ฝั่งยูเครนมี 2 ข้อ คือ หยุดยิง และรัสเซียต้องถอนทหารออกทันที ส่วนรัสเซียจากเดิมข้อเรียกร้องเป็นการยื่นคำขาด 3 ข้อหลัก ๆ คือ
1.ยูเครนต้องแก้รัฐธรรมนูญระบุว่าจะไม่เข้าเป็นสมาชิกนาโตและอียู
2.ต้องให้การรับรองเอกราชของแคว้นโดเนตสก์และลูฮันสก์
3.ต้องรับรองไครเมียว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย
อีกประเด็นสำคัญคือ ปูตินประกาศชัดว่ารัสเซียต้องการปลดอาวุธของยูเครน ซึ่งหมายถึงปูตินไม่ต้องการให้ยูเครนมีกองทัพอีกต่อไป
หลายคนมองว่าเป็นข้อเรียกร้องที่สุดโต่งที่รัสเซียใช้กำลังทางการทหารบังคับประเทศที่มีเอกราชและอธิปไตยให้ทำตามใจตัวเอง
อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ดูเหมือนมีทางออกเมื่อรัสเซียออกมาบอกว่า ยอมให้ยูเครนมีกองทัพได้แต่ต้องดำรงสถานะประเทศเป็นกลาง หรือ Neutrality ความเป็นกลางเป็นสถานะทางกฎหมายที่บ่งบอกว่ารัฐหรือประเทศใดประเทศหนึ่งจะไม่เข้าไปจากการมีส่วนร่วมกับสงครามของรัฐอื่น หรือสงครามใด ๆ ก็ตามที่จะขึ้นในอนาคต
ตอนนี้ทั่วโลกมีประมาณ 21 ประเทศ ที่ประกาศว่าประเทศของตนเองเป็นกลาง เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ฟินแลนด์ สวีเดน ไอร์แลนด์ ออสเตรีย มอลตา วาติกัน สิงคโปร์เป็นต้น แต่หลายฝ่ายบอกว่า ถึงแม้ยูเครนจะยอมให้สถานะประเทศตัวเองเป็นกลาง แต่สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือ อนาคตจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่ถูกรุกรานอีก
มีรายงานว่าในการเจราจา ยูเครนต้องการสิ่งหลักประกันด้านความมั่นคงที่เป็นสนธิสัญญาที่ระบุว่ายูเครนจะไม่ถูกรังแกหรือถูกรุกรานในวันที่ดำรงความเป็นกลาง ทั้งหมดต้องมีพันธะผูกพันตามกฎหมายด้วย นี่คือประเด็นหลักที่อยู่บนโต๊ะเจรจา
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการเจรจาไม่ง่าย วัดจากที่ผู้นำยูเครนออกมาพูดเรื่องนี้แทบทุกวัน และจากการที่ขอร้องให้หลายประเทศเข้ามาช่วย นับตั้งแต่ตุรกี จนถึงอิสราเอลและสวิตเซอร์แลนด์
ประธานาธิบดียูเครน ออกมาส่งสัญญาณเป็นนัยหลายครั้งแล้วว่าต้องการเจรจาสงบศึก อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์กันว่าการสงบศึกแบบยอมรัสเซียทุกเงื่อนไขอาจสร้างความกังวลให้ทั้งสหรัฐฯ และยุโรป
หากยูเครนยอมยกธงขาวในครั้งนี้ รัสเซียจะเป็นผู้ชนะจากการใช้กำลังทหารในการบังคับประเทศที่มีอธิปไตยเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจหรือนโยบายของตน
บรรดาทูตจากยุโรปและสหรัฐฯ เกรงว่าถ้าผู้นำรัสเซียทำเช่นนี้ในยูเครนได้ เขาอาจทำแบบนี้กับทุก ๆ ที่ที่เขาไม่พอใจ สิ่งนี้อาจกัดกร่อนระบบระหว่างประเทศที่เป็นหลักมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด และอาจนำไปสู่เส้นทางใหม่ที่ไม่มีใครคาดเดาได้
อีกทั้งประธานาธิบดีเซเลนสกี ต้องฟังเสียงประชาชนที่ตอนนี้สูญเสียไปมาก และไม่อยากอยู่ใต้ร่มเงารัสเซียแล้ว นี่กลายเป็นโจทย์ที่อาจทำให้การเจรจายากขึ้นไปอีก