โอเปกพลัสลดการผลิตน้ำมัน ก่อรอยแตกร้าวครั้งใหญ่ "สหรัฐฯ- ซาอุฯ"

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หนึ่งในผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสงครามยูเครน คือ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์โลก หลายประเทศที่เคยเป็นมิตรห่างเหินกัน ในหลายกรณีจากที่เคยเป็นคู่อาฆาตก็กลายเป็นมิตรกัน โดยการเปลี่ยนแปลงถูกขับเคลื่อนด้วยการเมืองภายและผลประโยชน์บนเวทีโลกที่จะได้ จากการเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนข้าง

คู่ที่น่าจับตามองที่สุดขณะนี้คือ สหรัฐฯ กับซาอุดีอาระเบียกว่า 40 ปีมาแล้วที่ 2 ชาติเป็นพันธมิตรบนหลักการ “พลังงานแลกความมั่นคง” (energy for security) โดยสหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือด้านการทหารเพื่อแลกกับน้ำมันจากซาอุดีอาระเบีย แต่ความสัมพันธ์เริ่มคลอนแคลนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และหนักมากขึ้นหลังเกิดสงครามในยูเครน

โดยข้อขัดแย้งล่าสุดของ 2 ชาตินี้เกิดขึ้น หลังโอเปกพลัส (OPEC+) ซึ่งมีซาอุดีอาระเบียเป็นสมาชิกหลัก ได้ประกาศลดการผลิตน้ำมันครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน และพันธมิตร ซึ่งรวมถึงรัสเซียที่เรียกว่า ‘โอเปกพลัส’ ได้ประชุมกันที่กรุงเวียนนาของออสเตรีย ก่อนจะประกาศลดปริมาณการผลิตน้ำมันลงวันละ 2 ล้านบาร์เรล โดยจะให้มีผลตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป ถือเป็นการตัดลดการผลิตน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

โดยปัจจุบัน โอเปกพลัสผลิตนำมันสู่ตลาดโลกวันละ 43.8 ล้านบาร์เรล เมื่อปรับลด 2 ล้านบาร์เรล จะมีผลทำให้น้ำมันจากกลุ่มโอเปกที่จะออกสู่ตลาดเหลือ 41.8 ล้านบาร์เรล หรือลดลงร้อยละ 2  ซึ่งโอเปกพลัสให้เหตุผลว่าเพื่อรักษาสมดุลในตลาด หลังจากราคาน้ำมันดิบลดลงจาก 120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เหลือเพียง 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

การตัดสินใจลดการผลิตน้ำมันครั้งใหญ่นี้ เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโจไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ พยายามโน้มน้าวไม่ให้ซาอุดีอาระเบียทำเช่นนั้น ด้วยการเดินทางไปที่นั่นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองเพื่อพูดคุยกับมกุฏราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน บุคคลที่เขาประกาศว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารจามาล คาช็อกกีนักข่าวชื่อดังชาวซาอุดีอาระเบียเมื่อปี 2018

ภายหลังพบกัน ซาอุดีอาระเบีย ระบุว่าจะเพิ่มการผลิตน้ำมันให้ 100,000 บาร์เรลต่อวัน ดังนั้นการที่โอเปกพลัสซึ่งมีซาอุดีอาระเบียเป็นสมาชิกหลัก ประกาศลดกำลังการผลิตลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จึงเป็นการหักหน้าผู้นำสหรัฐฯ แบบตรง ๆ

ผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวถามประธานาธิบดีไบเดนว่า คิดอย่างไรกับการลดกำลังการผลิตน้ำมันของโอเปก คำตอบที่ได้คือ ผิดหวังมาก ผู้นำสหรัฐฯ มองว่า การลดปริมาณการผลิตน้ำมันของโอเปกพลัสมีแรงจูงใจทางการเมือง นั่นคือ ต้องการช่วยเหลือรัสเซีย ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มให้มีรายได้จากการขายน้ำมันมากขึ้น เพื่อเอาเงินมาใช้ในการทำสงคราม

หลังจากนั้นก็มีการส่งสัญญานอย่างต่อเนื่องว่า สหรัฐฯ อาจต้องทบทวนความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย เริ่มจากแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่พูดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า กำลังพูดคุยหารือเรื่องนี้กับสภาคองเกรส
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คารีน ฌอง ปิแอร์ โฆษกทำเนียบขาว ออกมาพูดสำทับในทำนองเดียวกัน โดยระบุว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน กำลังพิจารณาทบทวนความสัมพันธ์ที่มีต่อรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย หลังจากซาอุฯ เริ่มดำเนินนโยบายที่เอนเอียงไปทางรัสเซียมากขึ้น

 

นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ หากเกิดขึ้นจริงยิ่งจะทำให้สถานการณ์ความมั่นคงและเศรษฐกิจโลกซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เพราะทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ คือผู้เล่นสำคัญบนเวทีโลกในขณะนี้ โดยฝั่งหนึ่งเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน อีกฝั่งเป็นมหาอำนาจด้านการทหาร และนี่ถือเป็นรอยร้าวและการงัดข้อครั้งใหญ่ที่สุดของ 2 ชาติ ที่เป็นพันธมิตรกันมายาวนาน

 

แม้สหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย คือ 2 ชาติที่มีความแตกต่างกันเกือบทุกมิติ แต่ทั้งคู่กลายเป็นพันธมิตรที่แนบแน่น เพราะต้องพึ่งพาอาศัยกัน ในอดีตสหรัฐฯ ต้องพึ่งพาน้ำมันจากที่นี่เป็นหลัก

ช่วงทศวรรษ 1940 เมื่อซาอุดีอาระเบียค้นพบน้ำมันจำนวนมหาศาล กษัตริย์อับดุล อาซิซ อิบัน ซาอุด แห่งซาอุดีอาระเบีย และประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวลต์ ของสหรัฐฯ ทำข้อตกลงที่ซาอุดีอาระเบียต้องส่งน้ำมันให้กับสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ ให้หลักประกันความมั่นคงกับซาอุดีอาระเบียผ่านการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยให้

ข้อตกลงนี้ได้กลายมาเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติต่อจากนั้นมา เป็นความสัมพันธ์ที่มีชื่อเรียกว่า “พลังงานแลกความมั่นคง” (energy for security) ทั้ง 2 ชาติร่วมมือทางการทหารทุกครั้งที่ตะวันออกกลางเผชิญปัญหาความมั่นคง

อย่างไรก็ตามพันธมิตรคู่นี้เริ่มหมางใจกันหลังเกิดวินาศกรรมโจมตีอาคาร World Trade Center เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 ของสหรัฐฯ เมื่อผู้ก่อการร้ายหลายคนมีสัญชาติซาอุฯ และความสัมพันธ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประกาศบุกอิรักเมื่อปี 2003

ซาอุดีอาระเบียคัดค้านแผนการนี้อย่างเปิดเผย โดยระบุว่า การบุกอิรักเพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน จะเป็นหายนะของภูมิภาค แต่ประธานาธิบดีบุชไม่ฟัง สั่งโจมตีอิรัก หลังโค่นล้มซัดดัม ฮุสเซน ได้อิรักก็เข้าสู่สภาวะมิคสัญญี เปิดทางให้อิหร่านผงาดขึ้นมามีอิทธิพลในอิรักได้ในที่สุด

หลังจากนั้นในช่วงประธานาธิบดีบารัค โอบามา สหรัฐฯ ก็ทำให้ซาอุฯไม่พอใจอีกเรื่อง หลังจากที่ประธานาธิบดีโอบามาตัดสินใจปรับความสัมพันธ์กับอิหร่าน ศัตรูคู่แค้นของซาอุดีอาระเบีย ด้วยการดึงอิหร่านขึ้นโต๊ะเจรจาเพื่อให้ยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร เหตุการณ์นี้ทำให้ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียย่ำแย่ลงไปอีก

 

ความสัมพันธ์ของ 2 ชาติตกต่ำลงไปอีกในปี 2018 เมื่อเกิดการสังหารจามาล คาช็อกกี นักข่าวอิสระชาวซาอุดีอาระเบียอย่างโหดเหี้ยมในสถานกงสุลซาอุฯ ในนครอิสตันบูล ในตอนนั้นหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า มกุฏราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ของซาอุดีอาระเบียคือผู้สั่งสังหารนักข่าวรายนี้ เนื่องจากคาช็อกกีมักวิพากษ์วิจารณ์เจ้าชายอย่างตรงไปตรงมา

ไบเดนซึ่งช่วงนั้นกำลังหาเสียงชิงตำแหน่งก็ประกาศว่า ถ้าได้เป็นผู้นำสหรัฐฯจะไม่คบหาสมาคมกับเจ้าชายบิน ซัลมาน

ทั้งหมดคือรอยร้าวที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะมาถึงจุดแตกหัก เมื่อโอเปกพลัสลดกำลังการผลิตน้ำมันครั้งใหญ่ ส่งผลให้สหรัฐฯไม่พอใจและประกาศทบทวนความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย

ความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับซาอุดีอาระเบียจะมีหน้าตาอย่างไร และจะส่งผลอะไรบ้าง ใครได้ ใครเสีย นี่คือหนึ่งในหน้าตาความสัมพันธ์แบบใหม่ของ 2 ชาติ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส.ส. จากพรรคเดโมแครต 3 คน คือ ฌอน แคสเทน , ทอม มาลีโนว์สกี, และซูซาน ไวล์ด เสนอกฎหมายที่ให้มีการถอนทหารออกจากซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ หรือ UAE ซึ่งมีความโน้มเอียงไปทางรัสเซีย
 

นอกจากนี้ยังเสนอให้มียุติการขายอาวุธ พร้อมกับถอนระบบป้องกันขีปนาวุธ THADD ซึ่งเป็นระบบสกัดขีปนาวุธพิสัยกลางหรือใกล้ รวมถึงถอดฐานยิงขีปนาวุธแพทริออตออกมาจาก 2 ประเทศนี้


คำถามต่อมาก็คือว่า ถ้าสหรัฐฯ เดินหน้าทำเช่นนั้นจริงจะเกิดอะไรขึ้น 1.สิ่งที่คาดการณ์ได้คือ ความปั่นป่วนในตลาดพลังงาน  หากซาอุดีอาระเบียตอบโต้โดยการลดปริมาณการผลิตน้ำมันลงอีก อย่างไรก็ตาม ทางซาอุดีอาระเบียและ UAE ก็ต้องระมัดระวังท่าที
เพราะถ้าสหรัฐฯ ถอนระบบป้องกันภัยทางอากาศออก ซาอุดีอาระเบียและ UAE จะมีความเปราะบางจากการถูกศัตรูคนสำคัญอย่างกบฎฮูตีโจมตีได้

ฮูตี คือ กลุ่มติดอาวุธในเยเมนซึ่งเชื่อว่าได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โดยกลุ่มนี้เปิดฉากโจมตี UAE หลายครั้งแล้วในปีนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา กบฎฮูตีส่งโดรนโจมตีรถบรรทุกน้ำมันที่บริเวณบริษัท ADNOC ใกล้กับสนามบินอาบูดาบี เมืองหลวงของ UAE เกิดเสียงดังสนั่นและเพลิงไหม้ตามมา มีผู้เสียชีวิต 3 ราย หลังจากนั้นกบฎฮูตีก็โจมตีอีกแต่ถูกระบบป้องกันขีปนาวุธสกัดไว้ได้ จะเห็นได้ว่าทั้งสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียอาจยังคงต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่

ดังนั้นต้องจับตาดูว่า ความสัมพันธ์ของ 2 ชาตินี้จะเป็นไปในทิศทางไหน เพราะการเปลี่ยนแปลงจะส่งผลต่อดุลย์ความมั่นคงของโลก ล่าสุด มีการตอบโต้ด้วยวาจาออกมาจากทางซาอุดีอาระเบีย หลังสหรัฐฯส่งสัญญานทบทวนความสัมพันธ์

เมื่อคืนที่ผ่านมา มาจิด อัล-ซูวายก์ (Majid Al-Suwaigh) ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและการเงินของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียระบุว่า การส่งสัญญาณของสหรัฐฯ ว่าต้องการทบทวนความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียเป็นเพียงการตอบโต้ด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยวที่เกิดจากความล้มเหลวในการควบคุมเงินเฟ้อของประธานาธิบดีโจ ไบเดน

โดย อัล-ซูวายก์ ยืนยันว่า ทิศทางราคาน้ำมันไม่ว่าจะปรับตัวสูงขึ้นหรือลดลงล้วนเป็นไปตามกลไก ที่ขึ้นอยู่กับปริมาณและความต้องการในตลาด ซึ่งสมาชิกกลุ่มโอเปกพลัสไม่สามารถควบคุมได้ และการประกาศลดกำลังการผลิตเป็นมติเอกฉันท์ของสมาชิกทั้ง 23 ชาติ ไม่ใช่การตัดสินใจของซาอุดีอาระเบียเพียงประเทศเดียว

ที่น่าสนใจคือ การพูดว่าซาอุดีอาระเบีย คือชาติที่พึ่งพาตัวเองได้ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง จึงไม่จำเป็นต้องฟังเสียงสหรัฐฯ

สอดคล้องกับกระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย ที่ออกแถลงการณ์ระบุว่า เสียงวิจารณ์ที่บอกว่าซาอุฯ เลือกข้างในเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนการตัดลดการผลิตน้ำมันด้วยเหตุผลทางการเมืองที่มุ่งต่อต้านสหรัฐฯ เป็นข้อวิจารณ์ที่ไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และยืนยันว่าการตัดลดการผลิตน้ำมันของโอเปกพลัสมาจากบริบททางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้กล่าวระหว่างพบกับประธานาธิบดีของ UAE โดยชื่นชมการตัดสินใจของโอเปกพลัสในการตัดลดการผลิตน้ำมัน และบอกว่ารัสเซียมีความตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับกลุ่มโอเปกที่นำโดยซาอุดีอาระเบียด้วย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ