีก นั่นเอง
สถานการณ์โควิดปีหน้าอาจจะไม่รุนแรงเท่าปีนี้ และคาดว่าสายพันธุ์โอมิครอนจะเป็นสายพันธุ์สุดท้ายที่มีการระบาด ซึ่งคาดว่าจะไม่มีสายพันธุ์ใหม่เข้ามาอีก
คุณหมอมนูญ มั่นใจว่าหลังปีใหม่ตัวเลขผู้ติดเชื้อโอมิครอนใน กทม.จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ด้วยตอนนี้คลัสเตอร์ใหญ่ ของเชื้อโอมิครอน เกิดขึ้นในภาคอีสาน หลังปีใหม่นี้ เมื่อคนเดินทางจากภาคอีสานกลับเข้ากรุงก็มีโอกาสโอกาสสูงที่จะนำเชื้อมาแพร่ใน กทม. ด้วย ดังนั้นเมื่อกลับมาแล้วควรต้องกักตัวอย่างน้อย 5 วัน เพื่อสังเกตอาการตัวเอง และควรใส่หน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัด