โดยถ้าย้อนกลับไปในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันแรกของการรุกรานยูเครน เป้าหมายของรัสเซียคือ การปลดปล่อยภูมิภาคดอนบาสและปกป้องกลุ่มคนที่พูดภาษารัสเซียในภูมิภาคนี้
และในเดือนที่ 7 ของการรุกรานยูเครน เป้าหมายดังกล่าวของรัสเซียถูกทำให้ชัดเจนและเป็นทางการขึ้น ผ่านหลักการนิยมฉบับใหม่ของรัสเซีย
เมื่อวานนี้ ( 6 ก.ย.)ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียได้ลงนามในหลักนิยมใหม่ด้านการต่างประเทศฉบับใหม่ ซึ่งมีทั้งหมด 31 หน้าและถูกระบุว่าเป็นนโยบายด้านมนุษยธรรมสำหรับคนที่พูดภาษารัสเซียในต่างแดน
โดยหลักนิยมฉบับนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการขยายบทบาทของประเทศรัสเซียในกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต และขยายความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ที่ยังไม่ใช่พันธมิตรของชาติตะวันตก รวมถึงมีบทบาทกับเวทีระหว่างประเทศที่มากขึ้น
หลักนิยมใหม่นี้ได้กำหนดให้รัฐบาลรัสเซียและสภาดูมา ทำหน้าที่ปกป้อง คุ้มครอง และ ส่งเสริมอุดมการณ์ของโลกรัสเซีย (Russian World) ผ่านรูปแบบของยุทธศาสตร์ที่ใช้อำนาจละมุน (soft power) เป็นหลัก
อย่างไรก็ดี หลักนิยมดังกล่าวยังคงยึดมั่นในแนวคิดการเมืองแบบรัสเซียและศาสนาคริสต์แบบออทอร์ดอกซ์ ที่ผู้มีแนวคิดสุดโต่งใช้สร้างความชอบธรรมในส่งกำลังทหารบุกยูเครนและสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในยูเครนที่สนับสนุนรัสเซีย
อีกทั้งหลักนิยมนี้ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ของชนชั้นนำรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งของตัวผู้นำรัสเซียเอง ที่มองว่าโลกไร้พรมแดนหรือโลกาภิวัฒน์กำลังบิดเบือนและดูถูกคุณค่าของวัฒนธรรมรัสเซียที่ดำรงอยู่มาช้านาน
ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อความในส่วนต้นของหลักนิยมนี้ยังระบุชัดว่า ระเบียบโลกปัจจุบันกำลังผุกร่อนและเกิดการคุกคามกฎหมายระหว่างประเทศที่ปกป้องเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งนี่คือสาเหตุที่ทำให้รัสเซียต้องมีส่วนร่วมมากขึ้น
โดยหลักนิยมฉบับนี้กำหนดให้รัฐบาลรัสเซียต้องส่งเสริม คุ้มครองสิทธิ ปกป้องผลประโยชน์ และอัตลักษณ์ด้านวัฒนธรรมชาวรัสเซียที่อาศัยในต่างประเทศ
เพราะบุคคลเหล่านี้มีส่วนช่วยให้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับรัสเซียบนเวทีโลกในฐานะประเทศประชาธิปไตยที่พยายามสร้างโลกที่มีหลากหลายขั้วอำนาจ
นอกจากนี้ หลักนิยมฉบับใหม่นี้ยังได้มีการจัดลำดับความสัมพันธ์ของรัสเซียกับประเทศต่าง ๆ ดังนี้
รัสเซียจะเพิ่มความร่วมมือกับจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา แอฟริกา และประเทศกลุ่มชาติพันธุ์สลาฟ ที่เป็นบรรพบุรุษของชาวรัสเซียส่วนใหญ่ โดยชาติเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปตะวันออก และ ยุโรปกลาง
ความร่วมมือดังกล่าวชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับจีน เพราะวันนี้ปูตินเดินทางไปดูการซ้อมรบร่วมที่มีชื่อว่า วอสต็อก-2022 ซึ่งเป็นการซ้อมรบร่วมที่ใหญ่สุดครั้งหนึ่งระหว่างรัสเซีย-จีนและชาติพันธมิตร ที่แคว้นพรีมอร์สกี (พรี-มอร์-สกี)ในภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย
โดยสื่อรัสเซียรายงานว่า ในการซ้อมรบวอสต็อก-2022 มีกำลังพลจากหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย เบลารุส ทาจิกิสถาน ซีเรีย นิการากัว อินเดีย จีน มองโกเลีย สปป.ลาว มาเข้าร่วมซ้อมรบกว่า 5 หมื่นนาย
นักวิชาการจากฝั่งตะวันตกให้ความเห็นว่า หลักการฉบับนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมของผู้นำรัสเซียในการรุกรานยูเครน ซึ่งเป็นสงครามยาวที่ยังหาทางออกร่วมกันไม่ได้ในเร็ววัน
เพราะตอนนี้ทางฝั่งยูเครนก็เริ่มโต้กลับกองทัพรัสเซียและยึดพื้นที่คืนได้มากขึ้น ทั้งทางตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออก และทางใต้ ในขณะที่ฝั่งรัสเซียก็ยังคงเดินหน้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นที่สถานการณ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณแคว้นคาร์คีฟ
หลังจากที่เมื่อวานนี้ ทางการยูเครนรายงานว่าได้ส่งกองร้อยที่ 93 ซึ่งเป็นกองร้อยที่ใหญ่ที่สุดกองหนึ่งของยูเครนไปร่วมรบในแนวหน้าของแคว้นคาร์คีฟ เพื่อผลักดันกองทัพรัสเซียออกไปจากแคว้นคาร์คีฟ
วันนี้มีรายงานว่าทางรัสเซียได้โจมตีตอบโต้ยูเครน ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่อาคารใจกลางเมืองคาร์คีฟ ส่งผลให้อาคารได้รับความเสียหายและประชาชนได้รับบาดเจ็บ และเจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพผู้คนออกจากพื้นที่
ถัดลงมาที่พื้นที่ภาคใต้บริเวณแคว้นซาโปริซเซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ที่มีรายงานว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้นหลายครั้งในรอบกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา
ล่าสุดประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนได้ออกมาแถลงเมื่อวานนี้ว่า เกิดการโจมตีขึ้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้ง ส่งผลให้ตัวส่งไฟฟ้าได้รับความเสียหาย พร้อมเตือนว่าโลกกำลังเข้าใกล้หายนะนิวเคลียร์มากขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะเดียวกัน “เอเนียร์-กอ-อะตอม” (Energoatom) บริษัทไฟฟ้านิวเคลียร์ของยูเครน ได้เปิดเผยว่า เตาปฏิกรณ์แห่งสุดท้ายที่ยังทำงานอยู่ของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ได้ปิดการทำงานแล้วในวันจันทร์ เนื่องจากการโจมตีของรัสเซีย
ตอนนี้หลายฝ่ายประเมินตรงกันว่า สถานการณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซียยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากยังมีการโจมตีเกิดขึ้น แม้ว่าทางคณะผู้เชี่ยวชาญจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศหรือ IAEA จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบแล้ว
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการของ IAEA ได้แถลงผลการประเมินสภาพโรงงานเบื้องต้นว่า ตัวโรงงานมีร่องรอยของการถูกโจมตีจนได้รับความเสียหาย พร้อมย้ำว่านี่คือเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และไม่ควรเกิดขึ้น
อย่างไรก็ดี ทางองค์การได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำการถาวรที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อป้องกันหายนะที่เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ผู้อำนวยการ IAEA ยังระบุเพิ่มเติมว่า ทางทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ จะเผยแพร่รายงานผลการตรวจสอบพื้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฉบับเต็มแก่สาธารณชนผ่านเว็บไซต์ในวันนี้
อย่างไรก็ดี แม้การมาเยือนในครั้งนี้ของทีมเจ้าหน้าที่ IAEA จะพอบรรเทาความกังวลของประชาคมโลกไปได้บ้าง แต่ทางยูเครนออกมาประกาศชัดเจนว่าค่อนข้างผิดหวังกับผลลัพธ์จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้
เปโตร โคติน ผู้อำนวยการของเอเนียร์กออะตอมให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งที่ยูเครนต้องการจริง ๆ ไม่ใช่คำว่ากังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดทหารรอบ ๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งยูเครนยืนยันเรื่องนี้มาโดยตลอด
นอกจากที่แคว้นซาโปริซเซียแล้ว อีกพื้นที่หนึ่งที่กำลังเป็นจุดสำคัญในการรบตอนนี้คือ แคว้นเคอร์ซอนเพราะบริเวณนี้เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างดินแดนที่รัสเซียยึดครองได้แล้วกับสองแคว้นสุดท้ายของยูเครนที่เหลืออยู่บนทะเลดำ
เมื่อวานนี้ ผู้นำยูเครนได้ออกมาประกาศชัดว่าจะโต้กลับกองทัพรัสเซีย และตัดเสบียง เพื่อยึดพื้นที่ทางปีกซ้ายของแม่น้ำดนีเปอร์ในแคว้นเคอร์ซอน ซึ่งเป็นทางไปสู่สองแคว้นสุดท้ายของยูเครนในทะเลดำคืนก่อน
ล่าสุดวันนี้มีสัญญาณออกมาว่าการโต้กลับของยูเครนได้ผล เมื่อสำนักข่าว BBC รายงานว่า รัสเซียประกาศระงับแผนการจัดประชามติผนวกดินแดนในแคว้นเคอร์ซอน
โดยคิริล สเตรมูซอฟ เจ้าหน้าที่ของแคว้นเคอร์ซอนที่รัสเซียแต่งตั้ง ประกาศว่า อาจต้องเลื่อนการทำประชามติแบ่งแยกแคว้นเคอร์ซอนออกไปก่อน ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
อย่างไรก็ดี เขายืนยันว่า การทำประชามติดังกล่าวจะเกิดขึ้นแน่นอน แต่ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดทั้งหมดได้ในตอนนี้