ในปี 2019 ทีมนักวิจัยและนักปีนเขา 6 คน จากมหาวิทยาลัยเมน ประเทศสหรัฐฯ ได้เดินทางขึ้นไปยังธารน้ำแข็งเซาธ์โคล (South Col) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกอย่างเอเวอเรสต์ (Everest) กับยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 4 ของโลกคือลอตเซ (Lhotse) จนได้ชื่อว่าเป็นธารน้ำแข็งที่อยู่สูงที่สุดในโลก
พวกเขาเดินทางไปเพื่อหาคำตอบว่า “หนึ่งในธารน้ำแข็งที่เข้าถึงยากที่สุดในโลกนี้ ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์หรือไม่”
“ใช้อาหารสู้โลกร้อน” เมื่อสิ่งที่เรารับประทานทุกวัน มีผลกับโลกทั้งใบ
โดยทีมวิจัยได้เก็บตัวอย่างจากแกนน้ำแข็งยาว 10 เมตร และติดตั้งสถานีตรวจอากาศอัตโนมัติ 2 แห่งเพื่อรวบรวมข้อมูล
ล่าสุด การค้นพบของพวกเขาได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Nature Portfolio Journal Climate and Atmospheric Science โดยระบุว่า “ธารน้ำแข็งที่สูงที่สุดในโลก กำลังสูญเสียน้ำแข็งไปทุกปี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์”
การค้นพบนี้เป็นเครื่องเตือนว่า ธารน้ำแข็งกำลังละลายอย่างรวดเร็วที่จุดสูงสุดของโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบเลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นหิมะถล่มบ่อยขึ้น หรือแหล่งน้ำที่จะแห้งแล้ง ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบผู้คนได้สูงสุดราว 1.6 พันล้านคนในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งต้องใช้นำอุปโภคบริโภค การชลประทาน และไฟฟ้าพลังน้ำ
ทีมวิจัยประเมินว่า ธารน้ำแข็งเซาธ์โคลละลายมากที่สุดในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปริมาณที่ต้องใช้เวลาถึง 2,000 ปีจึงจะก่อตัวขึ้นมาได้ เท่ากับว่าธารน้ำแข็งเซาธ์โคลละลายเร็วกว่าการก่อตัวถึง 80 เท่า
พอล มายิวสกี หัวหน้าทีมวิจัย และผู้อำนวยการสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งมหาวิทยาลัยเมน กล่าวว่า “คำตอบที่เราพบคือ ใช่ และเปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990”
นักวิจัยกล่าวว่า การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากมนุษย์ส่งผลไปถึงพื้นที่สูงสุดในโลกเท่านั้น แต่ยังทำลายสมดุลที่สำคัญด้วย
“มันเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงจากสิ่งที่มีมาในอดีตในพื้นที่นั้น ... และมันก็เกิดขึ้นเร็วมาก” มายิวสกีกล่าว
การวิจัยพบว่า ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งนี้สูญเสียน้ำแข็งไปประมาณ 55 เมตร ซึ่งการละลายที่มากขนาดนี้ จะทำให้ธารน้ำแข็งไม่สามารถสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ได้อีกต่อไป ทำให้จะละลายเร็วยิ่งขึ้น
“ที่ผ่านมาหมีขั้วโลกเป็นสัญลักษณ์ว่าอาร์กติกกำลังอุ่นขึ้น และระดับน้ำการละลายของน้ำแข็งในทะเลกำลังสูงขึ้น ... เราหวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนยอดเขาเอเวอเรสต์จะเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่สำคัญ” มายิวสกีกล่าว
เรียบเรียงจาก CNN
ภาพจาก AFP